จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้า “ทรัมป์” ทำผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญอเมริกาเสียเอง

AdminFri 19 Jun 2020
0
จะเกิดอะไรขึ้น? ถ้า “ทรัมป์” ทำผิดกฏหมายรัฐธรรมนูญอเมริกาเสียเอง


เพื่อน ๆ หลายคนเคยถามว่า ทำไมเราต้องสนใจการเมืองต่างประเทศ อเมริกาเอย จีนเอย รัสเซียเอย ยุโรปเอย ทั้ง ๆ ที่ประเทศเหล่านี้ก็อยู่แสนไกล คำตอบง่าย ๆ ก็คือ ถ้าไม่อยากยุ่งก็ต้องปิดประเทศ แล้วอยู่เงียบ ๆ ไม่สุงสิงกับใคร แต่ในเมื่อประเทศของเราก้าวเข้าสู่ระบบทุนนิยมที่เชื่อมโยงไปทั่วโลกแล้ว เวลาที่ยักษ์ใหญ่ทะเลาะกัน ประเทศที่ฉลาด เขาจะรู้จักวิธีวางตัวให้เหมาะสม การออกนโยบายที่ไม่สุ่มเสี่ยง จะได้ไม่โดนฟาดโดนหางเลขไปด้วย

อย่างข่าวใหญ่ที่ #RoundtableThailand เพิ่งนำเสนอไปเมื่อวันก่อน กรณีที่นายจอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว ได้เขียนหนังสือ “The Room Where It Happened : A White House Memoir” ซึ่งกำลังจะวางแผงในสัปดาห์หน้านี้ ประเด็นที่น่าสนใจในหนังสือ นอกจากเรื่องที่ขอให้สีจิ้นผิงช่วยให้ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งสมัยสองแล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นที่สะท้อนว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญอเมริกาเสียเอง โดยเฉพาะในเรื่องที่ชักจูงให้ต่างชาติเข้ามาวุ่นวายหรือชี้นำการเมืองในประเทศ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงของสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง

การที่ทรัมป์รับลูกจากสีจิ้นผิง ที่บ่นในที่ประชุม จี20 นักการเมืองและนักวิจารณ์การเมืองบางกลุ่มในสหรัฐฯ ต้องการให้บรรยากาศระหว่างสหรัฐฯ กับจีน "เป็นสงครามเย็น"  แม้ผู้นำจีนไม่ได้พาดพิงใครโดยตรง แต่ทรัมป์ก็ระบุไปว่าบรรดาแกนนำของพรรคเดโมแครต ทั้งยังพูดในทำนองว่า งั้นคุณก็ช่วยให้ผมชนะเลือกตั้งสิ ด้วยการซื้อผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากรัฐที่เป็นฐานเสียง เพื่อที่จะทำให้ทรัมป์ได้กลับมาเป็นประธานาธิบดีอีกสมัย

นักวิเคราะห์การเมืองชื่อดังอย่าง สุทธิชัย หยุ่น กำลังมองว่า ทรัมป์กำลังชักจูงต่างชาติให้เข้ามามีส่วนในกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาอย่างร้ายแรง โดยสุทธิชัย กล่าวในรายการสุทธิชัยไลฟ์ว่า

“ถ้าเรื่องเป็นเช่นนี้จริง จะเป็นความเสียหายอย่างร้ายแรงกับ โดนัลด์ ทรัมป์ เพราะเท่ากับเป็นการเชื้อเชิญให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการเลือกตั้ง ในกระบวนการการเมืองของสหรัฐอเมริกา แปลว่าทรัมป์กำลังยอมให้ต่างชาติมากำหนดเลยว่าใครจะชนะเลือกตั้งในอเมริกา เรื่องนี้เรื่องใหญ่มาก โดยเฉพาะคนที่ทำมีตำแหน่งประธานาธิบดีที่มีอำนาจในการตัดสินนโยบายต่อทั่วโลกได้”

“การที่นายจอห์น โบลตัน บอกว่า ที่ต้องเปิดเผย เพราะเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนต่อประเทศอเมริกา ทรัมป์ อาจจะอ้างว่า นี่เป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา แต่จอห์น โบลตัน อ้างว่า มันไม่ได้กระทบความมั่นคงต่อสหรัฐอเมริกา แต่มันสร้างความเสียหายส่วนตัวให้กับทรัมป์มากกว่า เพราะว่าการไม่เปิดเผยสิ จะเป็นการทำร้าย บั่นทอน บ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศมากกว่า”

ถ้าจำกันได้ เมื่อปีที่แล้ว ทรัมป์เคยถูกถอดถอนโดยสภาผู้แทนราษฎรที่ยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการถอดถอน และเรื่องผ่านสภาล่างไปสู่วุฒิสภา แต่โดนตีตกไป ประเด็นตอนนั้นคือ ทรัมป์โดนกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็นให้รัสเซียเข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือกตั้ง จนกระทั่งกลายเป็นประเด็นใหญ่โตขึ้นมา นอกจากเรื่องรัสเซียแล้ว ยังมีกรณีของผู้นำยูเครน อีกด้วย

ในประเด็นของยูเครนนี้ โบลตัน เขียนระบุไว้ในหนังสือและยืนยันว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องจริง เพราะทรัมป์เป็นผู้โทรศัพท์ไปคุยกับบุคคลสำคัญในยูเครน เพื่อให้ช่วยเรื่องคดีฟ้องร้องลูกชาย นายโจ ไบเดน ซึ่งทรัมป์คงคาดการณ์ไว้แล้วว่า อย่างไรเสีย นายไบเดนนี่แหละ ที่จะกลายเป็นคู่แข่งในการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีกับเขา นี่ก็เป็นการดึงเอาต่างชาติเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกระบวนการเลือกตั้งเช่นกัน เพื่อยืมมือต่างชาติสกัดคู่แข่งทางการเมือง

นอกจากประเด็นเรื่องดึงต่างชาติเข้ามาแทรกแซงการเมืองในประเทศ ซึ่งผิดรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ แล้ว ยังมีอีกหลายประเด็นเรื่องที่สื่ออเมริกากำลังวิจารณ์กันอย่างหนักมาก กรณีซินเจียง อุยกูร์ ก็กำลังฮอต เพราะโบลตันได้นำเสนอในหนังสือเล่มนี้อย่างเผ็ดร้อนว่า “วันนั้น สีจิ้นผิงได้พูดถึงการที่รัฐบาลจีนได้สร้างอสังหาริมทรัพย์หรือสร้างบ้านสำหรับคนอุยกูร์ 1 ล้านคนที่มณฑลซินเจียง ให้มาอยู่เพื่อที่จะได้มีการอบรมชาวอุยกูร์ แต่ NGO และบรรดานักการเมืองในอเมริกา มองว่านี่คือค่ายแรงงาน ซึ่งจีนสงสัยคนพวกนี้ว่า เป็นกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจีน แล้วรัฐบาลจีนจะเอาคนพวกนี้มากักกันไว้”

ตามข้อความในหนังสือบอกว่า “ปธน.สี บ่นกับทรัมป์ว่า คนในอเมริกาไม่เข้าใจเราในเรื่องเหล่านี้มาก เกี่ยวกับเรื่องโครงการนี้”

แต่ทรัมป์กับบอกกับสีจิ้งผิงว่า “ไม่ต้องห่วง ผมเห็นด้วย ทำไปเลย” เพราะทรัมป์เองเห็นว่า สิ่งที่รัฐบาลจีนทำให้อุยกูร์ ถูกต้องแล้ว แต่ NGO และบรรดานักการเมืองฝ่ายตรงข้ามมองว่า นี่คือการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และผิดกับหลักการที่สหรัฐฯ เคยยึดมั่นมาตลอด

แล้วทำไมประชาชนอเมริกา รวมถึงนักวิเคราะห์การเมืองทุกสำนักถึงเลือกที่จะเชื่อนายโบลตันมากกว่าทรัมป์ ทั้ง ๆ ที่ทั้งสองคนเคยถูกมองว่าเป็น #พวกขวาจัด ทั้งคู่ โดยเฉพาะนายโบลตันนั้น สื่อทุกสำนักลงความเห็นว่า เขาคือสายเหยี่ยวตัวจริง ที่เคยสนิทกับทรัมป์มาก ๆ ยังโดนปลดเลยจ้ะ

สุทธิชัย หยุ่น วิเคราะห์ว่า “ขวาสุดโต่งแบบทรัมป์เป็นขวาเพื่อผลประโยชน์ของตัวเองทางการเมือง ส่วนขวาสุดโต่งในแบบของโบลตัน เป็นขวาที่แบบที่ยึดหลักคิดว่าชาติอเมริกาต้องยิ่งใหญ่ เป็นสายเหยี่ยวในเชิงนโยบาย มองจีนเป็นภัยคุกคาม มองอิหร่าน มองเกาหลีเหนือในลักษณะเดียวกัน ฉะนั้น ต้องกดดันให้มาก ๆ ต้องจัดการ ในขณะที่ทรัมป์พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้ประโยชน์”

ส่วนเรื่องตลก ๆ ที่โบลตันแฉในหนังสือคงต้องยกให้เป็นเรื่องที่ทรัมป์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าอังกฤษก็มีหัวรบนิวเคลียร์ !!! โดยในหนังสือระบุว่า “ย้อนไปเมื่อสองปีที่แล้วในปี 2018 คราวที่ประธานาธิบดีทรัมป์พบปะหารือแบบทวิภาคีกับอดีตนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ของอังกฤษ ผู้นำสหรัฐฯ ได้ถามเจ้าหน้าที่ระดับสูงรายหนึ่งในสำนักนายกอังกฤษว่า "โอ้..คุณก็เป็นมหาอำนาจนิวเคลียร์เหมือนกันเหรอ?" ซึ่งนายโบลตันยืนยันว่า คำพูดดังกล่าวไม่ใช่คำพูดติดตลกแต่อย่างใด เขามั่นใจว่าผู้นำสหรัฐฯ ไม่รู้มาก่อนว่าพันธมิตรที่ใกล้ชิดสหรัฐฯ อย่างอังกฤษก็มีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครองด้วย

ท่าทางการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทรัมป์จะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เพราะถ้าเขาพลาดไม่ได้นั่งเก้าอี้นี้ในสมัยสอง สิ่งที่จะตามมาก็คือ เขาจะโดนฟ้องคดีอาญาอย่างแน่นอน ในฐานะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ นอกจากนี้ เขายังจะโดนฟ้องคดีแพ่งอีกหลายคดี เนื่องจากมีผู้กล่าวหาว่า ทรัมป์มีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากนโยบายหลายนโยบายเอื้อต่อธุรกิจครอบครัว และเสียภาษีแบบไม่โปร่งใส อีกด้วย

รอชมกันต่อไปว่า หนังสือ “The Room Where It Happened : A White House Memoir” เล่มเดียวจะโค่นทรัมป์ได้จริงหรือไม่ และถ้าประธานาธิบดีทำผิดรัฐธรรมนูญของประเทศเสียเอง จะเป็นอย่างไร?

https://www.youtube.com/watch?v=HovQ_SD2qu8
https://www.dailynews.co.th/foreign/780528
https://www.posttoday.com/world/626391
#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

Related stories