ประชาธิปไตยตายแล้ว! จริงๆ

AdminSat 09 Jan 2021
0
ประชาธิปไตยตายแล้ว! จริงๆ


เชื่อว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 มกราคม ที่อาคารรัฐสภาของสหรัฐอเมริกา จะกลายเป็นอีกหนึ่งฉากในประวัติศาสตร์การเมืองโลก ที่จะทำให้บรรดานักคิด นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ต้องมานั่งถกและตั้งคำถามว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นต้นแบบของประชาธิปไตย และถ้านั่งคิดกันต่ออีกว่า ขนาดอเมริกายังเกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้แล้ว มันจะไม่เป็นการปลุกกระแสให้ชาติอื่นๆ ทำเลียนแบบใช่หรือไม่ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าคิดต่อ

ถ้านับตั้งแต่ยุคสงครามเย็นสงบลง “อุดมการณ์เสรีประชาธิปไตย” ก็เฟื่องฟูมาตลอด ระบบทุนนิยม และเสรีภาพในแบบอเมริกาไหลบ่าไปทั่วโลก แม้แต่ประเทศที่เคยยึดติดกับหลักการแบบคอมมิวนิสต์จัดๆ อย่างจีน เวียดนาม ลาว และอีกหลายประเทศ ยังต้องปรับตัวเพื่อเปิดรับ “ทุน” เข้าสู่ประเทศ

แต่การเคลื่อนย้ายของทุนก็ทำให้เกิดปัญหาตามมาไม่น้อย เพราะทุนที่ไปพร้อมอุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยในนามของ “โลกาภิวัตน์” (Globalization) ได้เปลี่ยนทั้งมิติภูมิรัฐศาสตร์และเศรษฐกิจ ซึ่งทำให้โครงสร้างรัฐทั่วโลกเผชิญกับภาวะเส้นแบ่งพรมแดนไม่ชัดเจนอีกต่อไป ทั้งประชากร เงินทุน วิทยาการความรู้ หรือแม้แต่ประเด็นปัญหาอื่นๆ อาทิ ความเหลื่อมล้ำ ความยากจน ฯลฯ ได้ไหลบ่าข้ามประเทศ และสุดท้ายสิ่งเหล่านี้ได้หมักหมมจนก่อให้เกิดปัญหาใหม่ ทั้งความรุนแรงจากภัยก่อการร้าย การไม่พอใจค่านิยมและคุณค่าของท้องถิ่นที่มีอยู่แต่เดิม การอพยพย้านถิ่นอันเนื่องมาจากภัยสงคราม ฯลฯ

ความท้าทายรูปแบบใหม่นี้ทำให้มนุษย์ทุกชาติตัดสินใจหันมาใช้วิธีพื้นฐานที่สุดสำหรับมนุษย์ธรรมดานั่นคือ การป้องกันตัวเอง กระแสชาตินิยม การต่อต้านผู้อพยพ การจำกัดสิทธิเสรีภาพ และการเข้าควบคุมทรัพยากรและข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นโดยความพยายามรักษาสิ่งที่เคยเป็นอยู่ หรือด้วยเหตุผลเดิมที่ใช้มาตลอดเพื่อเป็นข้ออ้างในการรักษาสถานะอำนาจเดิม (ความมั่นคงของชาติก็เป็นข้ออ้างหนึ่งในจำนวนนี้) เหตุการณ์ในสหรัฐ สะท้อนปัญหานี้ได้อย่างชัดเจนผ่านตัวประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ที่ผ่านมา สหรัฐเป็นชาติที่ส่งออกชุดความคิด “โลกาภิวัตน์” ออกสู่นานาชาติ อุดมการณ์เสรีประชาธิปไตยที่ถูกยกย่องสรรเสริญจนเกินงาม แต่ซ่อนยาพิษของทุนนิยมเอาไว้เบื้องหลังนั้น กลายเป็นภาพมายาที่คนทั่วโลกใฝ่ฝันอยากจะเป็นเหมือนอเมริกา แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่าชุดอุดมการณ์และแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตย เอาเข้าจริงก็ไม่ได้เหมาะกับทุกประเทศบนโลกนี้ และเมื่อชุดความคิดนี้ไปถึงมันก็ค่อยๆ เพาะบ่มปัญหาที่ทำให้ทั่วโลกวุ่นวาย

แต่ทำไมสหรัฐอเมริกาถึงมีวันนี้ได้ ?

ในหนังสือ “How Democracy Die” ของสตีเว่น เลวิตสกี้ และแดเนียล ซีบรัตท์ สองอาจารย์รัฐศาสตร์เลื่องชื่อจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้อธิบายไว้ว่า การบริหารประเทศของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งด้วยนโยบายแบบฉบับขวาจัดประชานิยม และกำลังกลืนกินกลไกรัฐที่ตั้งบนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจจนเกิดความกังวล และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป หลักประชาธิปไตยของสหรัฐจะตายลงหรือไม่

แต่สิ่งที่ประธานาธิบดีทรัมป์พยายามทำอยู่ ไม่ใช่สิ่งใหม่ แต่มีหลายประเทศเคยทำมาแล้ว ทั้งการแทรกแซงโครงสร้างและกลไกของรัฐของนิโคลัส มาดูโร่ ประธานาธิบดีคิวบา เพื่อรักษาอำนาจและการใช้อำนาจรัฐ, การใช้กลไกรัฐเพื่อทำให้ประเทศเป็นอนุรักษนิยมเชิงศาสนาอย่างต่อเนื่องของเทยิพ แอร์โดอาน ประธานาธิบดีตุรกี, การนั่งในอำนาจยาวนานของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ฯลฯ

วิธีการบริหารประเทศเช่นนี้ จะทำให้เกิดการแตกแยกของประชาชนออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน นั่นคือฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้าน นานนับวันไป เมื่อฝ่ายเสียอำนาจไม่ยอมลงจากอำนาจ มันจึงทำให้เกิดเกตุการณ์นี้ขึ้น ภาพของกลุ่มผู้ประท้วงที่บางคนถือธงสมาพันธรัฐอเมริกา (Confederate flags) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของกบฎและการเหยียดเชื้อชาติ บางคนแต่งกายคล้ายชุดทหาร ที่เจ้าหน้าที่ยอมปล่อยให้เข้าไปในอาคารรัฐสภาอย่างง่ายดาย หรือเจ้าหน้าที่บางคนยังเซลฟี่กับกลุ่มผู้ประท้วง ถูกแชร์ต่อๆ กันในโลกออนไลน์ สิ่งนี้เองก็ได้ย้อนศรกลับมาแทงสหรัฐผู้ส่งออกความคิด “โลกาภิวัตน์” ไปทั่วโลก ว่าสองมาตรฐานใช่หรือไม่ เลือกปฏิบัติใช่หรือไม่ ถ้าเป็นกลุ่มคนผิวดำทำแบบนี้บ้างจะโดนยิงตายมากกว่านี้หรือไม่

คอนสแตนติน โคซาเชฟ (Konstantin Kosachev) ประธานคณะกรรมการการต่างประเทศของสภาสูงรัสเซีย ได้กล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า การประท้วงในครั้งนี้ทำให้ทั่วโลกประจักษ์ว่าประชาธิปไตยของสหรัฐล่มสลาย หมายความว่าสหรัฐไม่มีสิทธิก้าวก่ายประเทศอื่นๆ เกี่ยวกับประชาธิปไตย

โคชาเชฟยังได้โพสต์บนเฟซบุ๊กอีกว่า "การเฉลิมฉลองประชาธิปไตยของสหรัฐจบลงแล้ว สหรัฐไม่มีประชาธิปไตยอีกต่อไป"

นอกจากนี้ยังกล่าวว่าฝ่ายที่พ่ายแพ้มีเหตุผลมากพอที่จะกล่าวโทษฝ่ายที่ชนะว่าทุจริต เป็นที่ชัดเจนว่าประชาธิปไตยอเมริกันกำลังแย่ทั้งสองข้าง รวมถึงการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยายามปฏิเสธผลการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนั้นยิ่งแสดงให้เห็นถึงความถดถอยของสหรัฐอเมริกา”

ส่วนผู้นำประเทศอื่นๆ แม้จะไม่ได้วิจารณ์ประชาธิปไตยแบบสหรัฐตรงๆ แต่การมาพูดด้วยคำพูดที่สุภาพ แต่ก็เจ็บแสบยิ่งนัก

นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษกล่าวบนทวิตเตอร์ประณาม "ฉากที่น่าอัปยศอดสูในรัฐสภาคองเกรสของสหรัฐ สหรัฐยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยทั่วโลก และตอนนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการถ่ายโอนอำนาจอย่างสงบและเป็นระเบียบ"

นายโจเซป บอร์เรล หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรปประณามการ "ทำร้ายประชาธิปไตยของสหรัฐ ในสายตาของโลกคืนนี้ประชาธิปไตยแบบอเมริกันอยู่ภายใต้การปิดล้อม นี่ไม่ใช่อเมริกา ผลการเลือกตั้งในวันที่ 3 พฤศจิกายนจะต้องได้รับการเคารพอย่างเต็มที่"

ฌอง อีฟ เลอ ดริยง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของฝรั่งเศสประณาม “นี่เป็นการโจมตีอย่างรุนแรงต่อประชาธิปไตย ความรุนแรงต่อสถาบันของอเมริกาเป็นการโจมตีระบอบประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง ผม ขอประณาม ... เจตจำนงและคะแนนเสียงของคนอเมริกันจะต้องได้รับการเคารพ"

 ไฮโก มาส  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเยอรมนี เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนทรัมป์ "หยุดเหยียบย่ำประชาธิปไตย" ทรัมป์และผู้สนับสนุนควรยอมรับการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกันและหยุดเหยียบย่ำประชาธิปไตย ... ศัตรูของประชาธิปไตยจะยินดีที่ได้เห็นภาพอันน่าทึ่งเหล่านี้จากวอชิงตัน ดี.ซี. " 

ด้านนางหัว ชุนหยิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่า “จีนหวังว่าสหรัฐจะกลับสู่ความสงบ และความมีเสถียรภาพโดยเร็วที่สุด หลังจากกลุ่มผู้สนับสนุนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้บุกเข้าไปในอาคารรัฐสภาเพื่อขัดขวางกระบวนการประกาศรับรองชัยชนะในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ของนายโจ ไบเดน

“เราเชื่อว่าชาวสหรัฐต้องการเสถียรภาพและสันติภาพ ซึ่งเราหวังว่าพวกเขาจะมีเสถียรภาพและความมั่นคง โดยเฉพาะท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้”

นับจากนี้เป็นต้นไปประชาธิปไตยของสหรัฐอเมริกาคงไม่เหมือนเดิม และแน่นอนว่า ชุดความคิดที่สหรัฐเคยส่งออกไปสู่นานาชาตินั้น ย่อมสั่นไหวไปด้วย 



อ้างอิง
https://www.posttoday.com/world/642174
https://www.matichonweekly.com/special-report/article_193051
https://www.posttoday.com/world/642128
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/916150

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

 

Related stories