งาน “สุดหิน” ที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของลุงตู่ต้องเผชิญในอนาคต

AdminSat 18 Jul 2020
0
งาน “สุดหิน” ที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของลุงตู่ต้องเผชิญในอนาคต


สัปดาห์นี้ ตอนแรกตั้งจะรวบรวมเหตุการณ์การระบาดระลอกสองในหลายๆ ประเทศ มาเป็นอุทาหรณ์แก่ทุกท่านว่าจุดเปลี่ยนของแต่ละที่อยู่ตรงไหน แต่ดันไปเจอบทสัมภาษณ์ของ ดร.วิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พร้อมทีมงานแบงก์ชาติ ที่ให้สัมภาษณ์บรรดานักวิเคราะห์ไว้เมื่อวันอังคารที่ 14 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า เรื่องการดูแนวโน้มประมาณการล่าสุดทางเศรษฐกิจ บนสมมติฐานว่า “ถ้าเราควบคุมการระบาดของโควิด-19 ได้นะ”

ผลการวิคราะห์ของแบงก์ชาติออกมาว่า ประเทศไทยมีแนวโน้มผ่าน “จุดต่ำสุด” สำหรับเศรษฐกิจขาลงรอบนี้ ในไตรมาสที่ 2 และจะค่อยๆ ฟื้นตัวในไตรมาสที่ 3-4 โดยการวิเคราะห์นี้ ตั้งสมมติฐานไว้สองแบบ ได้แก่

1. ไม่มีการระบาดระลอกสองแบบหนักหน่วง - จากจุดต่ำสุดที่ประมาณการในไตรมาสที่ 2 เศรษฐกิจจะค่อยๆ ขึ้นแบบตัว V จนถึงไตรมาส 4 ก่อนจะเริ่มเข้าสู่ภาวะเกือบปกติในต้นปี  64

2. มีการระบาดระลอกสองแบบหนักหน่วง - จุดต่ำทางเศรษฐกิจจะขยับมาอยู่ในไตรมาส 3 และจะโตแบบตัว U ไปถึงไตรมาส 2 ของปี 64 จากนั้นถึงจะค่อยๆ ขยับขึ้นจนถึงต้นปี 65 ถึงจะเข้าสภาวะปกติ ซึ่งกรณีหลังนี้ เชื่อว่า ทุกท่านต้องภาวนาว่า อย่าให้เป็นเช่นนั้นเลย สาธุ

ตรงนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีนะ เพราะการที่แบงก์ชาติกล้าเรียกบรรดานักวิเคราะห์มาคุยแสดงว่าเชื่อมั่นในเครื่องมือในการประเมินเศรษฐกิจพอสมควร

ครั้นพอปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีการลาออกของสี่กุมาร หรือทีมเศรษฐกิจของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ออกยกชุด ซึ่งทีแรกนักวิเคราะห์การเมืองทุกสำนักฟันธงว่า น่าจะเกิดขึ้นหลังจาก พ.ร.บ.งบประมาณ 64 เสร็จเรียบร้อยแล้ว หรือจบไตรมาส 2 พอดี แต่พอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น โจทย์ทางเศรษฐกิจ ก็เปลี่ยนไปเป็น ใครจะมาเป็นทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของลุงตู่ และงานสุดหินที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ามีอะไรบ้าง

เรื่องรายชื่อจะไม่เอ่ยถึงละกัน เพราะสื่อทุกสำนักเก็งกันว่าน่าเป็นคุณปรีดี ดาวฉาย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย ผู้มีประสบการณ์อันโชกโชนและเป็นที่ยอมรับของสาย Financial and Banking

แต่งานยากที่รออยู่นี่สิ มันจะเริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนตัวทีมเศรษฐกิจขณะนี้ การสานต่อนโยบายจะเหมือนเดิมหรือไม่ ? นั่นคือสิ่งที่ภาคเอกชนวิตกกังวล นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า “ภาคเอกชนมีความกังวลหากรัฐบาลจะปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ เพราะจะทำให้นโยบายต่างๆ ที่วางไว้เปลี่ยนแปลง โดยโครงการที่กำลังเดินหน้าด้วยทีมเศรษฐกิจชุดปัจจุบันซึ่งกำลังเร่งแก้ไขปัญหาอยู่ อาจได้รับผลกระทบ หากเป็นไปได้ อยากให้ผ่านพ้นช่วงวิกฤตต่างๆ ไปก่อนจึงค่อยปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ”

ด้านหอการค้าไทยก็เสริมเรื่องนี้เช่นกัน นายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลประยุทธ์ 2 บุคคลที่จะเข้ามาเป็นทีมเศรษฐกิจไม่ว่าตำแหน่งใดก็ตาม อยากเห็นคนที่มีความรู้ความสามารถและเป็นที่ยอมรับของประชาชน และบุคคลต่างๆ ทั่วประเทศ สิ่งที่ทีมเศรษฐกิจใหม่จะต้องดำเนินการเร่งด่วนคือ ปัญหาปากท้องประชาชน เพราะยอมรับว่าจากผลกระทบโควิด ทำให้ประชาชนทั้งประเทศประสบปัญหาการดำรงชีพ ดังนั้น ทีมเศรษฐกิจใหม่จะต้องลงมือแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แต่บางมาตรการจะต้องมีการทบทวนเช่น การให้เงิน 5,000 บาท แนวทางดังกล่าวถือเป็นเรื่องดี แต่ขณะนี้หากรัฐบาลจะนำของประเทศมาอัดฉีดและให้คนละ 5,000 บาท อาจจะประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง หากจะใช้มาตรการนี้ควรจะต้องพิจารณาว่ากลุ่มใดได้รับผลกระทบมากที่สุด

โดยสิ่งที่ภาคเอกชนอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือขณะนี้คือ ลดภาระค่าใช้จ่ายของพี่น้องประชาชน เกี่ยวกับค่าน้ำค่าไฟต่อไปอีกจนถึงสิ้นปี และอีกหลายแนวทางที่อยากเห็น แต่ขณะนี้ยังไม่สามารถชี้ชัดว่าใครจะร่วมทีมเศรษฐกิจบ้าง คงต้องติดตามสถานการณ์ว่าหน้าตาทีมเศรษฐกิจใหม่จะเป็นใคร

ส่วนนักวิชาการชื่อดัง รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ค่อนข้างจะมองต่างจากภาคเอกชนพอสมควร  โดย ดร.สมชาย วิเคราะห์ว่า ในมุมของนักธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจรายใหญ่จะชอบทีมเศรษฐกิจของ ดร.สมคิด เพราะมาตรการต่างๆ ที่ออกมาทำให้ธุรกิจมีเสถียรภาพ แต่อาจจะไม่ถูกใจประชาชนส่วนใหญ่และกลุ่มการเมืองในพรรค เนื่องจากประชาชนรู้สึกว่าเงินในกระเป๋าหายไป ขณะที่กลุ่มการเมืองมองว่าทีมของ ดร.สมคิด มีสไตล์การทำงานแบบนักวิชาการและนักเศรษฐศาสตร์ซึ่งอาจจะสวนทางกับการเมือง เมื่อกระแสประชาชนไม่ชอบจึงเป็นโอกาสให้กลุ่มการเมืองในพรรคกล้าลุกขึ้นมากดดันให้มีการปรับเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจ

รศ.ดร.สมชาย มองว่า การบริหารของทีมเศรษฐกิจภายใต้การดูแลของ ดร.สมคิดนั้นมีทั้งข้อดีและข้อด้อย ซึ่งข้อดี ได้แก่

1) มีมาตรการใหม่ๆ ที่โดนใจประชาชน เช่น มาตรการชิมช็อปใช้ ซึ่งช่วยเพิ่มศักยภาพในการใช้จ่ายให้ประชาชน โครงการเราไม่ทิ้งกัน ที่จ่ายเงินเยียวยาให้แก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19

2) มีนโยบายที่ทำให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ มีทุนสำรองระหว่างประเทศถึง 2.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ประเทศไทยยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัด และก่อนหน้าที่จะเกิดโควิด-19 หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 40% กว่าของ GDP หลังได้รับผลกระทบจากวิกฤตโควิด-19 หนี้สาธารณะอยู่ที่ 50% กว่าของ GDP ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้

3) มีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ซึ่งนำไปสู่โอกาสในการลงทุน

ส่วนข้อด้อย ได้แก่

1) อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคแถบนี้ โดยอยู่ที่ 3 % กว่าๆ ของ GDP ขณะที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 5.4-5.5% ของ GDP ไทยชนะก็แค่สิงคโปร์และบรูไนเท่านั้น และเมื่อเทียบกับในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 3.8% ของ GDP ก็หมายความว่าการบริหารงานของทีมเศรษฐกิจไม่ได้มีการปรับตัวเพื่อให้เศรษฐกิจขยายตัวมากขึ้น

2) แม้ว่าจะมี EEC แต่ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการจึงยังไม่เห็นความสำเร็จของโครงการ

3) การบริหารงานไม่ได้นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ไม่ได้ทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋าเพิ่มขึ้น ในขณะที่หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นถึง 79% ของ GDP ซึ่งจุดนี้ทำให้ประชาชนไม่พอใจ

ฉะนั้น ปัญหาใหญ่ๆ ที่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ต้องรีบแก้ไขโดยด่วนก็คือ (1.) การเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนฐานราก เพราะประชาชนกลุ่มใหญ่ขาดสภาพคล่องในมือ หลายคนตกงานแล้ว ซึ่งเป็นวิกฤตใหญ่ที่รออยู่เบื้องหน้า ส่วนกลุ่มประชาชนที่พอจะมีเงินอยู่ในมือบ้างก็ไม่มั่นใจในการจับจ่ายใช้สอย หลายคนระมัดระวังการใช้เงินเพราะเชื่อว่าควรเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้ในอนาคตดีกว่า เพราะหากเกิดระลอกสอง หรือบริษัทที่ทำงานอยู่ต้องปิดตัวลงจะได้ไม่ขัดสน (2.) ปัญหาสภาพคล่องของธุรกิจขนาดกลาง (เอสเอ็มอี) ที่กำลังระสำ่อยู่ในขนาดนี้ หลายๆ บริษัทไม่สามารถเข้าถึงนโยบาย soft loan ของรัฐได้เนื่องจากหลายบริษัทที่ไม่เคยมีประวัติทางการเงินกับธนาคารมาก่อน ทำให้ธนาคารหลายๆ แห่ง ไม่ยอมปล่อยกู้ เพราะธนาคารก็ไม่กล้าเสี่ยง แต่ปัญหาข้อดี ทราบมาว่า ทางทีมแบงก์ชาติของไทยได้ลงมาช่วยเจรจาบ้างแล้ว สถานการณ์ในไตรมาส 3 นี้ น่าจะดีขึ้น

ปิดท้าย นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า "ผ่านมา 1 ปี เชื่อว่านายกฯ เห็นว่าอะไรเหมาะอะไรควร โจทย์ตั้งรัฐบาลวันนั้นกับวันนี้คนละโจทย์ ยิ่งวันนี้ทั่วโลกมีโควิดเข้ามาปะทะ สึนามิเศรษฐกิจจากผลกระทบโควิดจะมาอีกหลายลูก"

เป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่ได้ท้าทายแค่ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่เท่านั้น แต่เป็นงานที่ท้าทายสำหรับนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยยิ่งนัก
 


https://www.youtube.com/watch?v=x29ScALV1e8
https://www.nationtv.tv/main/content/378785516/
https://mgronline.com/specialscoop/detail/9630000067409

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

 

Related stories