ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป ทำความคุ้นเคยกับโลกหลังโควิด-19 และการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization)

AdminSat 23 May 2020
0
ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อีกต่อไป ทำความคุ้นเคยกับโลกหลังโควิด-19  และการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization)


นับตั้งแต่เชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เริ่มระบาดไปทั่วโลก เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นอกจากคำว่า New Normal หรือความปกติใหม่ ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ถี่ๆ จนหลายคนเริ่มคุ้นชินเป็นอย่างดีแล้ว อีกหนึ่งคำที่นักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์เริ่มพูดกันบ่อยขึ้นก็คือ การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ หรือ Deglobalization หรือจะใช้คำว่า “จำเป็นต้องปฏิเสธโลกาภิวัตน์” แล้วหันมาพึ่งตัวเองมากขึ้นก็ไม่ผิดนัก

หลายท่านอาจกำลังแย้งในใจว่า เร็วไปหรือไม่ ที่เราจะปฏิเสธโลกาภิวัตน์  เพราะอย่างไรเสีย เราก็อยู่ภายใต้ระบบทุนนิยมที่เคลื่อนตัวไปมาทั่วโลกได้ทุกนาที การรีบปฏิเสธโลกาภิวัตน์ ดูจะเร็วไปนิดนึง ซึ่งจะว่าเร็วก็เร็ว แต่จะเรียกว่าปฏิเสธโลกาภิวัตน์ ไปเสียทุกเรื่องก็คงไม่ใช่ เพราะการหันมาพึ่งตัวเองมากขึ้นนั้น ไม่ใช่การบอกเลิก เพียงแต่เป็นการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เป็นอยู่ เช่นตอนนี้ หลายๆ ท่านนั่งทำงานที่บ้านจนเคยชิน พอให้ออกไปนั่งทานข้าวนอกบ้านที่เจอคนเต็มร้าน แม้ที่นั่งจะถูกแยกให้นั่งเดี่ยวของใครของมัน แต่พอเห็นคนเยอะๆ เข้า ใจก็รู้สึกหวาดกลัวเล็กๆ ว่าแล้วก็สั่งกลับไปกินที่บ้านดีกว่า อย่างน้อยก็สบายใจ

การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ หรือ Deglobalization ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์เริ่มใช้กันนั้น จึงไม่ใช่การปฏิเสธโลกาภิวัตน์อย่างสิ้นเชิง แต่เป็นเพียงการปรับตัวเพื่อหันมาทำกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศก่อน อย่างน้อยก็เพื่อความชัวร์ว่า เราเคลียร์โรคโควิด-19 ในประเทศได้เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจะออกไปเที่ยวรอบโลกเลยหรือไม่ก็คงต้องดูสถานการณ์ของประเทศนั้นๆ อาทิ ถ้าไทยเคลียร์ได้หมด แต่เกาหลี ญี่ปุ่น ยังมีคนติดเชื้ออยู่ ถามจริงๆ คุณกล้าไปหรือไม่ ?

ก่อนจะไปลงรายละเอียดว่า การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ เป็นอย่างไร ขอบอกไว้ก่อนว่าคำๆ นี้ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มใช้ในปีนี้นะ แต่คนที่ทำให้คำๆ นี้ถูกนำมาใช้ก็คือท่านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ถ้ายังจำกันได้ ตั้งแต่ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งนี้ ทรัมป์ทำในสิ่งที่ย้อนแย้งกับสิ่งอเมริกาทำมาตลอด เพราะแต่ไหนแต่ไรมาเราทราบกันดีว่า อเมริกาคือเจ้าแห่งลัทธิทุนนิยม ที่ใช้เงินฟาดไปทั่วโลก แต่พอทรัมป์มาเท่านั้นแหละ เขาเปลี่ยนโลกไปในทิศทางตรงกันข้ามกว่าครึ่งของที่เป็นอยู่ โดยเฉพาะนโยบายด้านเศรษฐกิจ หรือ America First นั่นแหละ ความพยายามในการดึงโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ให้กลับอเมริกา เพื่อสร้างงานให้คนในประเทศนั้นก็ดูสวยหรู ได้ใจฐานเสียง แต่นักธุรกิจคิดเช่นนั้นหรือไม่ ก็ไม่แน่ใจนัก เพราะเรื่องต้นทุน นี่มันเรืองใหญ่ของนักธุรกิจทั่วโลกเชียวนะ

สิ่งที่ทรัมป์ทำนั่นแหละ จึงเริ่มมีการใช้คำว่า การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ หรือ Deglobalization กันแพร่หลาย แล้วอะไรคือดัชนีชี้วัดว่าเกิดโลกาภิวัตน์ ได้บ้าง ?

สิ่งที่บ่งบอกความเป็นโลกาภิวัตน์ ได้ดีก็คือ 1.สินค้าและบริการที่ใช้การวัดปริมาณและมูลค่าการส่งออกนำเข้า ที่นำไปเปรียบเทียบกับรายได้ต่อหัวของประชากร 2. ประชากรแรงงาน อัตราการเคลื่อนย้ายอพยพแรงงาน เข้าหรือออกจากประเทศหนึ่งไปสู่ประเทศหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนต่อจีดีพี และ 3.เงินทุน มีการเคลื่อนย้ายเข้าหรือออกโดยผ่านการลงทุนต่างประเทศโดยตรง(FDI) เห็นดัชนีทั้งสามข้อนี้แล้เข้าใจกันเลยใช่มั้ยว่าทำไมทรัมป์จึงเปิดศึกสงครามการค้ากับจีน นี่ยังไม่นับบรรดาข้อตกลงระหว่างประเทศอื่นๆ อีก ที่โดนล้มไปโดยท่านประธานาธิบดีท่านนี้ อาทิ ข้อตกลงในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิกหรือ TPP เป็นต้น

คราวนี้ เราจะทราบได้อย่างไรว่า ประเทศไทยอยู่ในกระบวนการทวนกระแสโลกาภิวัตน์ หรือ Deglobalization แล้วหรือยัง  ในเรื่องนี้ นายสุพริศร์ สุวรรณมิก นักเศรษฐศาสตร์มหภาคของธนาคารแห่งประเทศไทย เขียนอธิบายไว้ดีมาก โดยตั้งคำถามว่าโลกหลังโควิด-19 จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง 3 สิ่งนี้

1. การทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (deglobalization) จะมีความเข้มข้นมากขึ้น และทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว: ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก่อนเกิดวิกฤตครั้งนี้ เราได้เห็นหลายประเทศใช้นโยบายแบบเน้นตนเอง (inward-looking policy) หรือปกป้องทางการค้า (protectionism) อย่างชัดเจนกันอยู่แล้ว โดยเฉพาะจากสงครามการค้าที่ปะทุขึ้นโดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่ส่งเสริมให้บริษัทสัญชาติอเมริกันกลับมาผลิตในประเทศมากขึ้นและกีดกันการค้าจากต่างประเทศ ประเด็นนี้กลับมาชัดเจนยิ่งขึ้นไปอีกด้วยวิกฤตโควิด-19 ที่กำลังตอกย้ำความเชื่อของฝ่ายขวาจัดและผู้ไม่สนับสนุนโลกาภิวัตน์ว่า การพึ่งพิงระบบการผลิตระหว่างประเทศมากเกินไปเป็นเรื่องอันตราย ซึ่งจะเร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลกที่มีอยู่แล้วให้ยิ่งรวดเร็วมากขึ้น

กล่าวคือ ประเทศต่าง ๆ จะหันมาพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานในประเทศตนเองเพิ่มขึ้นอีก และกระจายความเสี่ยงด้านการผลิตและขายสินค้าโดยไม่พึ่งพาแต่ประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น เพราะเห็นผลกระทบชัดเจนจากขั้นตอนการผลิตหรือตลาดขายสินค้าเมื่อยามที่ต้องปิดตัวลง ซึ่งเป็นผลจากมาตรการต่าง ๆ อาทิ การปิดเมืองหรือประเทศเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด นอกจากนี้ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ อาจเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็น “โอกาส” ในการคิดทบทวนอย่างรอบคอบว่านโยบายเศรษฐกิจของประเทศจะเดินไปในทิศทางใด โดยจะพยายามกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโดยไม่พึ่งพารายได้ทางใดทางหนึ่งจนเกินไป อาทิ ไม่พึ่งพาแต่การส่งออกหรือการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่อาศัยการบริโภคและการลงทุนในประเทศเป็นเครื่องจักรสำคัญด้วย

2. ปัญหาเชิงโครงสร้างโดยเฉพาะด้านสาธารณสุข จะได้รับการแก้ไขให้ทั่วถึงและเสมอภาคมากขึ้น: วิกฤตโควิด-19 สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลหลายประเทศหันมาใส่ใจพื้นฐานด้านสาธารณสุขของประชาชนและไม่ปล่อยให้กลไกตลาดเป็นตัวจัดการอย่างที่เคยเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐฯ ที่ระบบสาธารณสุขไม่มีระบบประกันสุขภาพถ้วนหน้า วิกฤตครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่าการที่บุคคลจะเข้าถึงบริการสาธารณสุขได้หรือไม่นั้นไม่ควรเป็นเรื่องของปัจเจกชนอีกต่อไป เพราะคนคนหนึ่งที่จริง ๆ แล้วเป็นพาหะของโรคอยู่ แต่ไม่สามารถไปใช้บริการตรวจไวรัสได้เพราะจ่ายเงินค่าตรวจไม่ไหวทั้ง ๆ ที่อยากไป และคงใช้ชีวิตแบบเดิมตามปกติ ทำให้แพร่โรคระบาดต่อไปให้ผู้อื่นโดยไม่รู้ตัวได้ จนในที่สุดการควบคุมโรคในภาพรวมจะทำได้ยากลำบาก และเป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐฯ ต้องเผชิญกับวิกฤตการแพร่ระบาดหนักหนากว่าประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ ดังที่ปรากฏในปัจจุบันตามยอดผู้ติดเชื้อในสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแซงหน้าอิตาลีไปแล้ว ดังนั้น หลังผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ เราอาจได้เห็นบทบาทที่เพิ่มขึ้นของระบบรัฐสวัสดิการในแต่ละประเทศก็เป็นได้

3. สังคมจะก้าวเข้าสู่ระบบดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ทันพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป: ทุกวิกฤตย่อมทิ้งร่องรอย (legacy) ไว้เสมอ ย้อนกลับไปในสมัยการระบาดของโรคซาร์สในปี 2545 ก็สร้างจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับการใช้เทคโนโลยีออนไลน์อย่างอีคอมเมิร์ซในจีนให้มาเป็นที่นิยมในหมู่ประชาชนอย่างสูง โดยเฉพาะอาลีบาบาและเจดีดอทคอม เพราะผู้คนหลีกเลี่ยงการติดเชื้อจากพื้นที่สาธารณะและหันมาสั่งซื้อสินค้าออนไลน์มากขึ้น มาถึงวิกฤตครั้งนี้ก็จะทิ้งร่องรอยไว้เช่นกัน โดยเป็นการตอกย้ำให้ร้านค้าและห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมต้องเร่งพัฒนาอย่างก้าวกระโดดเพื่อช่วงชิงตลาดจากการค้าขายแบบออนไลน์มากขึ้นอีก 

รวมทั้งเทคโนโลยีดิจิทัลหลายประเภทที่มีมานานแล้วแต่ยังไม่มีคนใช้กันมากนัก วิกฤตครั้งนี้กลับบังคับให้คนต้องหันมาใช้เทคโนโลยีเหล่านี้อย่างจริงจัง และสร้างโอกาสต่อยอดให้มีผู้เล่นในตลาดมากยิ่งขึ้น อาทิ แพลตฟอร์มที่ช่วยสื่อสารทางไกล จัดประชุม หรืออีเวนท์ ซึ่งผู้บริโภคจะเกิดความคุ้นเคยและเปลี่ยนพฤติกรรมหันมาใช้เทคโนโลยีอย่างถาวร นอกจากนี้ แม้กระทั่งสถาบันการศึกษาก็ต้องพัฒนาไปใช้วิธีการสอนแบบออนไลน์ทดแทนทั้งหมดในช่วงวิกฤต ซึ่งอาจพลิกโฉมระบบการศึกษาโลกไปโดยสิ้นเชิงหลังผ่านพ้นวิกฤตแล้ว และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด ผู้คนอาจจะกลัวการใช้เงินสดหรือธนบัตร เพราะกระดาษอาจเป็นพาหะของเชื้อโรคได้แม้ผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปแล้ว และจะเริ่มคุ้นชินกับการรักษาสุขอนามัยอย่างเข้มงวดไปจนถึงการใช้ชีวิตประจำวันที่คำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพ ด้วยปัจจัยเหล่านี้จะทำให้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นได้

สามข้อข้างต้นอาจจะเป็นคำอธิบายในเชิงเศรษฐศาสตร์มากไปสักนิด แต่ถ้าจะเอาเรื่องใกล้ตัวประชาชนอย่างเราๆ ก็ต้องลองถามตัวเองว่า หากหมดวิกฤตโควิด-19 แล้วคุณอยากไปเที่ยวต่างประเทศที่ไหนเป็นที่แรก จะไปเลยหรือไม่ หรือว่าต้องรอดูสถานการณ์ประเทศนั้นๆ ก่อนว่าจะทำให้คุณมั่นใจได้แค่ไหน หรือว่า เราจะเน้นเที่ยวในประเทศไทยก่อนจนกว่าสถานการณ์ในประเทศนั้นๆ จะดีขึ้น แล้วค่อยว่ากัน ถ้าคุณตอบว่า ขอเน้นในประเทศก่อนเพื่อความชัวร์ นั่นแสดงว่า คุณเองก็พร้อมที่จะทวนกระแสโลกาภิวัตน์ หรือ Deglobalization แล้วเช่นกัน

https://www.bot.or.th/Thai/ResearchAndPublications/articles/Pages/Article_30Mar2020.aspx
https://siamrath.co.th/n/5280
https://judprakai.bangkokbiznews.com/social/1911
https://news.cgtn.com/news/2020-05-03/Former-WTO-chief-Globalization-to-look-different-after-COVID-19-Qcn0XXqHm0/index.html

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

Related stories