สารพัด “หนี้” ที่ควรรู้วิธีจัดการ

AdminSat 01 Aug 2020
0
สารพัด “หนี้” ที่ควรรู้วิธีจัดการ


การระบาดระลอกสองในประเทศไทยจะเกิดขึ้นหรือไม่ ยังไม่มีใครตอบได้ เพราะขนาดเวียดนามที่ปราศจากการติดเชื้อในประเทศมานานถึง 100 วัน จู่ๆ ก็กลับมาระบาดใหม่ได้อีกครั้ง สร้างความหวาดวิตกให้คนไทยไปทั่วเช่นกัน แต่ ณ เวลานี้ สิ่งที่น่าวิตกกว่าการระบาดระลอกสอง คงต้องยกให้กับปัญหา “หนี้” ที่ดูจะหนักหน่วงกว่าโรคโควิด-19 หลายเท่าตัว เพราะสร้างปัญหาตั้งแต่ระดับบุคคลไปจนถึงบริษัทห้างร้านทั้งขนาดเล็กไปจนถึงขนาดใหญ่

โรคโควิด-19 ไม่ได้ทำให้หนี้สินเพิ่มมากขึ้นแต่อย่างใด ทว่า มันทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก พอเศรษฐกิจไม่ขับเคลื่อน สภาพคล่องของบริษัทก็หาย พนักงานหลายคนโดนลดเงินเดือน ที่เลวร้ายสุดก็ถึงขั้นโดนปลดออกจากงาน พอรายได้ลด แต่หนี้สินเท่าเดิม ดอกเบี้ยก็หยุดไม่ได้ นี่คือระเบิดเวลาตัวจริง และจะรุนแรงกว่าการระบาดของโรคโควิด-19 หลายเท่าตัว

จากข้อมูลของเครดิตบูโรล่าสุด พบว่า ปัจจุบันหนี้สินในระบบทั้งหมด แบ่งออกตามหมวดหมู่ ได้ดังนี้
1. หนี้ครัวเรือน 11.7 ล้านล้านบาท
2. หนี้เฝ้าระวัง SM 4.21 แสนล้านบาท หรือหนี้ที่แบงก์เฝ้าติดตามเป็นพิเศษ Special Mentioned
3. กลุ่มปรับโครงสร้างหนี้ 9.7 แสนล้านบาท
4. เอ็นพีแอล 9.5 แสนล้านบาท

จะเห็นได้ว่าตัวเลขหลักๆ ที่บรรดาธนาคารทั่วไปและแบงก์ชาติของไทยวิตกคือ สองกลุ่มแรก ที่มีตัวเลขรวมกันเกือบ 15 ล้านล้านบาท ยิ่งเมื่อพิจารณาไปที่หนี้ภาคครัวเรือนที่ตัวเลขมากกว่าครึ่งไปอยู่ที่กลุ่มเจนวาย ซึ่งเป็นกลุ่มคนวัยหนุ่มสาวที่เพิ่งเริ่มทำงานมาได้ไม่นานนัก (ไม่เกิน 20 ปี) มีเงินเก็บเงินออมยังน้อย แต่มีการนำเงินในอนาคตมาใช้จำนวนมหาศาลผ่านบัตรเครดิต ตลอดจนการใช้จ่ายผ่านการซื้อรถ และอสังหาริมทรัพย์จำพวกคอนโดมิเนียม จึงทำให้ภาระหนี้ที่คนกลุ่มนี้มีเสี่ยงต่อการกลายสภาพเป็นเอ็นพีแอล ซึ่งเป็นสิ่งที่ธนาคารทุกแห่งไม่พึงประสงค์ และไม่ควรทำ

เพราะถ้าปล่อยให้เกิดเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น ชื่อของคุณจะกลายเป็นแบลกลิสต์ของธนาคารต่างๆ ในอนาคต แม้จะชำระหนี้สินหมดแล้ว แต่ประวัติเหล่านี้มันจะติดตัวไปอีกนาน สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่ว่ากระทรวงการคลังและแบงก์ชาติไม่ได้ตระหนักถึง แต่ทั้งสองหน่วยงานได้วางมาตรการมาตั้งแต่เริ่มเกิดวิกฤตโรคระบาดแล้ว และยังคงมีมาตรการต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

สำหรับท่านที่มี ”หนี้" หรือ "หนี้สิน" ในสภาวะแบบนี้ต้องตั้งสติให้ดี อย่าหนี อย่าเบี้ยวให้ประวัติเสียโดยเด็ดขาด #RoundtableThailand รวบรวมแนวทางการบริหารหนี้อย่างง่ายมาให้ทุกท่านที่กำลังมีปัญหาพิจารณาว่าจะเลือกใช้แนวทางไหนที่เหมาะกับรูปแบบของหนี้ที่ท่านมี ในขั้นต้น แนะนำให้ท่านเดินเข้าไปคุยกับเจ้าหนี้ตรงๆ เพราะเวลานี้ ทุกธนาคาร ทุกบัตรเครดิต เตรียมมาตรการรองรับและพร้อมเจรจาไว้แล้ว

1. ยืดเวลาจ่ายหนี้ อันนี้ง่ายสุด เดินเข้าไปคุยตรงๆ ถึงปัญหาที่เรามีเพื่อเจรจาว่าจะยืดระยะเวลาได้แค่ไหน
2. พักชำระเงินต้น จ่ายแต่ดอกเบี้ย เพื่อเพิ่มสภาพคลอ่งให้ตัวเองในการนำเงินสดไปหมุนในเรื่องอื่นๆ
3. ขอลดอัตราดอกเบี้ย ข้อนี้เหมาะกับท่านที่เป็นหนี้บัตรเครดิต โทร.หาคอลเซ็นเตอร์ด่วนๆ
4. ยก-ผ่อนปรน ดอกเบี้ยผิดนัดชำระ
5. เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน อันนี้เหมาะกับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียน
6. เปลี่ยนประเภทหนี้ เดินไปคุยกับธนาคารแล้วเจรจาตรงๆว่า เราจะเปลี่ยนประเภทหนี้ได้แค่ไหน เพราะมันจะสัมพันธ์กับประเภทของดอกเบี้ยที่เราจะได้รับด้วย
7. ปิดหนี้ ด้วยการขายทรัพย์สินที่ไม่จำเป็น หรือนำเงินออมออกมาชำระเพื่อปิดบัญชี ต้องไม่ลืมว่าดอกเบี้ยเงินฝากตอนนี้ไม่ถึง 1% แต่ดอกเบี้ยเงินกู้มากกว่านั้น ฉะนั้นใช้เงินออมปิดหนี้ เพื่อจบภาระอันหนักอก
8. รีไฟแนนซ์ เอาหนี้ทั้งหมดมากอง แล้วปรับเงื่อนไขทุกอย่างใหม่หมด

นอกจากวิธีดังกล่าวข้างต้นที่ทุกท่านที่เป็นหนี้ควรเริ่มต้นเจรจาแล้ว ภาครัฐยังมาตรการช่วยเหลืออื่นๆ จากผู้ให้บริการที่เป็นเจ้าหนี้โดยตรงแล้ว  ยังมีรวบรวมตัวช่วยบริหารจัดการหนี้สินของประชาชนในรูปแบบต่างๆ อีกซึ่งครอบคลุมหนี้ในระบบเกือบทุกธนาคาร ดังนี้

คลินิกแก้หนี้

"คลินิกแก้หนี้" หรือ "คลินิกแก้หนี้บายแซม" เป็นโครงการที่อยู่ภายใต้ความร่วมมือ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) และ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นโครงการที่ช่วยเหลือประชาชนที่มีปัญหา "หนี้เสีย" ทั้งบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด และสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน ให้สามารถหลุดจากวงจรหนี้บัตรเครดิตได้ผ่านการ "ปรับโครงสร้างหนี้" โดยไม่มีค่าใช้จ่าย  คลินิกแก้หนี้ เข้าร่วมกับสถาบันการเงิน (bank) 17 แห่ง และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (non-bank) 18 แห่ง

ผู้ที่มีคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้จะต้องอยู่ในเงื่อนไข ดังต่อไปนี้

- เป็นบุคคลธรรมดา ที่มีรายได้ อายุไม่เกิน 65 ปี
- เป็นหนี้เสียบัตรเครดิต บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกันของสถาบันที่เข้าร่วมโครงการ
- เป็น NPL ก่อน 1 ม.ค. 63 (ตามรายงานเครดิตบูโร ณ เดือน ธ.ค. 62 ต้องมีสถานะค้างชําระ 91-120 วันขึ้นไป)
- หนี้รวมไม่เกิน 2 ล้านบาท

นอกจากช่วยเหลือเจรจาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว คลินิกแก้หนี้ยังมีการอบรมให้ความรู้ด้านการบริหารจัดการทางการเงิน และการออมให้บุคลากรในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายอีกด้วย

ทั้งนี้ คลินิกแก้หนี้ยังแนะนำประชาชนให้สังเกตความถูกต้องของเพจโครงการคลินิกแก้หนี้ ว่าใช้การสะกดคำที่ถูกต้อง “คลินิกแก้หนี้” เท่านั้น ไม่ใช่ “คลีนิคแก้หนี้” หรือ “คลีนิกแก้หนี้” และคำอื่นใดในลักษณะคล้ายกันที่อาจมีผู้ประสงค์ให้ลูกค้าเข้าใจผิดว่าเป็น โครงการคลินิกแก้หนี้บายแซม เนื่องจากปัจจุบันสื่อออนไลน์ และโซเชียลมีเดีย สามารถติดต่อสื่อสารได้ง่าย สะดวกรวดเร็วและเป็นสื่อสาธารณะ  จึงขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวังมิจฉาชีพที่แอบแฝงและใช้สื่อดังกล่าวแสวงหาผลประโยชน์ในทางมิชอบ เช่น นโยบายเรียกเก็บเงินหรือปล่อยกู้ 

สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้โดยตรงที่ Call Center 02-610-2266 ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-17.00 น. หรือสมัครผ่านเว็บไซต์ www.คลินิกแก้หนี้.com หรือ แอดไลน์ @debtclinicbysam

ทางด่วนแก้หนี้

เป็น "ช่องทางเสริม" สำหรับประชาชนและธุรกิจที่ต้องการปรับปรุงเงื่อนไขหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือต้องการความ ช่วยเหลือ ให้สามารถแจ้งความต้องการไปที่ผู้ให้บริการ ภายใต้การดูแลของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)  โดยหน้าที่ของคลินิกแก้หนี้ คือรับเรื่องตลอด 24 ชั่วโมง ในกรณีที่ลูกหนี้ ไม่สามารถติดต่อ ผู้ให้บริการได้เนื่องจากมีลูกค้าติดต่อเข้าไปจำนวนมาก หรือช่วยในกรณีที่ลูกหนี้ติดต่อผู้ให้บริการแล้ว แต่ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกัน เช่น คุณสมบัติไม่ผ่าน หรือเห็นว่าจะไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ แม้จะมีมาตรการผ่อนปรนของผู้ให้บริการแล้วก็ตาม เรียกง่ายๆ ว่า เป็นตัวกลางช่วยเจรจาหนี้ระหว่างผู้ให้บริการและลูกหนี้ และสะดวกรวดเร็วมากขึ้น

คุณสมบัติของผู้ที่สามารถขอความช่วยเหลือจากคลินิกแก้หนี้ได้ คือ

- ลูกหนี้ที่แม้จะไม่เข้าข่ายได้รับความช่วยเหลือตามมาตรการที่ผู้ให้บริการประกาศ หรือเคยติดต่อแล้วไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกัน สามารถติดต่อผ่านทางด่วนแก้หนี้ได้ เพื่อให้มีการพิจารณาเป็นรายกรณี อีกครั้งหนึ่ง

- ลูกหนี้ที่กรอกข้อมูลส่งผ่านทางด่วนแก้หนี้ได้ แต่ผู้ให้บริการไม่สามารถให้ความช่วยเหลือตามที่ลูกหนี้เสนอ ศคง. ขอให้ผู้ให้บริการ ระบุเหตุผลเพื่อแบงก์ชาติจะเข้าไปดูว่ามีอะไรที่พอจะทำได้บ้างที่จะหา ข้อยุติร่วมกัน และเดินต่อไปด้วยกันได้

- ลูกหนี้ของผู้ให้บริการทางการเงินทุกแห่ง ทุกประเภทวงเงิน ทุกสถานะการชำระหนี้ ทั้งกรณีที่มีสถานะปกติแต่ขาดสภาพคล่องชั่วคราว หรือเป็นหนี้เสีย (NPL) หรือ ปรับโครงสร้างหนี้แล้วแต่ประสบปัญหาในขณะนี้ก็สามารถส่งคำขอผ่านช่องทางนี้ได้

สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ "ทางด่วนแก้หนี้" สามารถโทรสอบถามได้ที่ 1213 ได้ โดย ศคง. ขอให้ผู้ให้บริการรายงาน ความคืบหน้าการพิจารณาคำขอของลูกค้าทุกรายที่ผ่านทางด่วนแก้หนี้ ทุกวันที่ 10, 20 และสิ้นเดือน (หรือวันทำการถัดไปกรณีที่ตรงกับวันหยุด)

ทั้งนี้ สามารถติดต่อสอบถาม ร้องเรียนหรือแจ้งเบาะแส สามารถติดต่อได้ผ่านเบอร์โทรศัพท์ 1213 อีเมล fcc@bot.or.th หรือหน้าเว็บไซต์ www.1213.or.th

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

 

Related stories