วิกฤตการณ์อินเดียและปากีสถาน สงครามที่โลกลืม

AdminSat 17 Oct 2020
0
วิกฤตการณ์อินเดียและปากีสถาน สงครามที่โลกลืม


ประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามเย็นที่เกือบมีสงครามจริงในยุคสงครามเย็นนั้นหลายคนคงรู้จักวิกฤตการณ์ขีปนาวุธคิวบา (Cuban Missile Crisis) มากกว่าที่อื่น เวลานั้นสหรัฐฯ เอาขีปนาวุธนิวเคลียร์เข้าไปจ่อประเทศรัสเซียที่ตุรกี และรัสเซียพยายามเอานิวเคลียร์เข้าไปจ่อสหรัฐฯ ที่คิวบา แล้วเกิดเหตุการณ์เกือบจะถล่มกันจริง ๆ โดยกองเรือสหรัฐฯ ในสมัยของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี และ นีกีตา ครุชชอฟ แต่วันนี้ผมอยากเล่าเรื่องเก่าอีกเรื่องให้ฟังกันครับ เรื่องนี้เกือบมีการดวลอาวุธกับระหว่าง รัสเซีย อเมริกา อังกฤษ หลายคนอาจจะยังเกิดไม่ทัน หรือทันก็ยังเป็นเด็กอยู่ ไม่สนใจเรื่องต่างประเทศมากนัก

สิ่งที่ผมจะเล่าคือเกมแทรกแซงทางการทหารของ แองโกล-อเมริกัน ในยุคสงครามเย็นในย่านอ่าวอาระเบียนั้นมีมานานแล้ว วันนี้ผมเห็นคลิปเรื่องเก่าเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับสงคราม อินเดีย-ปากีสถาน เลยอยากจะเล่าเรื่องที่เกือบจะมีการดวลอาวุธระหว่างกองเรือที่ 7 ของอเมริกาที่ร่วมกับกองเรือเมดิเตอร์เรเนียนของอังกฤษ กับกองเรืออาวุธนิวเคลียร์ของรัสเซียที่บริเวณน่านน้ำของประเทศอินเดียที่คนส่วนมากยังไม่รู้ และเหตุการณ์อยู่ใกล้บ้านเรามากซึ่งถ้าเกิดวิกฤติขึ้นมาแน่นอนว่าไทยคงโดนดึงเข้าร่วมสงครามโดยทางอ้อมไปด้วย เพราะเวลานั้นสหรัฐฯ ยังมีอิทธิพลในประเทศไทยและยังมีฐานทัพของสหรัฐฯ ในประเทศไทยอยู่เต็มไปหมด และยังมีทหารอเมริกันในประเทศไทยเข้าออกอยู่หลักแสนคน ซึ่งคนสมัยนี้คงนึกภาพของทหารต่างชาติในประเทศไทยไม่ออกเวลานั้นประเทศไทยอยู่ในสภาพอย่างไร

ในเดือนธันวาคมปี 1971 สงครามระหว่างอินเดียและปากีสถานได้เริ่มขึ้น เรื่องนี้เกิดจากอินเดียต้องการเข้าไปปลดปล่อยบังคลาเทศจากการแทรกแซงของปากีสถาน จนเกิดสงครามกลางเมืองย่อย ๆ  และกลายเป็นอินเดียต้องรบกับปากีสถานในอีกฝั่งหนึ่งทางตะวันตกแทนที่จะรบแต่ในพื้นที่ตะวันออกของบังคลาเทศ การที่อินเดียรบกับปากีสถานนั้นมันเหมือนมวยคนละรุ่นชกกัน ปากีสถานนั้นเสียเปรียบทั้งกำลังพลและอาวุธ กองกำลังยานเกราะของอินเดียรุกเข้าไปในดินแดนของปากีสถานทางด้านตะวันออก และปากีสถานตอบโต้กลับด้วยกำลังทางอากาศรุกเข้าไปถึงในดินแดนของอินเดีย กองกำลังปากีสถานฝั่งตะวันตกของอินเดียกำลังพ่ายแพ้ต่อความแข็งแกร่งของกองทัพอินเดียจากจำนวนทหารและการถล่มทางอากาศโต้กลับในระดับที่หนักกว่า 

เวลานั้นดูแล้วเหมือนการซ้อมรบของกองเรือรัสเซียโดยใช้เรือศัตรูตัวจริงในซ้อมรบ แต่ปฎิบัติการนั้นกลับช่วยให้อินเดียรอดตัวจากการปะทะโดยตรงจากกองเรือของ อังกฤษ-อเมริกา และอินเดียสามารถใช้กำลังทหารเข้าไปแก้ปัญหาภายในปลดปล่อยบังคลาเทศ (Bangladesh Liberation War) จากกองกำลังของปากีสถานจนสำเร็จ โดยที่ไม่มีแรงกดดันจากมหาอำนาจภายนอกเข้ามาช่วยเหลือในสงครามแต่อย่างไร

ในการพูดคุยครั้งนั้น ปธน.นิกสัน ถึงกับเรียก นางอินทิรา คานธี นายกรัฐมนตรีอินเดียวว่าอีดอก (bitch) และเตือนไปยังอินเดียว่าอินเดียจะประสบกับเคราะห์กรรมอะไรบ้างในสงครามครั้งนี้ ปธน.นิกสัน ได้สั่งให้กองเรือบรรทุกเครื่องบินเข้าไปในทะเลด้านตะวันออกของอินเดีย พร้อมกันกับกองเรือบรรทุกเครื่องบินของอังกฤษที่ตกลงว่าจะปิดล้อมอินเดียในเวลาเดียวกัน ในเวลานั้น ปธน.นิกสัน ได้ร้องขอให้ประเทศพันธมิตรต่าง ๆ ส่งกำลังทหารเข้าไปช่วยปากีสถานในสงครามกับอินเดีย กลุ่มประเทศย่านทะเลอาระเบียนหลายประเทศก็รีบออกมาช่วยกันตามคำขอของอเมริกาเช่น จอร์แดนส่งเครื่องบินรบ 4 ลำ ให้ปากีสถาน และเตรียมพร้อมอีก 22 ลำที่พร้อมรบร่วมในสงครามครั้งนี้  ซาอุดีอาระเบียและตุรกีส่งเครื่องบิน 5 ลำ ฝรั่งเศสเสนอขายเครื่องบินรบพร้อมอาวุธให้ปากีสถานแบบไม่อั้น  สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ส่งเครื่องบินขับไล่ครึ่งกองบิน  อินโดนีเซียส่งเรือรบหนึ่งลำเข้าร่วมในสงครามกับกองเรือของปากีสถานเพื่อต่อต้านอินเดีย

ยุทธวิธีทางการทหารและการข่าวของอินเดียนั้นไม่ใช่ดูถูกได้เลย  หน่วยข่าวกรองของอินเดียได้จับข้อความสั่งการของอเมริกาเกี่ยวกับการออกคำสั่งให้กองเรือที่ 7 มุ่งหน้ามาในเขตพื้นที่สงคราม ซึ่งเวลานั้นสงครามเวียดนามยังไม่จบ กองเรือของอเมริกายังลอยลำอยู่ที่ชายฝั่งเวียดนาม เรือบรรทุกเครื่องบินพลังงานนิวเคลียร์ของอเมริกาเมื่อได้รับคำสั่งก็มุ่งหน้ามาอินเดียในทันที  กองทัพเรือของอินเดียก็ได้รับคำสั่งเตรียมพร้อมเต็มอัตราศึก และได้สั่งการให้เรือบรรทุกเครื่องบิน วีกรานต์ (INS Vikran)  เข้าสกัดกองเรือที่ 7 ของอเมริกาทันที

แต่ในสงครามครั้งนั้นประเทศจีนไม่ได้สนับสนุนปากีสถาน  เพราะเกิดจากการดำเนินการล็อบบี้ทางการทูตกับจีนที่แสนชาญฉลาดของนายพลห้าดาว แซม บาฮาดูร์ ผู้เป็นฟิลด์มาร์แชลในตำนานของอินเดีย  ถึงแม้นายพลบาฮาดูร์ จะโดนแรงกดดันให้เปิดเกมรุกเร็ว ๆ จากนางอินทิรา คานธี ตามประสาผู้หญิงใจร้อน แต่ท่านนายพลกลับใจเย็นรอให้เข้าหน้าหนาวแบบสุด ๆ เสียก่อนที่จะประกาศศึกใหญ่กับปากีสถาน  เพราะว่าเมื่อหนาวเต็มที่จะมีหิมะตกหนักลงมาบล็อกเส้นทางระหว่างจีนกับอินเดียและจีนกับปากีสถานจนยกกำลังเข้ามาไม่ได้  เพราะอินเดียก็ไม่ใว้ใจจีนว่าจะอยู่นิ่ง ๆ ตามคำขอได้นานแค่ไหน


แต่ศึกครั้งนั้นสหภาพโซเวียตสนับสนุนอินเดียเต็มที่ รัสเซียส่งจดหมายเตือนถึงเหล่าประเทศที่สนับสนุนปากีสถานและต่อต้านอินเดีย เช่น ตุรกีและอิหร่าน ถึงการเข้ามาของรัสเซีย ทำให้จีนตกลงใจที่จะไม่ยุ่งกับสงครามครั้งนี้แบบเด็ดขาด  เพราะว่าเมื่อไรที่จีนเข้ามายุ่งกับสงครามครั้งนี้ จีนจะโดนรัสเซียบุกซินเจียงตามที่รัสเซียขู่เอาไว้ทันที หน่วยข่าวกรองของโซเวียตได้ดักฟังข้อความถึงการเข้ามาของเรือบรรทุกเครื่องบินอีเกิ้ลของอังกฤษ (HMS Egle) จนใกล้อาณาเขตน่านน้ำของอินเดีย  ทางกรุงเดลีเลยส่งข่าวไปยังกรุงมอสโกว่าให้ช่วยคุ้มครองอินเดียจากการแทรกแซงและคุกคามจากภายนอกด้วย เรื่องนี้ที่อินเดียกล้าขอร้องรัสเซียตรง ๆ เกิดจากข้อตกลงก่อนหน้านั้นที่ทางอินเดียและรัสเซียจะจับมือทำข้อตกลงร่วมกันในด้านความมั่นคงของอินโด-โซเวียด

กลางเดือนธันวาคมในปีนั้น รัสเซียส่งกองเรือขีปนาวุธนิวเคลียร์จากเมืองท่า วลาดิวอสตอค ออกเดินทางเต็มกำลังเพื่อเข้าต่อต้านการคุกคามจากอังกฤษและอเมริกาที่ร่วมมือกันกดดันอินเดีย ซึ่งในกองเรือขีปนาวุธนิวเคลียร์นั้นมีทั้งเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ร่วมมาด้วย ก่อนที่กองเรือที่ 7 ของอเมริกาจะเข้าสู่อ่าวเบงกอล ก็โดนกองเรือของรัสเซียล้อมเอาไว้ด้วยเรือดำน้ำพลังนิวเคลียร์ที่มีจรวดต่อต้านเรือผิวน้ำ สมทบกับกองเรือลาดตระเวน และ กองเรือพิฆาตของรัสเซีย ถ้ากองเรือที่ 7 ของสหรัฐฯ เข้ามาถึงน่านน้ำอินเดียเมื่อไรก็ต้องจมอยู่ตรงนั้น  และในเวลาเดียวกัน กองเรือเมดิเตอร์เรเนียนของอังกฤษที่ผ่านมาดากัสการ์เข้ามาก็โดนเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของรัสเซียสกัดเอาไว้ โดยร่วมกับกองเรือพิฆาตจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนของรัสเซียที่มาสมทบอีกหลายลำ

เวลานั้นดูแล้วเหมือนการซ้อมรบของกองเรือรัสเซียโดยใช้เรือศัตรูตัวจริงในซ้อมรบ แต่ปฎิบัติการนั้นกลับช่วยให้อินเดียรอดตัวจากการปะทะโดยตรงจากกองเรือของ อังกฤษ-อเมริกา และอินเดียสามารถใช้กำลังทหารเข้าไปแก้ปัญหาภายในปลดปล่อยบังคลาเทศ (Bangladesh Liberation War) จากกองกำลังของปากีสถานจนสำเร็จ โดยที่ไม่มีแรงกดดันจากมหาอำนาจภายนอกเข้ามาช่วยเหลือในสงครามแต่อย่างไร

สงครามเย็นที่เกือบเป็นสงครามจริงในวิกฤตการณ์ครั้งนั้น เป็นวิกฤตการณ์ที่คนไม่รู้จักมากและจดจำมากนักเหมือนวิกฤตการณ์คิวบาที่สหรัฐฯ ยังย้ำถึงชัยชนะของตัวเองอยู่ตลอดเวลาแม้กระทั่งภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดหลายเรื่องยังเอามาสร้างถึงชัยชนะครั้งนั้น ครั้งสุดท้ายก็เอามาประกอบในเหตุการณ์ X-men เมื่อครั้งที่แม็กนิโตเข้าไปแทรกแซงเหตุการณ์เรือขนขีปนาวุธของรัสเซียที่กำลังจะเข้าน่านน้ำของคิวบา แต่ไม่ค่อยมีสักเท่าไรที่เอาเหตุการณ์ที่อ่าวหมู (The Bay of Pigs Invasion) ที่สหรัฐฯ โดนถล่มเละกลับไปในสมัยของ จอห์น เอฟ. เคนเนดี และ ฟิเดล คาสโตร ออกมากล่าวขานกัน เพราะครั้งนั้นสหรัฐฯ แพ้กลับไปหมดรูป

วงล้อประวัติศาสตร์นั้นมักทับเส้นทางเดิมเสมอ  ในปี 1971 กองเรือรัสเซียแบ็กอัพอินเดียจนสหรัฐฯ ต้องยกกองเรือที่ 7 อันเกรียงไกรกลับไปเวียดนามตามเดิม ในปี 2015 กองทัพเรือและกองทัพอากาศรัสเซียเข้าไปแบ็กอัพซีเรียให้รบกับไอซิสเด็กเลี้ยงของสหรัฐฯ จนแตกกระจายสูญพันธุ์จากพื้นที่ซีเรีย หนีเข้าไปอยู่ในประเทศอิรักแทน การรบเริ่มเข้มขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ถล่มกองกำลังรัสเซียในซีเรียแบบไม่เกรงใจ จนมาถึงจุดที่รัสเซียดวลอาวุธตรง ๆ กับสหรัฐฯ ยิงถล่มด้วยขีปนาวุธจนทหารอเมริกัน และคนจาก CIA รวมถึงหน่วยข่าวกรองมอสซาดของอิสราเอลตายไปกว่า 30 นาย ต่อมาสหรัฐฯ ถล่มซีเรียด้วยจรวดร่อนวิสัยไกลนับร้อยลูก ถล่มฐานทัพซีเรียและกองกำลังอิหร่านที่เข้ามาช่วยเหลือซีเรียด้วยข้อหาว่าซีเรียใช้อาวุธเคมีทำสงครามกับกลุ่มกบฎ รัสเซียก็ตอบโต้ด้วยการยิงจรวดร่อนจากกองเรือในทะเลดำและกองเรือในทะเลแคสเปียนเข้าถล่มฐานที่มั่นไอซิสและกองบัญชาการลับของสหรัฐที่สนับสนุนฝ่ายกบฎ จนสหรัฐฯ ต้องหยุดปฎิบัติการและถอนกองเรือของตัวเองออกไปจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

และผมเชื่อเสมอว่า วงล้อประวัติศาสตร์นั้นมักทับเส้นทางเดิมเสมอ และเป็นแบบนี้มาตลอดกาล สามารถย้อนหลังไปหลายพันปีนับจากที่โลกนี้มีการบันทึกถึงสงครามที่เกิดขึ้นระหว่างชนชาติและประเทศต่าง ๆ

Related stories