พระราชาผู้เยียวยาความเหลื่อมล้ำ โดย กังสดาล

AdminSun 13 Sep 2020
0
พระราชาผู้เยียวยาความเหลื่อมล้ำ โดย กังสดาล


“ความเหลื่อมล้ำ” คำ ๆ นี้มักถูกใช้เป็นประเด็นในการเปลี่ยนแปลงสังคม การเมืองและระบบการปกครองมาตลอด
เพราะคนที่นำคำนี้มาใช้มองเห็นช่องว่างระหว่างความรวย ความยากจน และสถานะของชนชั้นว่ามันสะกิดและได้ใจผู้คนส่วนใหญ่ และมันง่ายมากที่จะชักจูงคนเหล่านั้นให้เห็นด้วยเสมอว่าจะต้องลดความเหลื่อมล้ำเหล่านั้น

มองตามความเป็นจริง
ก็ยังไม่เคยเห็นนักการเมืองหรือนักปกครองสักกี่คนที่ตั้งใจจะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมจริง ๆ
นอกจากใช้คำ ๆ นี้เพื่อเรียกคะแนนเสียงเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจกันทั้งนั้น

ลองดูสิ
เปลี่ยนแปลงการปกครองมา 88 ปีแล้ว
มีรัฐบาลไหนบ้างที่สามารถแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ความยากจนให้ดีขึ้นได้แบบเห็นเป็นรูปธรรม
นอกจากประหัตประหารกันแทบเป็นแทบตายเพื่อให้ได้เป็นรัฐบาล ทำอย่างไรก็ได้ให้เข้ามามีอำนาจเพื่อแสวงหาผลประโยชน์กันทั้งนั้น การคอร์รัปชันไม่เคยลดลง ความเหลื่อมล้ำยังคงมีอยู่เหมือนเดิม

ลองดูไปรอบ ๆ ตัวสิ
มีตรงไหนของประเทศบ้างที่ไม่มีความเหลื่อมล้ำ
ข้าง ๆ ตึกระฟ้าหรูหรา มีตึกแถวเรียงอัดกัน บางที่ก็มีสลัมอยู่รายรอบ
บางคนทำงานบนตึกหรูนั้น บางคนขายส้มตำรถเข็นอยู่ในซอยข้าง ๆ
บางคนแต่งสูทใส่เสื้อนอกไปทำงาน ในขณะที่บางคนใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ ออกไปขายของข้างถนน
บางคนเสื้อผ้าเหม็นคลุ้งไปด้วยกลิ่นขยะที่เขาเก็บใส่รถตั้งแต่เช้ายันค่ำ
นอกเมืองไปอีกหน่อยมีทั้งหมู่บ้านหรูหราหลังละหลายสิบล้านบาท บางหลังน่าจะมีมูลค่าสูงถึงร้อยล้าน
แต่บริเวณใกล้เคียงกันก็ยังมีบ้านไม้เก่าแก่ บางหลังผุพังเพราะเจ้าของไม่มีปัญญาจะซ่อม

ถามว่าภาพที่เห็นมีแต่ที่ประเทศไทยหรือไม่
ก็ไม่ใช่อีก

ที่ไหน ๆ ในโลกก็เห็นภาพแบบนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าจะที่อเมริกา อังกฤษ ฮ่องกง สวีเดน เวียดนาม จีน แอฟริกาใต้ บราซิล ฯลฯ
ถ้าเช่นนั้นเราไม่ต้องลดความเหลื่อมล้ำเหล่านี้หรือ คนรุ่นใหม่อาจจะตั้งคำถามนี้
ก็ไม่ใช่แน่นอน

แต่การแก้ความเหลื่อมล้ำเราต้องมองดูมันด้วยใจที่เป็นธรรมและเป็นกลางด้วยใช่หรือไม่
คนเราเกิดมาด้วยต้นทุนที่ไม่เท่ากัน มันไม่ใช่ความผิดของใคร
ไม่ใช่ความผิดของคนรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย หรือบรรพบุรุษก่อนหน้านั้น
คนเรามีสติปัญญาไม่เท่ากันใช่หรือไม่ มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานไม่เท่ากันใช่หรือไม่
แต่ละคนมีความขยันหมั่นเพียร ความอดทน ความพยายามไม่เท่ากันใช่หรือไม่
และสัจธรรมที่เห็น ๆ คือคนเราเลือกเกิดไม่ได้ ไม่ว่าจะคนไทย ฝรั่งมังค่า แขกอินเดีย คนผิวดำ หรือชนชาติใด ๆ ก็ตาม
แต่คนเราเลือกที่จะใช้ชีวิตได้เสมอ และ >#เราสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้ด้วยตัวของเราเอง

ตั้งแต่เกิดและเติบโตมาในครอบครัวคนจีนที่อพยพมาพร้อมกับเสื่อผืนหมอนใบ ก็ยังไม่เคยเห็นนักการเมืองหรือข้าราชการคนไหนพยายามลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเท่ากับพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เลย
ท่านเลือกเกิดได้ไหม ก็ไม่ได้
ท่านเกิดมาสูงศักดิ์ มีนักการเมืองที่ล้มล้างราชบัลลังก์ของบรรพบุรุษท่านอัญเชิญกลับมาเป็นหุ่นเชิด
กลั่นแกล้งท่านสารพัด กดดันท่านทุกวิถีทางเพื่อให้เก้าอี้ของตัวเองมั่นคง
แต่ท่านไม่เคยสนใจการเมืองและบุคคลเหล่านั้นเลย
ท่านไม่เคยสนใจว่าการเมืองจะปฎิบัติต่อท่านและครอบครัวอย่างไร
ไม่เคยเห็นว่าสิ่งเหล่านั้นคือความทุกข์ของท่าน
กลับมองเห็นปัญหาความทุกข์ยากและความเหลื่อมล้ำของราษฎรต่างหากที่ต้องแก้ไขด้วยตัวของท่านเอง
ท่านเสด็จฯ ทุกที่ ไม่ว่าจะทุรกันดารขนาดไหน เข้าถึงยากเพียงไร
แผนที่แผ่นใหญ่ ๆ ที่ติดมือท่านตลอดเวลาคือ Google Map ที่นำท่านไปถึงรากหญ้าอย่างแท้จริง
ตรงไหนมีปัญหาอะไร ที่ไหนขาดแคลนน้ำ ขาดแคลนถนน ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง
ท่านนำข้าราชการและนักการเมืองไปด้วยทุกที่และทุกครั้ง

เพื่ออะไร

ก็เพื่อกระตุ้นให้บุคคลเหล่านั้นได้เห็นปัญหาที่ราษฎรมี และจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านั้นเสีย
นำถนนเข้าไป นำไฟฟ้า น้ำประปาเข้าไป นำอาชีพ นำชลประทานเข้าไป
ตรงไหนมีปัญหาหน้าแล้งไม่มีน้ำ หน้าฝนน้ำท่วมไร่นาเสียหายก็ต้องสร้างเขื่อน
พื้นที่ใดปลูกฝิ่น ปลูกสารตั้งต้นยาเสพติดก็แนะนำให้ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและไม่ผิดกฎหมายแทน

พระเจ้าอยู่หัวไม่ได้มีหน้าที่ที่จะต้องบุกป่าฝ่าดงในถิ่นทุรกันดารเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้ มันควรเป็นหน้าที่ของนักการเมืองและผู้ปกครองที่มีอำนาจใช่หรือไม่
ท่านไม่ต้องการคะแนนเสียงชั่วครั้งชั่วคราวเหมือนนักการเมือง เหตุใดต้องออกไปลำบากตรากตรำด้วย

นักการเมืองเวลาหาเสียงยกมือไหว้ได้แม้กระทั่งหมา
ส.ส.ไปให้เห็นหน้าแค่งานศพ งานแต่ง งานทำบุญขึ้นบ้านใหม่เท่านั้น
พอได้รับเลือกตั้งแล้วอย่าว่าแต่มาให้เห็นหน้าเลย บุกไปถึงที่ทำการพรรคบางคนยังไม่ออกมาพบด้วยซ้ำ

นักการเมืองสร้างวาทกรรมลดความเหลื่อมล้ำบนเวทีหาเสียง
แต่พระเจ้าแผ่นดินไม่เคยขึ้นเวทีใด ๆ
พระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม”นั้น
หมายถึงท่านไม่ปกครอง แต่จะครองคือการรักษาสถานะเจ้าแผ่นดินด้วยทศพิธราชธรรม

แต่อีกนัยหนึ่ง
อาจจะกล่าวได้ว่าทรงครองแผ่นดินโดยการ “ทำ”
คือลงมือทำ ไม่ยุ่งเกี่ยวการเมือง แก้ไขความทุกข์ยากของราษฎร โดยไม่ต้องสร้างวาทกรรมใด ๆ

คนรุ่นใหม่ที่เรียกร้องเสรีภาพและลดความเหลื่อมล้ำ กลับไปตรึกตรองเอาเองเถิด ว่าจะเลือกเชื่อกลุ่มบุคคลที่เป็นนักวิชาการล้มเจ้า หรือนักการเมืองบางคน
ที่ตลอดชีวิตไม่เคยทำอะไรที่ลดความเหลื่อมล้ำที่ว่านั้นเลย วัน ๆ ดีแต่หาเรื่องใส่ร้ายป้ายสีสถาบัน วัน ๆ ได้แต่สร้างข่าวลวง ข่าวปลอม ปลุกปั่นให้เกิดความเชื่อตามอคติที่ตัวเองมี
กับผู้ที่ตลอดเวลา 70 ปีที่ครองราชย์ ไม่เคยหยุดดูแลทุกข์สุขประชาชนเลย
ไม่เคยออกความเห็นทางการเมือง ไม่เคยตำหนิติเตียนกล่าวให้ร้ายใคร
คนที่เลือกเกิดเองไม่ได้เหมือนเราทุก ๆ คน แต่เลือกที่จะ >#ลงมือแก้ไขความเหลื่อมล้ำด้วยการลงมือทำจริง

ถ้าอยากจะแก้ความเหลื่อมล้ำจงแก้ที่ตัวคุณเองก่อน ลงมือทำด้วยตัวเองก่อน
เพราะไม่มีนักการเมืองคนไหนแก้ให้คุณได้จริง ๆ หรอก เขาก็แค่จี้จุดอ่อนในสังคมที่มีมานานเพื่อขอคะแนนเท่านั้น เขาก็แค่หาคุณมาเป็นพวกเพื่อล้มล้างสิ่งที่ขัดหูขัดตาเขาเท่านั้น

เชื่อหรือว่าถ้าไม่มีสถาบันกษัตริย์แล้วโลกนี้จะไม่มีความเหลื่อมล้ำจริง ๆ
แล้วทำไมประเทศที่ไม่มีกษัตริย์ยังมีชนชั้นที่รุนแรงกว่าประเทศไทย อย่างอินเดียอยู่เล่า
ทำไมคนผิวดำ ผิวเหลือง คนมุสลิมในอเมริกา ในฝรั่งเศส ในอังกฤษก็ยังถูกมองเป็นทาสและเป็นประชาชนชั้นสองชั้นสามอยู่ไม่เปลี่ยน
ทำไมนักการเมืองที่พร่ำสำรอกมาตลอด 88 ปี ว่าจะทำโน่นทำนี่เพื่อความเท่าเทียมยังคงรวยอยู่เหมือนเดิม หรือยิ่งกว่าเดิม ในขณะที่คนส่วนใหญ่ยังยากจนอยู่เหมือนเดิม หรือยากจนยิ่งกว่าเดิม

ถ้านักการเมืองสามารถลดความเหลื่อมล้ำได้จริงอย่างที่พูดเช่นนั้น โลกใบนี้คงเท่าเทียมกันหมดไปตั้งนานแล้ว ทำไมป่านนี้ยังปลดแอกที่อยู่บนบ่าไม่ลงสักที
เพราะพวกเขาไม่เคยลงไปแก้ปัญหานี้อย่างจริง ๆ จัง ๆ เหมือนในหลวงเคยทำน่ะสิ และเพราะเขาก็รู้อยู่เต็มอกนั่นแหละว่ามันทำไม่ได้

เพราะความจริงคือ
คนเราเกิดมา สติปัญญา ความรับผิดชอบ การรู้หน้าที่ ความขยันหมั่นเพียรนั้นมีไม่เท่ากัน
มันย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้คนมีความเท่าเทียมกันทางฐานะได้
แต่พระเจ้าแผ่นดินทรงรู้ว่าสามารถลดความไม่เท่าเทียมได้ด้วยการหยิบยื่นโอกาสให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ด้วยการยื่นเบ็ดให้ราษฎรตกปลา สอนวิธีตกปลาให้ ไม่ใช่ยื่นแต่ปลาซึ่งเป็นวิธีการที่ไม่ยั่งยืนให้

คุณเองก็เถอะ
ถ้าอยู่บ้านยังไม่ช่วยเหลือครอบครัวทำงานบ้าน ยังไม่ช่วยแม่ล้างจาน
ยังมัวแต่ไปเที่ยวห้าง เล่นเกม ดูซีรีส์ แชตไลน์ ปั่นทวิตเตอร์ ส่องเฟซบุ๊ก ดูดาราเกาหลี ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ วัน ๆ เที่ยวไปบูลลี่คนเห็นต่าง บอยคอตสินค้านั่นสินค้านี่
อย่าว่าแต่จะเปลี่ยนแปลงสังคมและความเหลื่อมล้ำ ความไม่เท่าเทียมเลย
อย่าว่าแต่จะปลดแอกเลย
ตัวคุณเองก็จะเอาตัวไม่รอด
และมันก็จะจบลงที่ตัวคุณเอง
ไม่ได้จบที่รุ่นคุณหรอก

*****************************************************
ติดตามบทความโดย กังสดาล ได้ทุกวันเสาร์
และย้อนอ่านบทความก่อน ๆ ได้ที่ roundtablethailand.com

>#roundtablethailand
>#ความเหลื่อมล้ำ
>#ความเท่าเทียม
>#ปลดแอก

Related stories