“หลายสิ่งที่มหาราชพระองค์หนึ่งต้องทรงแบกรับตลอดพระชนม์ชีพ” โดย Pat Hemasuk

AdminSat 24 Oct 2020
0
“หลายสิ่งที่มหาราชพระองค์หนึ่งต้องทรงแบกรับตลอดพระชนม์ชีพ” โดย Pat Hemasuk


ตลอดพระชนม์ชีพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นมีแต่ความกดดัน หาความสุขแบบกษัตริย์เกือบไม่ได้ ทรงทำทุกอย่างเพื่อสยามตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์จนถึงวันสุดท้ายในรัชสมัยของพระองค์


ความกดดันแรกนั้น เริ่มจากที่ทรงต้องศึกษามากกว่าคนปกติทั่วไปในสมัยนั้น พระราชบิดาของพระองค์ต้องการสร้าง "กลุ่มอีลิทของสยาม" คนรุ่นใหม่เพื่อให้ทันรับมือกับภัยในการล่าอาณานิคมของมหาอำนาจที่เข้ามาประชิดเขตแดนในเวลานั้น เริ่มจากทรงศึกษาอักษรศาสตร์หนักมาก ทั้งไทยจากพระเจ้าอัยยิกาเธอ กรมหลวงวรเสรฐสุดา และขอมบาลีจากหลวงราชาภิรมย์ รวมถึงภาษาอังกฤษจากนายฟรานซิล ยอร์จ แพตเตอร์สัน ซึ่งในเวลาต่อมาครูก็เปลี่ยนมาเป็นนางแอนนา เลียวโนเวนส์ ในเวลาเดียวกันทรงศึกษาด้านการทหารและการรบจากพระยาอภัยเพลิงศร จะบอกว่าพระองค์คือชายหนุ่มสยามรุ่นแรกที่ได้รับการศึกษาเป็นสองสามเท่าของคนปกติก็ว่าได้ เพราะทรงอ่านได้ทั้งภาษาไทยจารึกโบราณอักษรขอมบาลีและนิตยสารบอกรับภาษาอังกฤษจากสิงคโปร์และยุโรปที่สมเด็จพระราชบิดาของพระองค์สั่งเข้ามาให้บุตรหลานได้อ่านกันในวังที่ถือว่าเป็นของใหม่ในสยามเวลานั้น

เมื่อครั้งที่ทรงสูญเสียสมเด็จพระราชบิดาในวัยเพียง 15 พรรษา ทรงต้องรับราชบัลลังก์เป็นยุวกษัตริย์ ในวันนั้นทรงประชวรหนักจากไข้ ทรงนั่งคานหามเข้ามาเคารพพระบรมศพ เมื่อทรงยกมือขึ้นถวายบังคมแล้วก็สลบไป นั่นคือสิ่งแรกที่ทรงปฎิบัติภารกิจในฐานะยุวกษัตริย์

ความกดดันที่สอง คือทรงเป็นกษัตริย์ที่ต้องอยู่ภายใต้อำนาจของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จนกว่าพระองค์จะมีพระชนมายุครบ 20 พรรษา ในเวลานั้นพระองค์ได้ทรงเตรียมการก้าวแรกที่จะเปลี่ยนสยามให้เป็นสยามใหม่ตามที่ทรงรับภารกิจที่ได้วางแนวทางไว้ตั้งแต่พระราชบิดาของพระองค์ ทรงออกไปดูงานต่างประเทศที่ สิงคโปร์ของอังกฤษ ชวาของฮอลันดา และอีกครั้งทรงไปที่ อินเดียและพม่าของอังกฤษ เมื่อทรงกลับมาแล้วสิ่งที่ทรงเปลี่ยนสยามก็คือทรงตั้งโรงเรียนในวังเพื่อสอนแก่บรรดาลูกหลานของข้าราชการทั่วไปเพื่อสร้าง "กลุ่มอีลิทของสยาม" รุ่นต่อมาให้ทรงทันได้ใช้งานเมื่อทรงมีพระราชอำนาจอย่างเด็ดขาดแล้วในอนาคต ซึ่งต่อมาก็คือโรงเรียนสวนกุหลาบในปัจจุบันนี้นั่นเอง

ความกดดันที่สาม หลังจากทรงราชาภิเษกครั้งที่สองเมื่อทรงบรรลุนิติภาวะแล้ว ทรงเปลี่ยนประเทศให้เป็นสยามใหม่ในเวลาอันสั้นแบบไม่รอหรือฟังคำทัดทานจากเสนาบดีรุ่นเก่าแต่อย่างไร ทรงตั้งสภาเคาน์ซิลออฟสเตท และ ไพรวีเคาน์ซิล หรือสภาที่ปรึกษาของพระองค์จากขุนนางและพระบรมวงศานุวงศ์รุ่นใหม่ที่มาจาก "กลุ่มอีลิทของสยาม" ที่สมเด็จพระราชบิดาของพระองค์ได้ทรงมองการณ์ไกลสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาแบบตะวันตกเตรียมเอาไว้ให้พระองค์ใช้สอยในอนาคตนั่นเอง ทรงเปลี่ยนเงินตราจากพดด้วงเป็นธนบัติและเหรียญเงินตามแบบต่างประเทศ เพื่อให้เป็นเงินตราของชาติในการค้าขาย โดยยกเลิกระบบเก่าแล้วใช้ระบบเมตริกกับเงินตราแทน อัฐ โสฬส ตำลึง ชั่ง  ทรงสถาปนากรมไปรษณีย์ กรมโทรเลข และระบบไฟฟ้า ระบบโทรศัพท์ในกรุงเทพฯ และกระจายออกไปตามหัวเมือง ทั้งหมดนี้ทรงทำในช่วงสิบปีแรกที่ทรงครองราชย์ จนสามารถพูดได้ว่าสยามนั้นมีความเจริญทุกอย่างที่ยุโรปมี

เวลานั้นสยามมีกษัตริย์หนุ่มพระองค์หนึ่งที่ทรงเปลี่ยนแปลงประเทศทุกอย่างตามที่พระราชบิดาเคยหวังเอาไว้ ในวัยที่ยังไม่ครบสามสิบนั้น ทรงทำทุกอย่างตามที่ทรงตั้งใจเอาไว้เมื่อครั้งยังทรงศึกษาเล่าเรียน ความรู้ที่พระองค์มีจากการที่ทรงอ่านหนังสือบอกรับภาษาอังกฤษจากยุโรปเมื่อครั้งที่ยังไม่ขึ้นครองราชย์ และการเสด็จประพาสยังต่างแดนหลายประเทศเมื่อครั้งยังทรงต้องมีผู้สำเร็จราชการ ทำให้เป้าหมายการพัฒนาต่าง ๆ ที่ทรงมีได้เดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในเอเชียนั้นมีเพียงสองประเทศคือไทยและญี่ปุ่นในสมัยเมจิที่มีความเจริญทุกอย่างที่ยุโรปมี และทั้งสองประเทศยังรักษาเอกราชและเอกลักษณ์ของชาติตัวเองเอาไว้ได้ ในขณะที่ทุกชาติในเอเซียตะวันออกนั้นสูญสิ้นทุกอย่างไปกับการเป็นอาณานิคม

ความกดดันที่สี่ เสียดินแดนครั้งแรกและครั้งต่อมาอีกหลายครั้งจากนักล่าอาณานิคมอังกฤษและฝรั่งเศส สิ่งที่พระองค์ทำได้ก็คือทรงต้องประวิงเวลารอเหล่าพระราชโอรสของพระองค์ที่ส่งไปศึกษาจากยุโรปให้กลับมาช่วยกันคิดและช่วยกันทำงานด้านกฎหมายและปรับเปลี่ยนการทหารของสยามให้ทันสมัย หลังจากที่เหล่าเจ้าทรงกรมเหล่านี้ได้กลับมาช่วยงานบ้างแล้ว ทรงวางแผนแม่บทเปิดเส้นทางติดต่อไปทั่วพระราชอาณาเขตด้วยทางรถไฟเพื่อลดเวลาของการคมนาคมทุกหัวเมืองให้สามารถติดต่อกรุงเทพฯ ได้ในเวลาไม่เกินสามวัน นับเป็นรัฐศาสตร์และยุทธศาสตร์ที่ทำให้สยามรวมพื้นที่ของประเทศด้วยการตัดเวลาเดินทางไปทุกหัวเมืองแบบที่ประเทศอื่นไม่มี รวมถึงการส่งข่าวสารจากกรุงเทพฯ ไปยังหัวเมือง และจากหัวเมืองมายังกรุงเทพฯ ด้วยเครือข่ายโทรเลขและไปรษณีย์ที่พระองค์ทรงวางแผนเอาไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้ระบบการบริหารประเทศของสยามในเวลานั้นเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะมีระยะทางไกลเพียงใดก็ตาม

ความกดดันที่ห้า ทรงดำเนินนโยบายทางการทูตเพื่อนำสยามให้พ้นจากนักล่าอาณานิคมด้วยการทรงประพาสยุโรปถึงสองครั้ง ห่างกันครั้งละสิบปี โดยครั้งแรกนั้นเหล่ากษัตริย์ในยุโรปยังไม่รู้จักพระองค์ ไม่รู้จักสยาม แต่ทรงให้พระเจ้าซาร์นิโคลัสแห่งรัสเซีย พระสหายเก่าเมื่อครั้งที่ทรงต้อนรับที่สยามตั้งแต่เมื่อครั้งยังทรงเป็น ซาร์เรวิช เป็นใบเบิกทางในการเข้าไปยังราชสำนักเยอรมันและอังกฤษ รัฐสภาของฝรั่งเศสและอิตาลี จนในการเสด็จประพาสครั้งที่สองนั้นพระองค์สามารถเสด็จไปได้เองทุกประเทศเนื่องจากทรงมีสัมพันธ์อันดีอยู่แล้วจากครั้งก่อน หลังจากนั้น สยามก็ไม่มีการเสียดินแดนอีกเลย การหยุดทุกอย่างด้วยวิธีทางการทูตที่พระองค์ทำยังไม่มีผู้นำประเทศอื่นสามารถทำได้ในเวลานั้น

ความกดดันที่หก ทรงต้องสู้กับขุนนางในราชสำนักและเหล่าผู้มีอันจะกินทั้งอาณาจักรสยามด้วยการทำให้ชายหญิงทั้งประเทศเป็นไท มีฐานะเดียวกัน ไม่มีใครเป็นทาสใครอีกต่อไป เรื่องนี้ทรงใช้เวลาในการออกกฎหมายแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยทรงให้เวลาปรับโครงสร้างของสังคมเป็นเวลากว่าสิบปี จากที่ทรงปลดปล่อยลูกทาสเป็นอันดับแรก จนกระทั่งทรงทำให้ประชาชนชาวสยามเป็นอิสระเท่าเทียมกันหมดด้วยพระราชบัญญัติเลิกทาสในที่สุด การเปลี่ยนแปลงนี้แม้แต่ประเทศสหรัฐฯ เองก็ยังต้องมีสงครามภายในประเทศก่อนที่จะทำได้สำเร็จ

หลังจากความกดดันสุดท้ายสิ้นสุดลง พระองค์นั้นน่าจะทรงสุขสบายในฐานะกษัตริย์หนึ่งในสองของเอเชีย (จักรพรรดิญี่ปุ่น) ที่ประเทศมีเอกราชของตัวเอง มีความทันสมัย และไม่เป็นเมืองขึ้นใคร เจ้าทรงกรมที่ช่วยพัฒนาประเทศทั้งหลายก็มีพื้นฐานการศึกษาจากยุโรปทุกพระองค์ ต่างก็แบ่งเบาภาระอันหนักอึ้งที่ทรงแบกรับมาตลอดพระชนม์ชีพ พร้อมจะนำสยามไปสู่อนาคตที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมมากกว่าทุกชาติในย่านนี้ แต่หลังจากนั้นอีกเพียงห้าปี สยามก็สูญเสียพระองค์ไปในวันที่ 23 ตุลาคม 2453

พระองค์นั้นไม่เคยสุขสบายเลย ทรงอยู่ใต้ความกดดันมาตลอดพระชนม์ชีพที่ทรงอุทิศให้กับสยาม

 

Related stories