4 รัชสมัย กับ 120 ปีของโครงการเขื่อนในพระราชดำริ

AdminMon 07 Sep 2020
0
4 รัชสมัย กับ 120 ปีของโครงการเขื่อนในพระราชดำริ


พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำรัสในวันเปิดเขื่อนเจ้าพระยา เขื่อนแห่งแรกของประเทศไทยเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 หรือเมื่อ 63 ปีมาแล้ว มีความตอนหนึ่งว่า

"ข้าพเจ้ามีความยินดีที่ได้มีโอกาสมาร่วมในพิธีเปิดเขื่อนเจ้าพระยาในวันนี้ ประเทศของเราเป็นประเทศกสิกรรม ทั้งข้าวก็เป็นอาหารหลักของประชาชนพลเมือง การอยู่ดีกินดีของอาณาประชาราษฎร์และความสมบูรณ์มั่งคั่งของประเทศยังต้องอาศัยอยู่กับการเพาะปลูกเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปลูกข้าวในภาคกลางนี้ รัฐบาลของเราทุกยุคทุกสมัย ดังที่นายกรัฐมนตรีแถลงมา ได้เล็งเห็นความสำคัญและสนใจในการทำนุบำรุงประเทศโดยการที่จะสร้างโครงการชลประทานเพื่อส่งเสริมช่วยการเพาะปลูกและการทำนาให้ได้ผลดียิ่งขึ้น จึงเป็นที่น่ายินดียิ่งนักที่เขื่อนเจ้าพระยา อันเป็นส่วนหนึ่งของโครงการชลประทานที่ได้ดำริกันมาตั้งแต่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เป็นอันก่อสร้างสำเร็จลงได้ในปัจจุบัน"

ในช่วงเวลาเช่นนี้ที่คนกลุ่มหนึ่งมองว่าเขื่อนคือสิ่งล้าสมัยและเลวร้ายนั้น ผมอยากเขียนเรื่องเขื่อนและประวัติความเป็นมาของเขื่อนในประเทศไทยที่ย้อนหลังไปถึงเมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่โครงการชลประทานในประเทศสยามได้เริ่มโครงการเขื่อนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2445 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่พื้นที่ราบลุ่มภาคกลางบางปีก็น้ำท่วม บางปีก็ฝนแล้ง ทำให้เกษตรกรนั้นอยู่กันแบบยากลำบากมาตลอด แต่ในเวลานั้นสยามยังต้องใช้เงินอีกมากในการพัฒนาประเทศให้รุดหน้าทันความเจริญที่ไหลบ่าเข้ามาในภูมิภาคนี้พร้อมกับการยึดครองประเทศต่าง ๆ โดยรอบของเจ้าอาณานิคม โครงการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงให้นายเย โฮมัน วันเดอร์ไฮเด ผู้เชี่ยวชาญการชลประทานชาวฮอลันดาสร้างเขื่อนเพื่อเก็บกักน้ำในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชนที่ดีขึ้นนั้นก็ต้องเลื่อนออกไปจนสิ้นรัชกาลเสียก่อนที่โครงการจะเริ่มขึ้น

ประเทศสยามยังต้องทนกับสภาพเดิม ๆ ต่อไป ในหน้าฝนน้ำก็มากจนเกิดน้ำท่วมในบางปี และสภาพฝนแล้งในบางช่วงเวลาติดต่อกันหลายปี จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงมีพระราชดำริที่จะรื้อฟื้นโครงการสร้างเขื่อนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง แล้วทรงโปรดเกล้าให้  เซอร์ทอมัส วอร์ด ผู้เชี่ยวชาญชาวอังกฤษ สร้างเขื่อนเพื่อเก็บน้ำในที่ราบลุ่มเจ้าพระยาอีกครั้งหนึ่ง แต่ครั้งนี้ก็มีปัญหาสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้นมาเสียก่อนจนโครงการต้องเลื่อนออกไปอีกครั้ง จนในที่สุดก็สิ้นรัชกาลไปโดยที่เขื่อนโครงการใหญ่ก็ยังไม่ได้สร้างเช่นเดิม

แต่ก็มีเขื่อนแห่งแรกของประเทศไทยถูกสร้างขึ้นมาในรัชกาลนี้ คือเขื่อนพระราม 6 ที่กั้นแม่น้ำป่าสักที่แต่เดิมมีชื่อว่าเขื่อนพระเฑียรราชา ที่บริเวณ คุ้งยางนม ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.อยุธยา เป็น 1 ใน 5 ของโครงการเขื่อนที่ เซอร์ทอมัส วอร์ด ได้วางเอาไว้ เขื่อนพระราม 6 แม้เป็นเขื่อนขนาดเล็ก แต่ก็สามารถทดน้ำให้กับพื้นที่ชลประทานในลุ่มแม่น้ำป่าสักได้ถึง 860,000 ไร่

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ต่างกับสภาพเศรษฐกิจประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ ที่ตกต่ำไปทั่วโลก โครงการใหญ่เกือบทุกโครงการถูกระงับไปเสียเกือบทั้งหมด โครงการเชื่อนที่มีพระราชดำริต่อเนื่องมาสองรัชกาลก็ถูกเลื่อนไปจนถึงปีที่เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศและเปลี่ยนรัชกาลก็ยังไม่มีการก่อสร้างแต่อย่างไร จนถึงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรในอีก 16 ปีต่อมา รัฐบาล ป. พิบูลสงคราม ในขณะนั้นได้พิจารณาโครงการสร้างเขื่อนขึ้นมาโดยได้กู้เงินการก่อสร้างจากธนาคารโลก โดยการสนับสนุนโครงการจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) โครงการเขื่อนเจ้าพระยาจึงได้เกิดขึ้นที่บริเวณคุ้งบางกระเบียน ตำบลบางหลวง อำเภอสรรพยา จังหวัดชัยนาท โดยเริ่มก่อสร้างในอีก 4 ปีต่อมาและเสร็จสิ้นในปี พ.ศ. 2500 ถ้าจะนับจากปีที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำริที่จะก่อสร้างในปี พ.ศ. 2445 มาจนถึงปีที่การก่อสร้างจริงสำเร็จก็ต้องใช้เวลาถึง 55 ปีเลยทีเดียว

หลังจากเขื่อนเจ้าพระยาได้สร้างขึ้นมาปัญหาเรื่องน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็ลดน้อยลง เกษตรกรก็มีน้ำเพียงพอที่จะใช้เพาะปลูกในฤดูแล้งมากขึ้น ในหน้าน้ำหลากก็มีปัญหาน้ำท่วมที่ลดเวลาลง รัฐบาลมีการคิดสร้างเขื่อนขึ้นมาอีกจากแผนเดิมที่ได้สำรวจและออกแบบในสมัยรัฐบาลเดียวกันเมื่อครั้งสร้างเขื่อนเจ้าพระยา แต่ครั้งนี้ได้มีการใช้พลังน้ำขึ้นมาผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้งานภายในประเทศอีกด้วยแทนการใช้น้ำมันและถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าที่มีต้นทุนสูง เขื่อนภูมิพลได้ถูกสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2500 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2507 เพื่อกั้นแม่น้ำปิงที่ อ.สามเงา จังหวัดตาก ทำให้ที่ราบลุ่มตอนบนของภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างได้ได้มีแหล่งน้ำใช้สำหรับเพาะปลูก ไม่ต้องขาดแคลนน้ำเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเขื่อนต่าง ๆ ก็ได้สร้างขึ้นเพื่อทั้งการเกษตรที่สามารถทำได้ตลอดปี และควบคุมน้ำท่วม อีกทั้งความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้าที่ประเทศมีการใช้เพิ่มขึ้นจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ มีเขื่อนอีก 33 เขื่อนที่สร้างขึ้นมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อีก 34 เขื่อน กระจายไปทั่วประเทศในทุกภาคที่มีปัญหาเรื่องของการเพาะปลูกและบริหารน้ำ รวมทั้งผลิตพลังงานไฟฟ้า เขื่อนส่วนมากนั้นเป็นโครงการตามพระราชดำริที่ให้สำรวจและสร้างขึ้นมาจากที่ทรงงานไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ทำให้ประเทศไทยมีต้นทุนของน้ำเพียงพอที่จะส่งต่อไปยังคลองชลประทานที่กระจายไปทั่วประเทศ แม้พื้นที่ที่ถือว่าแล้งที่สุดในสมัยที่ผ่านมาก็ยังมีคลองชลประทานเพื่อการเพาะปลูกได้แม้ในฤดูแล้ง

เจ็ดสิบกว่าปีมาแล้วที่เขื่อนต่าง ๆ ได้สร้างขึ้นมานั้บตั้งแต่ก่อสร้างเขื่อนเจ้าพระยาได้สร้างความอุดมสมบูรณ์ และบรรเทาทุพภิกขภัยทั้งน้ำท่วมและฝนแล้งมาตลอด ถ้าจะนับย้อนไปถึงเขื่อนแห่งแรกที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 ในปี พ.ศ.2467 นั้นก็ 96 ปีแล้วที่ประเทศไทยมีเขื่อนเพื่อการชลประทานขึ้นมา ถ้าจะนับย้อนไปถึงโครงการสร้างเขื่อนครั้งแรกที่รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชดำริที่จะบริหารจัดการน้ำเพื่อการชลประทาน และได้ทรงงานเบื้องต้นมาหลายปีจนถึงจัดหาผู้สำรวจและออกแบบในปี พ.ศ. 2445 นั้น ก็เป็นเวลามากกว่า 120 ปีมาแล้ว

เขื่อนไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายหรือล้าสมัยอย่างที่โดนกล่าวหาในเวลานี้ เวลานี้ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพย์ในดินสินในน้ำของประเทศไทย รวมถึงความมั่นคงทางพลังงานไฟฟ้านั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่าสิ่งนั้นมาจากเขื่อนที่พระมหากษัตริย์ ในอดีตหลายพระองค์ได้ทรงมีพระราชดำริเอาไว้ก่อนล่วงหน้านับร้อยปี

 

Related stories