การดูหมิ่น “ศรัทธา” ของผู้อื่น นำมาซึ่ง ‘จุดแตกหัก’ ที่รุนแรง กรณีศึกษา ฝรั่งเศส & โลกมุสลิม

AdminSat 31 Oct 2020
0
การดูหมิ่น “ศรัทธา” ของผู้อื่น  นำมาซึ่ง ‘จุดแตกหัก’ ที่รุนแรง  กรณีศึกษา ฝรั่งเศส & โลกมุสลิม


ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โลกปั่นป่วนวุ่นวายมากทีเดียว เฉพาะแค่เรื่องโควิด-19 ที่ไม่มีวี่แววว่าจะคลี่คลายลงเพียงเรื่องเดียวก็ตามข่าวแทบไม่ทันแล้ว ไหนจะเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และอีกสารพัดพายุหลายลูกที่เตรียมจ่อขึ้นฝั่งอีก ส่วนบ้านเรานั้น โฟกัสแค่เรื่องม็อบเรื่องเดียวก็ไม่ต้องทำมาหารับประทานใด ๆ แล้ว ชาวบ้านชาวช่องต้องมาคอยกังวลว่าวันนี้ม็อบไปปิดถนนเส้นใด จะได้หลีกเลี่ยงถูก

แต่ที่ประเทศฝรั่งเศสน่าจะอาการหนักหน่วงที่สุด เพราะนอกจากยอดติดเชื้อโควิด-19 จะพุ่งไม่หยุดแล้ว ปัญหาความบาดหมางระหว่าง “ฝรั่งเศส กับ โลกมุสลิม” กำลังจะกลายเป็นปัญหาระดับนานาชาติ ที่รอวันรุนแรงมากกว่าเดิม โดยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้นายฌอง คาสเตซ์ นายกรัฐมนตรีฝรั่งเศส ประกาศยกระดับเตือนภัยก่อการร้ายสู่ขั้นสูงสุด (ปกติฝรั่งเศสมีการเตือนภัยก่อการร้าย 3 ระดับ คือ 1.เฝ้าระวัง 2. เสี่ยงที่จะถูกโจมตี และ 3.ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านการถูกโจมตี ซึ่งเป็นระดับเตือนภัยขั้นสูงสุด) ซึ่งสืบเนื่องมาจากเกิดเหตุคนร้ายใช้มีดเป็นอาวุธแทงประชาชนเสียชีวิต 3 ราย โดยเหยื่อ 1 รายถูกคนร้ายตัดศีรษะ ในเมืองนีซทางตอนใต้ของฝรั่งเศส

เหตุการณ์โจมตีในวันนี้เกิดขึ้นเพียง 13 วัน หลังจากที่นายซามูเอล ปาตี วัย 47 ปี ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมของฝรั่งเศส ถูกชาวมุสลิมฆ่าตัดศีรษะ เนื่องจากไม่พอใจต่อการที่นายปาตีนำภาพการ์ตูนศาสดามูฮัมหมัดมาประกอบการเรียนการสอนในชั้นเรียน แต่เหตุการณ์นี้ไม่ใช่ตัวจุดชนวนความขัดแย้งระหว่าง “ฝรั่งเศส กับ โลกมุสลิม” เพราะมันเริ่มก่อตัวมาเรื่อย ๆ ในหลายปีที่ผ่านมา ตั้งแต่นิตยสารชาร์ลีเอบโด เริ่มทำการ์ตูนล้อเลียนศาสดามูฮัมหมัด ในปี 2005 ที่ถือว่าเป็นการดูถูกศรัทธาชาวมุสลิมอย่างรุนแรง หลังจากนั้นการกระทบกระทั่งกันระหว่าง ฝรั่งเศส กับ โลกมุสลิมก็มีอย่างต่อเนื่อง


แต่จุดเริ่มต้นจริง ๆ ของเหตุการณ์ปัจจุบัน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2020 เมื่อนิตยสารชาร์ลีเอบโด ประกาศจะตีพิมพ์การ์ตูนตูนล้อเลียน ศาสดามูฮัมหมัด อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ตีพิมพ์มานาน บรรณาธิการนิตยสารกล่าวว่า เหตุที่ต้องมาตีพิมพ์ใหม่อีกรอบ เพราะการพิจารณาคดีลอบโจมตีกองบรรณาธิการนิตยสารกำลังจะเริ่มต้นขึ้นในกระบวนการทางศาล

วันที่ 2 กันยายน 2020 ผู้ต้องหาทั้ง 14 คนที่มีส่วนช่วยเหลือให้มือปืนเข้าลอบโจมตีกองบรรณาธิการนิตยสาร ถูกนำตัวมาขึ้นศาลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดี โดยการโจมตีครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 12  คน บาดเจ็บอีก 11 คน

วันที่ 25 กันยายน 2020 เกิดเหตุการณ์ชายคนหนึ่ง พร้อมมีดสับเนื้อ ได้พุ่งเข้าทำร้ายชายสองคนที่กำลังยืนสูบบุหรี่หน้าสำนักงานกองบรรณาธิการนิตยสารชาร์ลีเอบโด ในกรุงปารีส ซึ่งเป็นจุดเดียวกับที่เกิดเหตุในปี 2005

วันที่ 2 ตุลาคม 2020 ประธานาธิบดีมาครง ได้ประกาศทางโทรทัศน์ถึงแผนต่อสู้กับลัทธิอิสลามหัวรุนแรง ด้วยการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดมากยิ่งขึ้น โดยนายมาครงระบุว่า ศาสนาอิสลามกำลังอยู่ในภาวะวิกฤตทั่วโลก นอกจากนี้เขายังเสนอแนวทางว่าจะเอาหลักสูตรเกี่ยวกับศาสนาอิสลามออกจากโรงเรียนทั้งของรัฐและเอกชน

วันที่ 8 ตุลาคม 2020 เกิดเหตุฆ่าตัดศีรษะนายซามูเอล ปาตี วัย 47 ปี ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์

วันที่ 20 ตุลาคม 2020 ทางการฝรั่งเศส สั่งปิดมัสยิดทั่วฝรั่งเศส เพื่อกวาดล้างพวกมุสลิมหัวรุนแรง

วันที่ 22 ตุลาคม 2020 ประธานาธิบดีมาครง ร่วมไว้อาลัยให้นายปาตี พร้อมยกย่องให้เขาเป็นวีรบุรุษเงียบ ที่อุทิศตนเพื่อคุณค่าของประชาธิปไตยของสาธารณรัฐฝรั่งเศส ให้แก่ลูกศิษย์ของตน นอกจากนี้ นายมาครงยังกล่าวด้วยว่า ฝรั่งเศสจะไม่หยุดเผยแพร่เรื่องเหล่านี้ และยังได้มอบรางวัลเกียรติยศสูงสุดระดับพลเมืองให้แก่นายปาตี พร้อมทั้งกล่าวว่า นายปาตีถูกฆาตกรรมด้วยคนขี้ขลาด

วันที่ 24 ตุลาคม 2020 ประธานาธบดี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน แห่งประเทศตุรกี แนะนำให้นายมาครงไปเข้ารับการบำบัดทางจิต เพราะมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อชาวมุสลิม ทางการฝรั่งเศสตอบโต้ทันทีด้วยการเรียกเอกอัครราชทูตกลับประเทศ นายเรเจป ตอบโต้เช่นกันว่า นายมาครงไม่เข้าใจในเสรีภาพทางความเชื่อของประชาชนที่นับถือศาสนาอื่น ๆ และในวันเดียวกันนี้ สังคมมุสลิมทั่วโลก เรียกร้องให้บอยคอตสินค้าฝรั่งเศส มีผู้ชุมนุมชาวมุสลิมออกมาประท้วงในหลายประเทศ

วันที่ 29 ตุลาคม 2020 เกิดเหตุการณ์คนร้ายใช้มีดเป็นอาวุธแทงประชาชนเสียชีวิต 3 ราย โดยเหยื่อ 1 รายถูกคนร้ายตัดศีรษะ ในเมืองนีซ โดยผู้ต้องสงสัยทางการฝรั่งเศสให้ข้อมูลว่าน่าจะเป็นชาวตูนิเซีย

วันที่ 30 ตุลาคม 2020 มหาเธร์ โมฮัมหมัด อดีตนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ทวีตถึงเหตุการณ์สะเทือนขวัญคนร้ายบุกวิหารในเมืองนีซทางตอนใต้ของฝรั่งเศส คร่าชีวิตผู้เคราะห์ร้าย 3 ราย โดยหนึ่งในนั้นถูกมีดปาดคอ โดยโยงไปถึงการตัดศีรษะครูชาวฝรั่งเศสที่นำภาพการ์ตูนของศาสดามูฮัมหมัดมาสอนนักเรียนว่า ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าผู้อื่น แต่เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็ไม่ได้รวมถึงการดูหมิ่นผู้อื่น


“การไม่เคารพในศาสดาของผู้อื่นทำให้คนที่โกรธแค้นลุกขึ้นมาเข่นฆ่า” อดีตผู้นำวัย 95 ปีกล่าว

โดยมหาเธร์ยังกล่าวอีกว่า “ตามประวัติศาสตร์ ฝรั่งเศสสังหารผู้คนนับล้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ดังนั้นชาวมุสลิมมีสิทธิ์ที่จะโกรธแค้นและสังหารชาวฝรั่งเศสหลายล้านคนเช่นเดียวกันสำหรับการสังหารในอดีต แต่ทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ชาวมุสลิมไม่ได้ใช้หลักตาต่อตาฟันต่อฟัน ดังนั้นเมื่อชาวมุสลิมไม่ใช้หลักนี้ ฝรั่งเศสก็ไม่ควรใช้เช่นกัน”

อดีตผู้นำมาเลเซียเผยอีกว่า “ฝรั่งเศสควรสอนให้คนของตัวเองรู้จักเคารพความรู้สึกของผู้อื่น เนื่องจากคุณกล่าวโทษชาวมุสลิมทั้งหมดและศาสนาของชาวมุสลิมต่อสิ่งที่เกิดขึ้นจากคนที่โกรธแค้นเพียงคนเดียว ดังนั้นชาวมุสลิมจึงมีสิทธิ์ลงโทษชาวฝรั่งเศส”

ลำดับเหตุการณ์ที่เล่ามา ไม่ได้ต้องการซ้ำเติมสถานการณ์แต่อย่างใด เพียงแค่ต้องการสื่อสารกับนักประชาธิปไตยทั้งหลายว่า คุณมีสิทธิ์ใช้เสรีภาพของคุณอย่างเต็มที่ ตราบใดก็ตามที่เสรีภาพของคุณนั้น ไม่ไป “ดูหมิ่นศรัทธาของผู้อื่น” เพราะผลที่ตามมามันจะกลายเป็นความรุนแรง

https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/905235
https://www.posttoday.com/world/636811

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

 

Related stories