มารยาทของนักการเมืองในประเทศที่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง

AdminSat 03 Oct 2020
0
มารยาทของนักการเมืองในประเทศที่มีประชาธิปไตยที่แท้จริง


ค่ำคืนสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา หัวข้อที่คอการเมืองไทยคุยกันสนั่นไลน์ คงต้องยกให้เรื่อง ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ และสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง นางเมลาเนีย ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ติดโควิด-19 ซึ่งมองเผินๆ บรรดานักวิเคราะห์การเมืองในสภากาแฟข้างทางต่างคิดต่อเนื่องไปว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับประธานาธิบดีในช่วงใกล้เลือกตั้งใหม่ จะมีทางออกอย่างไรบ้าง คนที่พอมีความรู้ทางกฎหมายหน่อยก็หยิบ รธน. สหรัฐฯ มาตีแผ่ว่าทางออกที่เขาเตรียมไว้มีอะไรบ้าง

แต่หลายๆ ท่านก็ยังวาดซีนไปต่างๆ นานา อาทิ สมมติว่าทั้งทรัมป์ และไบเดน ติดโควิด-19 ทั้งคู่ แล้วเกิดมีเหตุฉุกเฉินขึ้น ผู้ลงสมัครในตำแหน่งรองประธานาธิบดีจะมีสิทธิ์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้เลยหรือไม่ จะเลื่อนเลือกตั้งหรือไม่ อะไรเหล่านี้ล้วนคิดได้ เพราะมันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองสหรัฐ ก็ต้องคอยติดตามกันต่อไป

แต่สิ่งงดงามในการเมืองสหรัฐ ที่เราได้เห็นในครั้งนี้ก็คือ คู่แข่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นนายโจ ไบเดน, นางฮิลลารี คลินตัน และอีกหลายคน ทั้งฝั่งตรงข้ามพรรคเดียวกันและตรงข้าม แม้จะอยู่ท่ามกลางการแข่งขันแบบเอาเป็นเอาตาย เคยด่ากันสาดเสียเทเสียมาก่อน แต่เมื่อมีเหตุการณ์เจ็บป่วยเกิดขึ้น นักการเมืองทุกคนต่างมีมารยาทที่จะไม่นำประเด็นนี้มาเยาะเย้ย สาปแช่ง เหมือนที่นักการเมืองในประเทศไทยเคยทำ เรื่องนี้บ่งชี้ชัดว่า การที่ประเทศจะเป็นประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์ได้นั้น ตัวนักการเมืองเองนั่นแหละ ที่จะต้องมีจริยธรรม คุณธรรม และศีลธรรมที่สูงกว่าประชาชน เพราะพวกคุณได้รับเลือกมาเพื่อปกครองประเทศ ถ้าขาดสิ่งเหล่านี้ ต่อให้ผ่านการเลือกตั้งมา เขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่จนพอใจแล้ว แต่ถ้าสันดานนักการเมืองไม่เปลี่ยน คิดว่าจะเป็นประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริงหรือไม่ ?

เหลียวมองการเมืองไทยในห้วงเวลาที่ผ่านมา เรามีเหตุการณ์ที่เทียบเคียงกับเหตุการณ์นี้ได้หรือไม่ ?

มีสิ ถ้าพวกคุณความจำไม่เสื่อม ปีที่แล้วคุณพ่อของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียชีวิต จำได้หรือไม่ว่า ใครพูดอะไรไว้บ้าง ในทวิตเตอร์นี่ด่ากันสนุกปากมาก โดยเฉพาะประโยคที่บอกว่า ต่อไปนี้ก็พูด ‘ขอให้ พ่องมึงตาย!’ ไม่ได้แล้วสินะ ซึ่งหลุดออกมาจากนักการเมืองบางคน ที่แย่ไปกว่านั้น นักการเมืองท่านนั้นและอีกหลายท่าน ยังคงใช้วาจาดูถูก เหยียดหยาม แม้กระทั่งใช้คำว่า “โง่” ในสภาอันทรงเกียรติ

บางรายก็เอา #คำหยาบ มา #แถ ให้กลายเป็นเรื่องตลก เช่นเคสของนายชำนาญ จันทร์เรือง สมาชิกคณะก้าวหน้า ที่เคยโพสต์ไว้ในเฟซบุ๊กของตัวเองว่า

ไอ้สัส ไม่ใช่คำหยาบ เพราะคำว่า “ไอ้สัส” คำนี้มันเป็นคำที่แปลงมาจากภาษาอังกฤษ ถ้าแยกแต่ละตัวแล้ว จะเป็นดังนี้

“ไอ้” มาจาก You  = คุณ

“สัส” มาจาก suspicious = น่าระแวงหรือน่าสงสัย

รวมกัน ไอ้สัส = You are a suspicious person .(คุณเป็นคนที่น่าระแวงหรือน่าสงสัย)

ถ้าขยายความแล้ว ก็คือว่า 6 ปีแล้ว สงสัยว่าพวกคุณทำอะไรกันอยู่ ไม่ปฏิรูป ไม่รักษาสัญญาแล้วเหรอ ไม่ตรวจสอบคนโกงแล้วเหรอ ฯลฯ “ไอ้สัส” น่ะครับ

อ.ชำนาญ จันทร์เรือง

สมาชิกคณะก้าวหน้า

24 พฤษภาคม 2563

นี่ยังไม่รวมคำพูดคำจาของคนรุ่นใหม่อย่าง รุ้ง ปนัสยา ที่เคยให้ ‘คxย’ ท่านประธานชวน หลีกภัย ด้วยนะ

ภุมรัตน์ ทักษาดิพงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เคยเขียนบนความในโพสต์ทูเดย์์ ไว้ว่า

“การวิจารณ์นายกรัฐมนตรีถือว่าเป็นเรื่องปกติ เขาเหล่านี้มีสิทธิวิจารณ์ผู้บริหารประเทศได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีเสียอีก เพราะเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรี ควบคู่ไปกับ ส.ส.ในสภา

ที่ผ่านมา แม้จะมีการใช้คำพูดหรือข้อเขียนที่รุนแรงบ้าง ก้าวร้าวบ้าง แต่ไม่เคยมีการใช้คำหยาบคาย ด่าทอ ดูถูกดูหมิ่นนายกรัฐมนตรีเช่นที่นักเคลื่อนไหว หรือแกนนำนักศึกษาบางคนได้ทำ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นักศึกษากลุ่มนี้ก็ไม่เคยใช้กิริยาวาจาหยาบคาบเช่นนี้มาก่อน

ไม่ว่า จะโกรธ จะเกลียดทางการเมืองมากน้อยเพียงใด อย่างไร ก็ไม่เคยมีการเขียนโปสเตอร์ด่าผู้ใหญ่ด้วยถ้อยคำหยาบคาย เท่าที่สดับตรับฟังจากคนที่ได้อ่านข้อความดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นคนที่ชอบหรือไม่ชอบนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือไม่ ทั้งหมดรับไม่ได้กับการใช้คำพูดที่ก้าวร้าว หยาบคายเช่นนี้ แม้ว่าคำด่าสั้น ๆ เป็นคำที่คนวัยรุ่นใช้ด่ากันในสื่อโซเชียลจนเป็นของธรรมดาก็ตามโดยดัดแปลงคำเขียนให้เปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ออกเสียงเหมือนกัน และมีความหมายเหมือนกัน ที่ใช้ด่ากันเองหรือด่าคนที่ตนไม่พอใจ แต่พอเอามาด่าผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองเช่นนี้ เชื่อว่าสังคมรับไม่ได้”

นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี  เคยตำหนิส.ส. พรรคก้าวไกลไว้ว่า “พฤติกรรมของนายวิโรจน์ และ ส.ส.ก้าวไกลบางคน ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ในฐานะ ส.ส.ที่เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย กลับมาใช้วาจากักขฬะ สามหาว ก้าวร้าว ทำให้เสื่อมเสียสภาอันทรงเกียรติ ทำลายศักดิ์ศรีชื่อเสียงของความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง ไม่คิดเลยที่พรรคก้าวไกลอ้างว่าต้องการปฏิรูปการเมือง หรือแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ดีขึ้นแล้ว แต่ถ้าสันดานบางคนยังไม่เปลี่ยนแปลง การเมืองจะดีขึ้นได้อย่างไร เพราะยังมี ส.ส.ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว น้ำเน่าในสภาอันทรงเกียรติเช่นนี้ ยิ่งจะทำให้ประชาชนคาดหวัง ส.ส.น้ำดีจากพรรคก้าวไกลต่อไปคงไม่ได้” 

นี่ยังไม่อยากพูดถึงเคสที่หัวหน้าคณะตลกอะไรสักอย่าง ออกมาชื่นชมบรรดาแกนนำม็อบปลดแอก เมื่อครั้งที่แสดงว่าจาหยาบคายนะ มันสะท้อนคุณภาพอะไรบางอย่างได้เหมือนกัน

สิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับนักการเมืองบ้านเราย่อมสะท้อนคุณภาพของนักการเมืองได้เป็นอย่างดี พอมองย้อนกลับไปดูหลายๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็พอทำความเข้าใจได้ว่า การที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะมีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงได้นั้น จุดเริ่มต้นอาจจะต้องให้ประชาชนที่ออกมาลงคะแนนเลือกตั้งมีสติไตร่ตรองในการเลือกตัวแทนของพวกเขา แต่เหนืออื่นใด #ผู้ที่ได้รับเลือกตั้ง มาจำเป็นสำเหนียกตัวเอง และทำตัวให้สมกับ “เกียรติ” ที่ประชาชนมอบให้ด้วย

เมื่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับประธานาธบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แล้วลองคิดเล่นๆ ว่า ถ้าลุงตู่ติดโควิด-19 ฝ่ายค้านบ้านเราจะสบถวาจาใดๆ ออกมาบ้าง ????

https://www.posttoday.com/politic/columnist/624665

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

 

 

 

 

Related stories