เบรฟฮาร์ท เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ วีรบุรุษตลอดกาลของชาวสกอต

AdminSat 29 Aug 2020
0
เบรฟฮาร์ท เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ วีรบุรุษตลอดกาลของชาวสกอต


วันนี้ที่ผมกำลังเขียน 24 สิงหาคมเมื่อ 715 ปีก่อนคือวันตายของ เบรฟฮาร์ท เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ (Sir William Wallace) ผู้นำการต่อต้านการครอบครองสกอตแลนด์โดยอังกฤษระหว่างสงครามอิสรภาพของสกอตแลนด์ วีรบุรุษตลอดกาลของชาวสกอต

คำพูดสุดท้ายก่อนสิ้นใจของ วิลเลียม วอลเลซ คือ "Freedom" อิสรภาพของชาวสกอตแลนด์ คำพูดนี้ของวอลเลซอยู่ในใจของชาวสกอตมาถึงกว่าเจ็ดร้อยปี และในสิ่งที่ผมจะเขียนนี้ผมจะเดินเรื่องตามที่เขียนไว้ใน The Acts and Deeds of Sir William Wallace, Knight of Elderslie ของนักเล่าเรื่องตาบอดที่ชื่อว่า แฮร์รี่ (Blind Harry) ที่เร่ร่อนเล่าเรื่องนี้ในคริสต์ศตวรรษที่ 15 และกลายเป็นเรื่องคลาสสิกเรื่องหนึ่งของบรรดาเรื่องเล่าขานของสกอตแลนด์

เซอร์ วิลเลียม วอลเลซ มีชีวิตอยู่ในช่วงปี 1270 – 1305 ถ้าจะเทียบกันแล้วเป็นเวลาพร้อมกับที่กรุงสุโขทัยสถาปนาขึ้นมาเลยทีเดียว ในตำนานได้บอกว่าวอลเลซเป็นลูกของ เซอร์มัลคอล์ม วอลเลซ แห่งเอลเดอร์สลี ได้ออกท่องโลกจากเกาะอังกฤษไปยังยุโรป ได้เรียนรู้ละตินและศิลปะวิทยาการจากอิตาลี ฝรั่งเศส แล้วจึงกลับมาบ้านเกิดที่สกอตแลนด์ ในเวลานั้นกษัตริย์อังกฤษปกครองโดย พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ซึ่งส่งขุนนางมาปกครองสกอตแลนด์อย่างโหดเหี้ยม โดยหวังว่าจะให้สายเลือดของอังกฤษกลืนชาวสกอต มีการบังคับให้ผู้หญิงของสกอตต้องนอนกับขุนนางเป็นคนแรกในวันแต่งงาน เพื่อให้ลูกคนแรกมีเลือดของคนอังกฤษ ซึ่งในเรื่องจริงนั้นคือเจ้าสาวนอกจากจะนอนกับขุนนางแล้วยังต้องโดนทหารอังกฤษข่มขืนหมู่อีกด้วย บางคนถึงกับโดนข่มขืนจนตายในวันแต่งงานเลยทีเดียว จนวอลเลซต้องแอบแต่งงานในป่าเพื่อให้รอดพ้นจากคนที่ตัวเองรักต้องโดนข่มขืน

นิทานในวงเหล้าสมัยก่อนตอนที่ผมยังเรียนหนังสือ คนสกอตเคยเล่าให้ผมฟังคำว่า FUCK เป็น Acronym ที่เกิดจากเลือดและน้ำตาของคนสกอต ในสมัยยุคกลางกษัตริย์อังกฤษอนุญาตให้ขุนนางอังกฤษที่ปกครองสกอตแลนด์นอนกับเจ้าสาวของคนสกอตในคืนวันแรกของการแต่งงาน จึงเกิดคำว่า Fornication Under Consent of King หรือ F-U-C-K ขึ้น ในภาพยนต์เรื่อง Braveheart ก็มีฉากนี้เป็นที่สะเทือนใจคนสกอตมาก คนสกอตดูแล้วอยากกระทืบคนอังกฤษทุกที แต่คนอังกฤษจะเถียงว่าคนสกอตมันโม้แหลก คำว่า "fornication" และคำว่า "consent" มันเป็นศัพท์สมัยใหม่โว้ย สมัย วิลเลียม วอลเลซ เมื่อเจ็ดร้อยปีก่อนมันมีสองคำนี้ที่ไหนกัน เรื่องนี้ผมเคยเขียนเรื่องเล่าลือในประวัติศาสตร์ของคำว่า F-U-C-K ว่า ที่มีคนบอกว่าคำนี้มันใช้กันมากขึ้นหลังศตวรรษที่ 15 ก่อนหน้านั้นใช้คำว่า to strike หรือสุภาพหน่อยก็ swivel หรือ go swivel นั่นคงปล่อยให้นักภาษาศาสตร์ถกเถียงกันดีกว่า แต่จากบันทึกยืนยันว่าคนสกอตใช้คำนี้มาก่อนหน้านั้นแล้ว

แล้ววันหนึ่งที่วอลเลซต้องลุกขึ้นมาต่อสู้ คือวันที่ภริยาของตัวเองต้องโดนฆ่าตายโดยขุนนางอังกฤษ บิดาและพี่ชายก็ตายไปด้วยจากมือของอังกฤษ โดยวอลเลซได้ฆ่าทหารอังกฤษและขุนนางทั้งหมด ต่อมาวอลเลซได้เข้าร่วมรบกับเซอร์วิลเลียม ดักลาส แห่งฮาร์ดี สามารถปลดปล่อยเมืองแอเบอร์ดีน เพิร์ท กลาสโกลว์ สกอน และดันดี เป็นอิสระจากอังกฤษได้ และได้ยึดเอาป่าเซลเคิร์ก เป็นที่มั่น ผู้คนชาวสกอตต่างก็เข้าร่วมกับวอลเลซ จนกลายเป็นกองกำลังขนาดใหญ่ หลังจากนั้น วอลเลซ ได้รับบรรดาศักดิ์เป็น เซอร์ จากกษัตริย์สกอตแลนด์

กษัตริย์เอ็ดเวิร์ดแห่งอังกฤษได้ตามล่าตัววอลเลซจนตีทัพของวอลเลซแตกที่ฟอลเคิร์ก จนต้องหนีไปฝรั่งเศส แต่ก็ถูกจับได้เมื่อกลับมาสกอตแลนด์อีกครั้ง และถูกส่งตัวไปลอนดอนในข้อหากบฏ วอลเลซได้กล่าวว่า "ข้าพเจ้ามิได้เป็นกบฏต่อพระเจ้าเอ็ดเวิร์ด เพราะข้าพเจ้าไม่ได้เป็นข้าแผ่นดินของพระองค์ พระเจ้าจอห์น บาลลิออล คือกษัตริย์ของข้าพเจ้า" ในวันที่ 23 สิงหาคม ปี 1305 วิลเลียม วอลเลซ ก็โดนประหารชีวิตด้วยการทรมานแขวนคอแต่ไม่ให้ตายหลายครั้ง แล้วจึงฆ่าให้ตายโดยผ่าท้องเฉือนร่างกายทั้งเป็นออกเป็นชิ้น ๆ เสียบประจาน

ดาบของวอลเลซโดนพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 1 ยึดเอาไว้ที่ลอนดอนและอยู่อย่างนั้นมาถึงเจ็ดร้อยปีเพิ่งคืนกลับให้สกอตแลนด์ได้ไม่นาน

ก่อนขาดใจตาย เซอร์วิลเลียม วอลเลซ ได้ตะโกนออกมาว่า "Freedom" ขอให้อิสรภาพจงเป็นของชาวสกอตแลนด์ ในวันข้างหน้าเราอาจจะได้เห็นกันว่าลูกหลานของ เซอร์วิลเลียม วอลเลซ จะออกมาสู้กับอังกฤษเพื่อสกอตแลนด์แยกตัวออกมาเป็นอิสระ เหมือนกับที่วอลเลซเคยนำชาวสกอตแลนด์ออกมาสู้เพื่อแลกชีวิตกับอิสรภาพเหมือนเมื่อ 715 ปีก่อนหรือไม่

คนสกอตกับคนอังกฤษนั้นลึก ๆ แล้วไม่ค่อยชอบขี้หน้ากันสักเท่าไร แม้ว่าราชวงศ์สจ๊วตของสกอตแลนด์จะเป็นต้นตระกูลของราชวงศ์อังกฤษในปัจจุบัน แต่คนสกอตเองก็ไม่ได้มองว่าเป็นราชวงค์ของตัวเองสักเท่าไร ยังคงเป็นศึกสายเลือดตั้งแต่ครั้งที่ควีนอลิซาเบธที่ 1 สั่งประหารควีนแมรีแห่งสกอตแลนด์ เมื่อครั้งที่สถาปนานิกายเชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ แล้วงัดข้อกับคาทอลิกที่สกอตแลนด์ยังสนับสนุนควีนแมรีอยู่ แม้ว่าภายหลังที่คิงเจมส์ที่ 6 แห่งสกอตแลนด์ จะขึ้นนั่งบัลลังก์ของอังกฤษเป็น คิงเจมส์ที่ 1 แห่งอังกฤษ ก็ตาม นโยบายพระราชาองค์เดียวแต่สองการบริหารก็ยังคงอยู่ จนกระทั่งในอีกร้อยปีต่อมาถึงมีการรวมการบริหารเป็นหนึ่งประเทศ เพราะสภาพเศษฐกิจมันย่ำแย่ต้องกอดคอกันไว้ และกลายเป็นราชอาณาจักรบริเตนใหญ่จนถึงทุกวันนี้ นั่นคือการตัดสินใจรวมกันเมื่อสามร้อยกว่าปีก่อน

คนสกอตนั้นมีประชากรเพียงห้าล้านกว่าคน แต่มีพื้นที่ถึงหนึ่งในสามของเกาะอังกฤษ คนสกอตนั้นจะถูกคนอังกฤษมองแบบเหยียด ๆ ว่าเป็นพวกบ้านนอก Highlander แต่คนสกอตนั้นฉลาดหลักแหลมมาก นักวิทยาศาสตร์และนักฟิสิกส์ระดับโลกในอดีตและปัจจุบันของอังกฤษมาจากสกอตแลนด์เสียส่วนใหญ่ นักการเงินการธนาคารก็เป็นสกอตเกือบทั้งนั้น จะบอกว่าคนสกอตเป็นยิวของอังกฤษก็ว่าได้ เพราะไม่ต่างกับที่อเมริกามียิวนั่งคุมการเงินอยู่ในนิวยอร์ก ธนาคารชาติของอังกฤษ และ HSBC ธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปก็มีคนสกอตก่อตั้งและดูแล

โลกนี้จะไม่เป็นแบบที่เห็น ถ้าไม่มีคนสกอตแลนด์ก็จะไม่มี สมการแม็กซ์เวล สมการเทอร์โมไดนามิกส์ ของเคลวินและแรงคิน เครื่องจักรไอน้ำ ของวัตต์ โทรศัพท์ของเบล โทรทัศน์ ของจอห์น แบร์ด เรดาร์ ของโรเบิร์ด วัตสัน

ทางด้านการเงินการธนาคารแล้วระบบตู้ ATM สำหรับมนุษย์เงินเดือนการเบิกเงินเกินบัญชีแล้วค่อยมาจ่ายสิ้นเดือน การคิดระบบทศนิยมทางการเงิน ธนาคารกลางขนาดใหญ่ของอังกฤษและยุโรปก็ล้วนแต่ฝีมือคนสกอตทั้งนั้น

Related stories