103 ปีของธงไตรรงค์..ธงชาติไทย โดย Pat Hemasuk

AdminSat 10 Oct 2020
0
103 ปีของธงไตรรงค์..ธงชาติไทย โดย Pat Hemasuk


28 กันยายน 2460 คือวันที่ที่ประเทศสยามมีธงชาติแบบที่เห็นกันจนคุ้นตา ปีนี้เป็นปีที่ 103 ที่เรามีธงชาติสามสีอย่างที่เห็นกันทุกวันนี้แทนธงช้างในพื้นแดงที่ใช้กันมาแต่ก่อน แต่งานฉลองครบรอบ 100 ปีนั้นไม่ใหญ่นัก เพราะว่าประเทศไทยยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์และใกล้วันออกพระเมรุมาศ จึงมีเพียงแคมเปญสั้น ๆ 100 ปีธงชาติไทย ออกอากาศตามสื่อต่าง ๆ เท่านั้น

ธงชาตินั้นคือสิ่งที่บอกทั้ง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของประเทศนั้น ๆ เป็นสิ่งที่แทนตัวตนของประชาชนทั้งประเทศ อย่างเช่นพระจันทร์เสี้ยวและดาวของธงชาติประเทศมุสลิมนั้นคือ ن อักษรนูนซึ่งย่อมาจาก نورالله " อ่านว่า นูรุลลอฮ์ แปลว่า รัศมีของอัลลอฮ์ ค้อนเคียวของประเทศคอมมิวนิสต์และสังคมนิยมนั้นเป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมชีพ สีน้ำเงินหรือเหลืองของธงชาติในหลายประเทศนั้นจะใช้แทนพระมหากษัตริย์ หลายประเทศใช้จำนวนของดวงดาวคือตัวแทนของรัฐต่างๆ เช่นสหรัฐอเมริกา หรือแม้แต่การเอาธงของแคว้นต่าง ๆ เข้ามาร่วมกันเป็นธงชาติอย่างของอังกฤษที่เอาธงเซนต์แอนดรูว์ของสกอตแลนด์ ธงเซนต์จอร์จ ของอิงแลนด์ และธงเซนต์แพททริกของไอร์แลนด์ มารวมกันในผืนเดียวกันเป็นธงยูเนียนแจ็ก บอกถึงการที่สามเชื้อชาติร่วมเป็นเครือจักรภพในยุคเริ่มต้น ดังนั้นการที่ชาติใดชาติหนึ่งมีธงชาติที่ใช้มานานนั้นจะบอกถึงตัวตนและอดีตของประเทศนั้นแฝงอยู่ในธงชาติเสมอ

แม้แต่ประเทศที่ลิเบอรัลจัดอย่างฝรั่งเศสหรือประเทศเสรีสุดขีดอย่างอเมริกา ต่างก็ให้ความสำคัญของธงชาติเสมอ เมื่อไรที่เห็นธงอยู่ก็หมายความว่าพวกเขายังมีพื้นที่นั้นอยู่ ทันทีที่เพลงชาติบรรเลงขึ้นมาทุกคนจะหยุดยืนเคารพเพลงและธงชาติของตัวเอง ส่วนมากจะใช้วิธีเอามือขวาวางทาบกับหัวใจที่อกด้านซ้าย บอกถึงความรักและเคารพในสิ่งที่เป็นตัวแทนของประเทศ และบรรพชนในอดีตที่ก่อสร้างประเทศจนมีที่อยู่ที่อาศัยของพวกเขา เราจะเห็นสิ่งนี้เป็นประจำในการแข่งอเมริกันฟุตบอลหรือเบสบอลนัดสำคัญ แม้การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกก็ให้ความสำคัญแก่ธงชาติที่ถือนำกองทัพนักกีฬา และมีการบรรเลงเพลงชาติพร้อมกับเชิญธงชาติเพื่อเป็นเกียรติแก่ชาติที่ชนะการแข่งขัน

สิ่งที่ผมพูดคือเรื่องที่คนปกติทั่วไปทั่วโลกเขาคิดและทำกันกับธงชาติและเพลงชาติของเขานะครับ แต่ไม่ได้พูดถึงแนวคิดที่จะลดบทบาทของเพลงชาติและธงชาติของคนบางกลุ่มที่เห็นกันในเวลานี้ เราเองก็มีประวัติที่ยาวนานถึงการใช้ธงชาติของเราแสดงตัวตนเมื่อครั้งที่ไทยเรายังใช้ธงสีแดงเป็นธงชาติแสดงตัวตนของเราอยู่ เรือค้าขายจากกรุงสยามไปที่ไหนก็ใช้ธงสีแดงตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาเมื่อการค้าขายเริ่มมีมากขึ้น สยามก็ต้องแสดงตัวตนให้แตกต่างกับประเทศเพื่อนบ้านบางประเทศที่ใช้ธงแดงเหมือนกัน เช่นเรื่องมาลายูและชวาก็ใช้ธงแดงเช่นกัน ทำให้เมืองท่าที่แลกเปลี่ยนสินค้าขนาดใหญ่ที่สุดในย่านนี้คือสิงคโปร์เริ่มสับสนว่าเรือลำไหนเป็นของสยาม

ในสมัยรัชกาลที่ 2 พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงให้มีรูปช้างเผือกและกงจักรสีขาวลงในผืนธงพื้นแดงด้วยเพื่อแยกสยามออกมาจากจากความสับสนจากเรือค้าขายลำอื่น เพราะเป็นช่วงที่สยามมีช้างเผือกในรัชกาลมากมายหลายช้าง ซึ่งธงช้างนั้นใช้กับเรือสินค้าหลวง แต่กับเรือค้าขายทั่วไปยังใช้ธงแดงตามความคุ้นเคยแบบเดิม หรืออาจจะมองอีกแง่มุมหนึ่งที่ช้างเผือกและกงจักรนั้นเป็นของสูงในราชสำนัก ประชาชนทั่วไปหรือเรื่องค้าขายธรรมดาของหัวเมืองยังใช้ธงแดงอยู่ แต่ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นธงช้างตามอย่างสำเภาหลวงในระยะเวลาต่อมา เพียงแต่เอากงจักรออกเหลือแต่ช้างบนพื้นแดงอย่างเดียว

ในสมัยที่ประเทศไทยมีการส่งทูตออกไปยุโรปในครั้งต่าง ๆ ก็มีการใช้ธงช้างเป็นธงชาติ ในปี 2400 รถม้าที่ทางการอังกฤษจัดมารับราชทูตไปเข้าเฝ้าควีนวิกตอเรียก็มีธงช้างสีแดงที่ด้านข้างของรถม้าด้วย แม้แต่ที่ฝรั่งเศสอีก 10 ปีต่อมาก็มีธงช้างเต็มงานแสดงสินค้านานาชาติ นับว่าเป็นช่วงแรกที่คนยุโรปเห็นธงชาติสยามของจริง ๆ ที่แตกต่างกับธงแดงอย่างเดียวในเรือค้าขายที่ใช้มาเป็นร้อยปีตั้งแต่ครั้งกรุงเก่า และต่อมาธงรูปสัตว์ก็ได้มีการใช้เพิ่มอีกหลายประเทศ เช่นธงมังกรของจีนหรือธงนกยูงของพม่า

ประเทศไทยมีการพัฒนาธงช้างในพื้นแดงอีกครั้งในรัชกาลที่ 4 โดยเอาจักรออกไปเพื่อให้เรือสยามทุกลำใช้ธงช้างตามอย่างเรือหลวงได้ เพราะจักรนั้นเป็นของพระมหากษัตริย์ ทำให้ตั้งแต่นั้นธงช้างก็สามารถใช้ได้กับทุกที่และเรือค้าขายทุกลำของสยามจะเป็นธงช้างทั้งหมด แต่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งเกิดขึ้นในรัชการลที่ 6 ทรงให้ช้างยืนบนแท่นหันหน้าออกจากเสาธงและทรงเครื่องคชาภรณ์ช้างต้นครบถ้วน ทำให้ธงช้างดูดีขึ้นมากว่าเดิมที่เป็นช้างเผือกธรรมดา

ต่อมาช้างที่ทรงเครื่องยืนแท่นนั้นยังคงใช้แต่เรือหลวงและเรือรบ แต่เรือสินค้าเอกชนธรรมดายังใช้ธงแดงแถบริ้วขาวสลับกันที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งดูแล้วเริ่มใกล้เคียงกับธงชาติปัจจุบันเข้าไปทุกที และในที่สุดแถบแดงที่อยู่ตรงกลางนั้นก็มีการเพิ่มแถบน้ำเงินเข้าไปจนกลายเป็นธงไตรรงค์อย่างที่เห็นกันอย่างทุกวันนี้ แต่ก่อนหน้านั้นมีเหตุที่เปลี่ยนธงช้างเป็นธงแถบริ้วขาวแดงมาก่อนที่จะเติมแถบน้ำเงิน ก็คือเมื่อเสด็จฯ ไปเมืองอุทัยธานีและพบว่ามีการติดธงชาติผิดเอาช้างพลิกหงายท้อง ทำให้ทรงมีความคิดว่าจะใช้ธงแถบริ้วที่ไม่ว่าจะชักธงขึ้นอย่างไรก็ไม่มีการพลิกผิดด้านเหมือนธงช้าง นั่นคือสิ่งที่ทำให้เกิดธงริ้วขาวแดงสลับกันขึ้นมา และเมื่อพระราชบัญญัติเรื่องธงชาติแถบริ้วขาวแดงออกมาได้ไม่ถึงหนึ่งปี ก็ทรงดำริที่จะเพิ่มแถบน้ำเงินเข้าไปในปี 2460 จนกลายเป็นธงไตรรงค์ที่เราเห็นในทุกวันนี้

ธงไตรรงค์แบบใหม่นั้นได้ออกไปอวดสายตาชาวโลกอีกครั้งเมื่อสงครามโลกยุติลง มีการเชิญธงชัยเฉลิมพลพระราชทานสวนสนามผ่านประตูชัยกรุงปารีส นั่นคือจุดเริ่มของธงแบบใหม่ที่คนทั้งโลกได้เห็น จนแม้ภายหลังที่มีผู้เสนอจะเอาธงช้างกลับมาใช้อีกครั้งก็ไม่ได้รับการสนับสนุนแต่อย่างไร แม้แต่ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 ธงไตรรงค์ก็ถูกชักขึ้นแทนธงมหาราชเหนือยอดโดมพระที่นั่งอนันตสมาคม ที่ถือว่าเป็นสถานที่บัญชาการของคณะราษฎร

จะว่าไปแล้วการที่ธงชาติไทยมีสามสีที่เหมือนกับการใช้สีของธงชาติฝ่ายสัมพันธมิตรตะวันตกในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นถือว่าเป็นการกลมกลืนและมองแล้วเป็นกลุ่มประเทศฝ่ายเดียวกันอย่างหนึ่งคือสีของธงนั้นมีสีแดง ขาว น้ำเงิน เหมือนอังกฤษ สหรัฐฯ และฝรั่งเศส ที่เป็นกลุ่มเดียวกันในสงคราม และต่อมาก็มีการนำเอาธรรมเนียมปฎิบัติเดียวกันในการเคารพธงชาติเข้ามาจากตะวันตกในยุค "ไทยศิวิลัย" ที่มีการเปลี่ยนการแต่งตัวของประชาชนให้ทันสมัยขึ้นไม่ต่างกับที่ญี่ปุ่นเคยทำมาก่อนหน้านั้นแล้ว มีการเปลี่ยนชื่อประเทศจากประเทศสยามเป็นประเทศไทย พร้อมกับมีการโปรปะกันดารักเมืองไทยชูชาติไทยในอีกหลายเรื่องเพื่อเป็นการล้มอำนาจเก่าสร้างอำนาจใหม่แบบเด็ดขาด ธงชาติก็เริ่มมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น เช่นการเชิญธงขึ้นลงในแต่ละวัน และกำหนดวิธีการเคารพธงชาติขึ้นมาเหมือนกับชาติตะวันตกอื่น ๆ ที่ทำในเวลานั้น

นั่นคือร้อยสามปีที่ผ่านมาของธงไตรรงค์ที่เคยโบกสะบัดตั้งแต่กองทัพไทยเดินผ่านประตูชัยที่ปารีสในการใช้งานในปีแรกจนถึงยุคปัจจุบันนี้ เส้นทางอันยาวไกลของธงไตรรงค์นั้นคงเดินต่อไปเรื่อย ๆ เพื่อแทนคำว่า ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บนผืนผ้าเหนือยอดเสาบนแผ่นดินไทย

Related stories