หนี้สาธารณะของประเทศไทยภายใต้เงื้อมมือ “นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา”

AdminSat 04 Jul 2020
0
หนี้สาธารณะของประเทศไทยภายใต้เงื้อมมือ “นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา”


ทนนั่งฟังอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณแผ่นดิน 2564 มาสามวัน รู้สึกว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านยุคนี้ทำได้ดีมากๆ จนต้องให้เกรด A+++ เลยทีเดียว ก็คือความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์คำ ประดิษฐ์คำให้จำง่าย เพื่อจะได้เอาไปปั่นต่อในโซเชียลมีเดีย สร้างความเกลียดชังไปเรื่อยๆ ในโลกออนไลน์ที่ฟีดกันไวกว่าแสง ถ้าไม่ได้อ่านรายละเอียดหรือทำความเข้าใจดีๆ มองเผินๆ แบบฉาบฉวย 3-4 บรรทัด (บวก อคติที่เกลียดขี้หน้าทหารแก่ๆ อยู่แล้ว) ก็จะไปเอาโพนทะนากันใหญ่โต นี่ไงๆ สุดแสนจะ.........

ส่วนความถูกต้องตามข้อเท็จจริงนั้น .....

แต่ปุถุชนผู้พึงมีสติสัมปชัญญะ จะไม่ฟังความอย่างฉาบฉวย โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการคลังของประเทศ ถ้ามองแค่ “ตัวเลข” แต่ไม่ลงรายละเอียดด้านใน ไม่ติดตามที่มาที่ไป เหตุและผล ก็จะเกิดแต่ความตื่นตระหนก หวาดกลัว

สิ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ ณ เวลานี้ คือ

1. เราต้องกู้เงิน 1 ล้านล้านบาท มาใช้ประคองประเทศจริง แต่เหตุผลของการกู้เงินนั้น ที่มาของปัญหาและความจำเป็น แตกต่างจากปี 2540 มาก การรับมือวิกฤตจึงใช้วิธีเดียวกันไม่ได้ 

ปี 2540 ต้นทุนการเงินเราพังหมด เพราะอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศแบบลอยตัว หนี้เน่า (NPL) ช่วงปี 40-43 สูงถึง 36-52% มาตรการในการฟื้นเศรษฐกิจจึงต้องใช้วิธีกู้เงินไอเอ็มเอฟ มาตรการทางการคลังที่ใช้จึงต้องรัดเข็มขัดอย่างเดียว ซึ่งต้องใช้เวลาชุปตัวนาน 4-10 ปี กว่าจะเข้าที่เข้าทาง ซึ่งต้องให้เครดิตรัฐบาลชวน หลีกภัย 2 และขุนคลังที่ชื่อ ธารินทร์ นิมมานเหมินท์ นะ ที่รักษาวินัยจนเราผ่านวิกฤตนั้นมาได้ ไม่ใช่ผลงานของนายกรัฐมนตรีที่ไปกู้เงินเพื่อมาโปะหนี้ไอเอ็มเอฟ แล้วอ้างว่าเป็นคนปลดหนี้ !

ส่วนปี 2563 เรากำลังเผชิญวิกฤตโรคระบาด จนทำให้ต้องสั่งล็อกดาวน์เพื่อหยุดการกระจายเชื้อ ปัญหาของวิกฤตนี้จึงอยู่ที่การชะงักของสภาพคล่อง รายได้ลด แต่รายจ่ายคงที่ และเมื่อผู้บริโภคไม่มั่นใจและไม่ใช้เงิน มันก็ส่งผลให้รายได้ของบุคคลหรือสภาพคล่องในตลาดไม่ดีเท่าที่ควร มาตรการทางการคลังที่ใช้คือการเติมสภาพคล่องในระบบ (บรรดาเงินเยียวยาท้ังหลายนั้นแหละคือคำตอบ) และคาดการณ์ว่า เศรษฐกิจจะมาฟื้นตัวในปี 2564 (แต่ต้องไม่ระบาดหนักอีกรอบนะ)

2. หนี้สาธารณะ ณ ปลายปี 2563 นี้ จะไปแตะที่ 8 ล้านล้านบาท จริง หรือคิดเป็น 57.96% แต่เมื่อพิจารณาข้อมูลอื่นๆ ประกอบแล้ว ยังไม่อยู่ในระดับน่าวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐ งบประมาณขาดดุลที่ 3.7% ของ GDP (งบประมาณปี 64 ที่นำเสนอกันไปในสภา) หนี้ต่างประเทศของภาครัฐที่อยู่ในระดับต่ำมากๆ, ปริมาณเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier1) เพื่อใช้ค้ำหนี้เน่า (NPL) ของธนาคารและสถาบันการเงินก็สูงถึง 16.09% ณ สิ้นปี 2562 (อันนี้เป็นบทเรียนมาจากปี 2540 ล้วนๆ ที่ทำให้แบงก์ชาติออกมาตรการนี้มา), การเก็งกำไรในหุ้นและอสังหาริมทรัพย์ก็อยู่ในปริมาณที่น้อยเมื่อเทียบกับปี 40 นอกจากนี้ เรายังมีทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูงเป็นอันดับที่ 12 ของโลก อยู่ที่ 1.92 แสนล้านบาท จึงทำให้สถานะทางการคลังของประเทศอยู่ในระดับที่ดีมาก

3. ถ้าถามต่อว่า หากเกิดวิกฤตซ้ำจะสามารถกู้เงินเพิ่มได้หรือไม่ และจะทำให้หนี้สาธารณะเกินกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศที่ตั้งไว้ 60% ตามที่กำหนดกัน ใช่หรือไม่ ? คำตอบคือใช่ แต่ต้องตอบคำถามกันให้ได้ว่า กรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศที่ตั้งไว้ 60% ใครเป็นคนตั้ง และทำไมต้องตั้งไว้ที่ตัวเลขนี้ ทั้งๆ ที่หลายประเทศยอดหนี้สาธารณะ ต่อ จีดีพีทะลุไปที่ 80-100%

ในเรื่องนี้ แพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ ให้สัมภาษณ์ไว้ในรายการ Business Inside ทางช่อง TNN24 ว่า “ในช่วงก่อนปี 2540 กรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศ เรื่องหนี้สาธารณะ ต่อ จีดีพี เราตั้งไว้ 65% แต่หลังจากเกิดวิกฤติต้มยำกุ้งในปี 2540 หลังจากที่เราได้วางมาตรการต่างๆ ที่เข้มงวดแล้ว กระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทยจึงร่วมกันวางกฏระเบียบใหม่ ให้กรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศ เรื่องหนี้สาธารณะ ต่อ จีดีพี ไม่เกิน 60% เพื่อวางมาตรฐานให้อยู่ในระดับที่รับมือได้ ทั้งนี้หากจำเป็นก็สามารถขยับตัวเลขได้ แต่วินัยการคลังต้องเข้มงวดเพื่อให้สถานะทางการคลังไม่เกิดปัญหาในอนาคต”

แล้วข้อเสียที่เราต้องช่วยกันแก้ในอนาคตมีอะไรบ้าง ?

ทุกวันนี้ เราพึงการส่งออกและการท่องเที่ยวมากเกินไป มันทำให้รายได้ส่วนใหญ่ไม่ได้ยืนอยู่บนขาของเราเอง วิกฤตครั้งนี้สอนเราให้รู้ว่า เราควรเน้นการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักเพื่อให้การกระจายได้รายหมุนเวียน และลดการพึงพารายได้จากนอกประเทศในสัดส่วนที่ลดลง

นอกจากนี้ เราควรเน้นการสร้างนวัตกรรมของเราเองให้มากกว่านี้หรือไม่ โดยเฉพาะธุรกิจ Start up ยังน้อยจนเกินไป เราไม่มีธุรกิจดาวรุ่งอย่าง Grab, Line, Traveloka ฯลฯ ซึ่งธุรกิจเหล่าล้วนมาสูบเงินออกนอกประเทศทั้งสิ้น

ที่สำคัญที่สุด นักการเมืองและข้าราชการไทย เพลาๆ การคอร์รัปชั่นหน่อยเถอะ เราผ่านวิกฤตนี้ได้แน่นอน



https://www.youtube.com/watch?v=_vTf0EdvW_I
https://www.youtube.com/watch?v=XXfQ4wmg7nc
https://www.pdmo.go.th/th/public-debt/debt-outstanding?ft=monthly&ms=1&ys=2020&me=6&ye=2020

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

Related stories