“โจ ไบเดน” จะเลือกใครให้ยืนเคียงข้างในตำแหน่งรองประธานาธิบดี

AdminSat 11 Jul 2020
0
“โจ ไบเดน” จะเลือกใครให้ยืนเคียงข้างในตำแหน่งรองประธานาธิบดี


แม้จะเหลือเวลาอีกเกือบหนึ่งเดือน (1 ส.ค.) ที่นายโจ ไบเดน จะต้องประกาศกับสาธารณชนว่าจะเลือกใครให้มายืนเคียงข้างเขา ในฐานะว่าที่รองประธานาธิบดี (Vice President) เพื่อลงสู้ศึกเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ในเดือนพฤศจิกายนนี้ แต่กระแสที่สื่อยักษ์ใหญ่เชียร์กันสุดลิ่มทิ่มประตู ก็มีไม่กี่คนนัก และทั้งหมดเป็นผู้หญิงเก่งทั้งสิ้น

เหตุที่เป็นผู้หญิง ก็เพราะนายไบเดนเองเคยบอกกับสื่อไว้ว่า “หากเขาได้รับเลือกเป็นตัวแทนพรรคเดโมแครต เขาจะเลือกสตรีมาทำงานด้วยในตำแหน่งรองประธานาธิบดี และอาจจะเป็นสตรีผิวสี” แม้คำพูดนี้จะมาในช่วงที่มีกระแสกรณี “จอร์จ ฟลอยด์” ก็ตาม แต่พลันที่คำประกาศนี้เผยแพร่ออกไป บรรดาสื่อยักษ์ก็ทำการช่วยคัดเลือกให้ในทันที โดยสื่อยักษ์ใหญ่อย่าง CNN, The Washiton Post, The New York Time เสนอตัวเลือกในตำแหน่งนี้ถึง 7 คนด้วยกัน ได้แก่ วาล เดมิงส์  สมาชิกผู้แทนราษฎรจากรัฐฟลอริดา, คามาลา แฮริส วุฒิสมาชิกจากรัฐแคลิฟอร์เนีย, ซูซาน ไรซ์  อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำสหประชาชาติ, คาเรน เบส นักการเมืองระดับท้องถิ่นของรัฐแคลิฟอร์เนีย, มิเชลล์ ลูจน กริแซม ผู้ว่าฯรัฐนิวเม็กซิโก, ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ วุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยด์ และ เอมี โคลบาชาร์ วุฒิสมาชิกจากรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นนักการเมืองผิวขาวเพียงคนเดียวจากทั้งหมด (แต่ตอนนี้เธอขอถอนตัวออกไปแล้ว)

อนึ่งการคาดการณ์ของสื่อแต่ละสำนักอาจมีรายชื่อที่ไม่ตรงกันบ้าง แต่เท่าที่ทำการสำรวจ จะพบว่าชื่อหลักๆ ส่วนใหญ่ 4 - 5 คนจะตรงกัน

ในบรรดาลิสต์ทั้ง 6 คนที่เหลืือ จะเห็นว่า ชื่อของ ลัดดา แทมมี ดักเวิร์ธ อายุ 52 ปี ลูกครึ่งไทย-อเมริกา ดูจะโดดเด่นสุด เพราะเธอเคยเป็นอดีตทหารผ่านศึกที่เคยเคยรบในอิรัก จนต้องเสียขาทั้งสองข้าง ฉะนั้นเรื่องรักชาติ เสียสละเพื่อชาติ แบบที่ทรัมป์ชอบกล่าวหาคนอื่นๆ ว่าไม่รักชาติเท่าเขา คงจะนำมาอ้างไม่ได้ นอกจากนี้ ดักเวิร์ธ ยังมีผลงานที่โดดเด่น ในสมัยที่เธอดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการฝ่ายกิจการทหารผ่านศึก เธอต้องประสานงานกับกระทรวงการเคหะและพัฒนาเมือง เพื่อต่อสู้เพื่อทหารผ่านศึกไร้บ้าน ครั้นพอเธอได้เข้าสภาฯ เธอก็ผลักดันกฎหมายที่สร้างโอกาสให้ทหารผ่านศึกได้เป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง ซึ่งผลงานเหล่านี้ เข้าตาคนอเมริกาในระดับล่างเป็นอย่างมาก

หนังสือพิมพ์ The New York Times ถึงกับเชียร์อย่างออกหน้า โดยวิเคราะห์ว่า ดักเวิร์ธมีความเป็นซ้ายกลางซึ่งเป็นจุดร่วมระหว่างเธอกับไบเดน และอาจช่วยดึงคะแนนเสียงจากฐานเสียงสายกลางได้ดีเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่น อาทิ คามาลา แฮร์ริส อดีตอัยการสูงสุดรัฐแคลิฟอร์เนียเชื้อสายจาเมกา ที่พยายามจะโจมตีทรัมป์ แต่กลับไม่ได้รับความนิยมจากกลุ่มชาวแอฟริกัน-อเมริกัน หรืออลิซาเบธ วอร์เรน ที่อายุ 71 ปีแล้ว ก็ดูจะอายุมากเกินไป ในขณะที่ดักเวิร์ธอายุเพียง 52 ปีเท่านั้น ทั้งยังมีผลงานที่ประจักษ์อีกเพียบ

ต้องไม่ลืมว่า รองประธานาธิบดี มีความสำคัญไม่น้อย เพราะหากประธานาธิบดีมีเหตุอันไม่คาดคิดเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสียชีวิตกะทันหัน เจ็บป่วยร้ายแรง หรือไม่สามารถปฏิบัติงานในตำแหน่งได้ รองประธานาธิบดี จะได้รับการขยับขึ้นเป็นประธานาธิบดีในทันที เพื่อให้ประเทศไม่ว่างเว้นจากภาวะการขาดผู้นำ จะเห็นได้ว่า กระบวนการคัดเลือกผู้ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ ที่ว่าสำคัญแล้ว การคัดเลือก “รองประธานาธิบดี” ก็สำคัญไม่น้อยเช่นกัน เพราะจะต้องส่งลงประกบคู่ให้ประชาชนได้รับทราบแต่เนิ่นๆ

โจชัว ซิตเวอร์ นักวิเคราะห์จากนิตยสาร Spectator เขียนวิเคราะห์ไว้ว่า นอกจากเรื่องผลงานของดักเวิร์ธที่เคยสร้างไว้จนสร้างชื่อเสียงให้เธอไม่น้อยแล้ว ดักเวิร์ธยังได้โชว์ทักษะในการนำประสบการส่วนตัวของตัวเองมาเปลี่ยนแปลงเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จ ทำให้ศูนย์เพื่อการออกกฎหมายที่มีประสิทธิภาพยกย่องให้เธอเป็นวุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตหน้าใหม่ที่ทำงานมีประสิทธิภาพที่สุด

อย่างไรก็ดี ดักเวิร์ธก็มีจุดอ่อนด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการขาดผลงานด้านเศรษฐกิจหรือนโยบายเกี่ยวกับตำรวจ ที่จะใช้เป็นประเด็นในการหาเสียง ไม่ได้มาจาก battleground state หรือรัฐที่มีคะแนนเสียงแกว่งไปแกว่งมา ไม่สามารถฟันธงได้ว่าพรรคเดโมแครตหรือลีพับลิกันจะชนะ ผิดกับผู้สมัครรองประธานาธิบดีส่วนใหญ่ที่มักจะมาจาก battleground state ทั้งสิ้น

ทว่า The New York Times มองว่า โดยทั่วไปแล้วตัวแทนชิงเก้าอี้ประธานาธิบดีมักจะพยายามเฟ้นหารองประธานาธิบดีที่จะมาช่วยทั้งส่งเสริมและเน้นย้ำจุดยืนทางการเมืองของตัวเอง และดักเวิร์ธก็เหมาะสม แม้ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาเกิดการประท้วงเรียกร้องสิทธิ์และความเท่าเทียมให้กับคนผิวดำลุกลามไปทั่วสหรัฐ จนทำให้สมาชิกพรรคเดโมแครตระดับแกนนำหลายคนพยายามกดดันให้ไบเดนเลือกผู้หญิงเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันมาเป็นผู้สมัครรองประธานาธิบดี เพื่อดึงคะแนนจากคนผิวดำก็ตาม

แต่หากพิจารณาในแง่ภูมิรัฐศาสตร์ ที่สหรัฐฯ ต้องเผชิญในอนาคตแล้ว ดักเวิร์ธ ดูจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เพราะต้องไม่ลืมว่า เธอเกิดที่กรุงเทพมหานคร ที่มีพ่อเป็นทหารชาวอเมริกัน แม่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน เธอเรียนชั้นประถมในโรงเรียนอินเตอร์ที่กรุงเทพฯ ก่อนที่ครอบครัวของเธอโยกย้ายไปในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตามหน้าที่การงานของพ่อ นั่นทำให้เธอพูดได้ทั้ง ไทย อินโดนีเซีย และอังกฤษ จุดแข็งข้อดีจะช่วยทำให้นโยบายกลับมามีอิทธิพลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ ง่ายขึ้น การกลับมาคานอำนาจกับจีนในภูมินี้ ก็คงไม่ยากนัก

ล่าสุดผลสำรวจความคิดเห็นผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งโดย The New York Times ที่ร่วมกับวิทยาลัยศิลปะ Siena College พบว่า 4 ใน 5 ของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งซึ่งมีคนผิวดำ 75% และกว่า 80% เป็นคนผิวขาวและชาวฮิสแปนิก มองว่าไม่ควรนำเชื้อสายมาเป็นปัจจัยในการเลือกผู้สมัครรองประธานาธิบดี

สำหรับใน 6 รัฐที่จัดเป็น battleground state สำคัญ อาทิ โคโลราโด ฟลอริดา ไอโอวา วิสคอนซิน การไม่ยึดติดกับสีผิวของผู้สมัครยิ่งเข้มข้น โดย 90% มองว่าไบเดนไม่ควรนำเรื่องเชื้อชาติมาพิจารณาเลือกผู้สมัครรองประธานาธิบดี

ดูเหมือนว่าปัจจัยต่างๆ จะเข้าทางดักเวิร์ธไปเสียหมด ซึ่งหากเธอได้รับเลือกจริง ก็จะเป็นนักการเมืองอเมริกัน-ไทย และผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ได้นั่งตำแหน่งรองประธานาธิบดีสหรัฐ เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมและน่าติดตามยิ่งนัก

https://spectator.us/tammy-duckworth-moment-vice-president-biden/
https://www.usatoday.com/story/opinion/2020/07/03/joe-biden-choose-war-hero-tammy-duckworth-vice-president-column/5350685002/
https://siamrath.co.th/n/168537
https://www.bbc.com/thai/international-53354248
https://www.nytimes.com/2020/06/26/us/politics/biden-vice-president-voters.html

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

 

Related stories