คอลัมน์ โต๊ะกลม คมความคิด สไตล์ Pat Hemasuk “Social Misinformation หรือ Disinformation ยุคสมัยแห่งการบิดเบือน”

AdminSun 13 Sep 2020
0
คอลัมน์ โต๊ะกลม คมความคิด สไตล์ Pat Hemasuk  “Social Misinformation หรือ Disinformation ยุคสมัยแห่งการบิดเบือน”

Social Misinformation หรือ Disinformation ยุคสมัยแห่งการบิดเบือน

 

ผมคิดว่าหลายคนนั้นคงเบื่อกับสภาพของสังคมโลกโซเชียลมีเดียมีทั้งจริงและไม่จริง จะบอกว่าโลกเสมือนจริงที่ใครก็สามารถเป็นอะไรก็ได้บนไซเบอร์โซเชียล รวมถึงโลกกึ่งความจริงในสังคมทุกวันนี้ โดยเฉพาะโลกของ "ทวิตภพ" ทวิตเตอร์ที่ไม่ต้องยืนยันตัวตนที่แท้จริงในสเตตัสเหมือนเฟซบุ๊ก ใครจะเป็นเด็กหญิงในโรงเรียนมัธยมที่แสดงตัวเองว่าแสนจะใสซื่อทั้งที่ชีวิตจริงตัวเองอายุสามสิบกว่ามีสามีแล้วก็ทำได้ ใครจะเคลมตัวเองว่าเป็นชายหนุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ก็ได้ ทั้งที่ตัวเองอายุสี่สิบกว่าแล้วและยังไม่เคยประสบความสำเร็จในชีวิตสักอย่าง ต้องเกาะธุรกิจของครอบครัวกินมาตลอดชีวิตก็มีให้เห็นกันอยู่  เรื่องแบบนี้ไม่ใช่ว่าจะเพิ่งมีในเวลานี้ แต่ผมเห็นว่ามีมานานมากแล้วด้วยตัวเอง ตั้งแต่เริ่มมีโลกเสมือนจริงบนสังคมโซเชียล Bulletin Board System (BBS) เมื่อสามสิบกว่าปีก่อนที่เริ่มมีการพูดคุยกันแบบไม่ต้องเห็นหน้าตาหรือรู้จักกัน ในประเทศไทยนั้นมี soc.culture.thai ไม่ต่างกับชาติอื่นบนโลกไซเบอร์ สังคมของ BBS ก็เริ่มมีการขัดแย้ง ทุ่มเถียงด้วยอารมณ์ และแพร่ข้อมูลเท็จออกมาได้แบบไม่ต้องเปิดหน้าตัวเอง


 

หลายคนคงเคยผ่านตาคำพูดอมตะของ ออสการ์  ไวลด์ (Oscar Wilde) เมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่เขียนไว้ว่า "มนุษย์แสดงตัวตนน้อยที่สุดถ้าต้องพูดแบบแสดงตัว แต่เมื่อไรที่ส่งหน้ากากให้เขา เพื่อปิดบังตัวตนที่แท้จริง ความจริงจะถูกพูดออกมา" Man is least himself when he talks in his own person. Give him a mask, and he will tell you the truth. ซึ่งความจริงที่ถูกพูดออกมานั้น ไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เป็นจริง แต่ ออสการ์ ไวลด์ ต้องการจะสื่อสารว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาและเธอต่างหากที่แสดงออกมา ถ้าพวกเขาไม่ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่พวกเขาพูด นั่นคือ the truth ในความหมายของ ออสการ์ ไวลด์

 

ในสมัยของ ออสการ์ ไวลด์ นั้นก็มีคนที่แสดงความคิดแต่ไม่แสดงตัวกันมานานแล้ว วิธีที่ใช้กันเมื่อร้อยกว่าปีก่อนคือนามปากกาที่ใช้เขียนเพื่อแสดงความคิดเหล่านั้นของตัวเองในสาธารณะ แต่ในสมัยนี้นามปากกาดูเหมือนจะกลายเป็นสิ่งล้าสมัยไปแล้ว คนแสดงความคิดโดยใช้ตัวตนจริงได้ทั่วไปบนโซเชียล แต่สิ่งที่ยังคงความเป็นบุคคลนิรนาม (Anonymous) นั้นยังคงมีอยู่ต่อไปในโลกคู่ขนานที่ไม่ต้องแสดงตัวตน เช่นบนทวิตเตอร์ที่สามารถแสดงความเห็นแบบไร้ข้อจำกัด ทั้งเรื่องจริงและเรื่องเท็จที่โดนแฝงเอาไว้ด้วยเรื่องกึ่งจริงให้น่าเชื่อถือ

 

ความก้าวร้าวที่บางคนกล้าแสดงออกมาบนโซเชียลมีเดีย ทั้งที่ในโลกแห่งความจริงพวกเขาเป็นเพียง "คนไม่สำคัญ" คนหนึ่งในสังคม ที่ไม่กล้าแม้แต่จะมองตาใครเวลาพูดด้วย แต่ด้วยหน้ากากบนใบหน้าที่โซเชียลมีเดียมอบให้กับเขา ตัวตนที่แท้จริงในมุมมืดของจิตใจก็แสดงออกมาได้อย่างอิสระ อยากจะเป็นสาวสวยหนุ่มหล่อ หรือแม้แต่เป็นผู้นำความคิดทางสังคมก็สามารถทำได้ภายใต้เงาของบุคคลนิรนามที่พวกเขาพบช่องทางปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงออกมา

 

การชี้นำให้คนอื่นหรือคนในสังคมเข้าใจผิดบนโซเชียลนั้นสามารถทำได้ภายใต้สังคมเสมือนอีกเช่นกัน ดังนั้นคำว่า Disinformation หรือข้อมูลอันเป็นเท็จก็สามารถทำได้ง่ายขึ้น และสื่อสารได้เร็วขึ้นกว่าในยุคที่ต้องอ่านสื่อสิ่งพิมพ์หรือสังคมโทรศัพท์ที่พูดคุยได้ทีละคนในยุคของเจนเนอเรชั่นก่อนหน้านั้น และสามารถที่จะแพร่ต่อออกไปยังคนอื่นที่หลงเชื่อหรือ Misinformation นับแสนนับล้านคนจากการชี้นำให้เข้าใจผิดนั้น สองคำนี้แตกต่างกันมากในมุมมองของกฎหมายและสังคมในสมัยนี้

Disinformation นั้นผู้แพร่ข่าวสารออกไปรู้ดีว่าข้อมูลนั้นเป็นเท็จ แต่ก็หวังผลที่จะสร้างความเข้าใจผิดให้คนทั่วไปเข้าใจเช่นนั้น ตัวอย่างเช่นการโปรประกันดาในสังคมโลกยุคสงครามเย็นเมื่อหลายสิบปีก่อน ที่ทั้งฝ่ายสังคมนิยมและเสรีนิยมต่างโฆษณาชวนเชื่อให้กับประชาชนของตัวเอง ต่างฝ่ายก็ออกข่าวสารที่เป็นเท็จหรือกึ่งจริงให้อีกฝ่ายนั้นดูเลวร้ายเพื่อหวังผลในหมู่คนในสังคมของตัวเอง ถ้ามองย้อนกลับไปนานกว่านั้นอีกในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2  ทั้งสองฝ่ายต่างสร้างข้อมูลอันเป็นเท็จออกสู่ประชาชนของตัวเองให้เกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อคงไว้ซึ่งสถานะของสงครามก็ว่าได้อีกเช่นกัน

 

แต่ความหมายของ Misinformation นั้นคือการเข้าใจผิด หรือเชื่อในข้อมูลที่ตัวเองมีอยู่ว่าสิ่งนั้นคือสิ่งที่เป็นจริง บางคนก็เชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจในข้อมูลเท็จอันนั้น จะบอกว่า Disinformation ของผู้ที่สร้างขึ้นมาทำให้เกิด Misinformation ในบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่เป็นเป้าหมายก็ได้ เหมือนครั้งหนึ่งที่คนไทยเกลียดและกลัวคอมมิวนิสต์จากโปสเตอร์โฆษณาชวนเชื่อ ที่มีภาพสังคมคอมมิวนิสต์เอาคนไปเทียมแอกไถนาแทนสัตว์ แต่ในสังคมอีกฝั่งเยาวชนสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ Misinformation เข้าใจว่าพวกเขาสามารถที่จะทำลายวัฒนธรรมเก่า หรือสิ่งที่เป็นตัวแทนของวัฒนธรรมเก่า ที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สมควรถูกกำจัดออกไปจากสังคมได้อย่างถูกต้องและถูกกฎหมายในเวลานั้น แต่ในสายตาของคนอีกวัฒนธรรมหนึ่งมองสิ่งนั้นคือสิ่งที่น่ากลัว และไม่อยากให้เกิดขึ้นในสังคมของตัวเอง นั่นคือ Misinformation ที่ความเข้าใจผิดในข้อมูลที่เกิดจาก Disinformation ของรัฐบาลทั้งสองฝั่งที่พยายามแยกประชาชนของสองขั้วประเทศออกจากกัน จนสามารถสนับสนุนสงครามจริงและสงครามเย็นที่ก่อขึ้นมาต่อเนื่องหลายสิบปี ผมคิดว่าถ้าอ่านมาถึงจุดนี้คงเข้าใจถึงความหมายและความแตกต่างของสองคำนี้ออกแล้ว ว่าการรีทวีตหรือแชร์ข้อมูลบนเฟซบุ๊กนั้นสร้างทั้งเรื่องที่ดีและร้ายออกสู่สังคมได้อย่างไรบ้าง หน้ากากที่สวมทับตัวตนในโลกแห่งความเป็นจริงนั้นสามารถปลดปล่อยตัวตนที่แท้จริงในมุมมืดของจิตใจออกมาได้อย่างไรบ้าง

 

แต่สิ่งที่ผมกำลังพูดอยู่นี้ไม่ใช่จะเป็นสิ่งที่เลวร้ายไปเสียทั้งหมด สิ่งดีนั้นก็เกิดขึ้นภายใต้หน้ากากนิรนามด้วยเช่นกัน คนที่มีพื้นฐานไม่เท่าเทียมกันทางสังคมก็สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นให้กันและกันอย่างเท่าเทียมและเสรีกว่าแต่ก่อน ระดับการศึกษา ต้นทุนทางสังคม และวัยที่แตกต่างไม่อาจปิดกั้นการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลให้กันและกันได้อีกต่อไป เพราะคนที่เปิดเผยตัวตนและไม่เปิดเผยตัวตนสามารถมีที่ยืนที่เท่าเทียมกันได้ในโลกเสมือนจริง สิ่งนี้คือสิ่งที่ดีอย่างหนึ่ง และภายใต้หน้ากากของนิรนามนั้นสามารถทำให้กำแพงของสังคมบางอย่างที่ไม่เคยทำลายได้ในประวัติศาสตร์ของสังคมมนุษย์ก็ถูกทำลายลง และทำให้ทุกคนสามารถมีต้นทุนหรือสร้างต้นทุนเพิ่มทางสังคมได้ตามที่ตัวเองต้องการ

 

แต่จริยธรรมทางสังคมของโลกโซเชียล (social ethics) นั้นมีการถามหามานานแล้วตั้งแต่มนุษย์รู้จักที่จะสื่อสารกันในวงกว้างเมื่อกว่าสามสิบปีก่อน มนุษย์นั้นรู้จักคำว่า Misinformation มาก่อนที่จะบัญญัติคำว่า Disinformation จากการใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คเป็นสื่อแบบใหม่ที่ทรงประสิทธิภาพกับกลุ่มคนเสพข่าวสารที่ใหญ่และกว้างกว่า ถ้าโลกในความเป็นจริงมีกฎหมาย โลกเสมือนก็ควรมีกฎเกณฑ์ด้วยเช่นกัน และควรเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้ได้ในทุกสังคมอีกด้วย ดังนั้นโลกของหน้ากากที่ซ่อนตัวตนนั้นต้องอยู่ในกฎเกณฑ์อันนี้ด้วย ถ้าความเท่าเทียมกันของพื้นที่ยืนในโลกของโซเชียลที่ให้โอกาสทุกคนมีอยู่จริง กฎเกณฑ์ที่บังคับใช้ก็ควรจะเท่ากันทั้งคนที่ใส่หน้ากากและไม่มีหน้ากาก โดยเฉพาะสาระของสิ่งที่สื่อออกมานั้นมีคุณธรรมทางสังคม (Social morality) อยู่ในตัวเองหรือไม่ อีกทั้งเรื่องของการล่วงละเมิดคุกคามผู้อื่น (Harassment) และข่าวสารที่หลอกลวง (Disinformation)

Related stories