บทเรียนที่เจ็บปวดหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์จากต่างประเทศ

AdminSat 27 Jun 2020
0
บทเรียนที่เจ็บปวดหลังผ่อนคลายล็อกดาวน์จากต่างประเทศ


ในสัปดาห์นี้ วิถีชีวิตคนไทยจะใกล้เคียง “สภาวะปกติ” แล้ว แทบจะเรียกได้ว่า 95% ก็ไม่ผิดนัก แต่คำถามที่ประชาชนหลายท่านเริ่มสงสัยและพยายามหาคำตอบกันอยู่ก็คือ ทำไมในประเทศที่ปราศจากการติดเชื้อรายใหม่หลายๆ วัน หรือที่เราใช้ตัวเลข 14 วัน เป็นมาตรฐาน อย่างจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น จู่ๆ ก็มีการกลับมาระบาดอีกครั้งได้ ? ในขณะที่ประเทศฝั่งยุโรปและอเมริกา ระลอกแรกแค่ซาลง รัฐบาลก็ผลีผลามผ่อนคลายล็อกดาวน์ จนกระทั่งระลอกสองกลับมาระบาดหนักและรุนแรงกว่าเดิม

ในเรื่องการระบาดระลอกสอง นี้คนไทยส่วนใหญ่วิตกกังวลไม่น้อย เพราะกรุงเทพโพลล์ ของศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “ประเมินความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการโควิด-19” โดยเก็บข้อมูลกับประชาชนจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,214 คน พบว่า แม้ในภาพรวมประชาชนให้คะแนนความพึงพอใจต่อการบริหารจัดการโควิด-19 ในด้านต่างๆ เฉลี่ย 3.79 จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ซึ่งแปลว่ามีความพึงพอใจมาก

แต่เมื่อถามว่ากังวลต่อการกลับมาแพร่ระบาดของโควิด-19 ในรอบ 2 มากน้อยเพียงใดพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 50.5 มีความกังวลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ขณะที่ร้อยละ 49.5 กังวลค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด !!!

ทั้งนี้ โพลยังถามต่อว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉินมีส่วนต่อการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 มากน้อยเพียงใดพบว่า ร้อยละ 76.7 มีส่วนต่อการควบคุมค่อนข้างมากถึงมากที่สุด

นี่แสดงว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีความวิตกกังวลในระดับสูง แต่ระลอกสองในประเทศไทยจะเกิดขึ้นหรือไม่ มีปััจจัยที่ต้องพิจารณาอยู่หลายเรื่อง

1. พฤติกรรมการใช้ชีวิตของประชาชนเอง หากเพิกเฉยต่อข้อปฏิบัติแบบ New Normal ได้แก่ สวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกจากบ้าน, พกเจลล้างมือและหมั่นล้างบ่อยๆ เมื่อสัมผัส “ของสาธารณะ” อาทิ ราวรถเมล์, ปุ่มลิฟต์, ธนบัตรและเหรียญ เป็นต้น การกลับมาระบาดอีกครั้งอาจจะมีในปริมาณที่น้อย จนถึงขั้นไม่มีเลย ข้อนี้ทุกคนต้องร่วมมือ

2. ถ้าไม่มีีการติดเชื้อใหม่แล้ว จะยังคงมีเชื้อไวรัสอยู่ในประเทศของเราหรือไม่ คำตอบก็คือ อาจจะมี แต่จะกลับมาสู่คนอีกหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของคุณ

3. เราต้องรู้จักถอดบทเรียนจากต่างประเทศนำมาเป็นบทเรียน เพื่อไม่ให้เกิดความชะล่าใจ

ข้อแรกคงไม่ต้องพูดซ้ำ เพราะทั้งหมดขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของประชาชน หากคุณชะล่าใจ คิดว่ายอดผู้ติดเชื้อในประเทศไม่มีแล้ว ก็กลับมาใช้ชีวิตแบบสุดๆ ไปเลย ถ้าพบการติดเชื้อใหม่อีกครั้ง ก็อย่าโทษใคร ต้องโทษตัวเองเท่านั้น แต่ในข้อสองนี่สิ น่าสนใจ

ล่าสุดนักวิจัยที่มหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา หนึ่งในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดของสเปน ตรวจพบร่องรอยของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในตัวอย่างน้ำเสียที่เก็บไว้ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2562 โดยทางมหาวิทยาลัยระบุในแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเมื่อวันศุกร์ว่า ผลตรวจเหล่านี้ ซึ่งตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร “MedRxiv.org” พบว่า เชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาดมาก่อนที่โลกจะรับรู้เกี่ยวกับการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้แล้ว นี่ไงล่ะ ท่านผู้อ่านที่รัก

การศึกษาครั้งนี้ เป็นความร่วมมือของนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ หรือห้องแล็บ Enteric Virus Laboratory ของมหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา กับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งที่รับผิดชอบในการบริหารจัดการวัฏจักรของน้ำในเขตเทศบาลเมืองบาร์เซโลนา

นักวิจัยเปิดเผยผ่านวารสาร medRxiv ว่า ผลการศึกษาชิ้นนี้ยังไม่ได้มีการทบทวนอย่างละเอียด และแม้ว่าโควิด-19 เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ คณะนักวิจัยก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า มีจีโนมของไวรัสโควิด-19 จำนวนมากอยู่ในอุจจาระที่ปนเปื้อนลงสู่น้ำเสีย สถานการณ์นี้ ทำให้การศึกษาเกี่ยวกับสาเหตุและการแพร่เชื้อด้วยการศึกษาจากน้ำเสีย เป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการตรวจหาร่องรอยการระบาดของไวรัสในประชาชน

โดยตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ปีนี้ นักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำเสียที่เก็บมาจากโรงบำบัดน้ำเสียสำคัญ 2 แห่งในเมืองบาร์เซโลนาทุกสัปดาห์ ศาสตราจารย์อัลเบิร์ต บอสช์ ที่คณะชีววิทยา มหาวิทยาลัยบาร์เซโลนา และผู้ประสานงานการศึกษาครั้งนี้ ระบุในแถลงการณ์ว่า ระดับจีโนมของไวรัส SARS-CoV-2 (ชื่อทางการของไวรัสโควิด-19) ตรงกันกับวิวัฒนาการของการระบาดในหมู่ประชาชน

ระหว่างการเก็บตัวอย่างมาตรวจอย่างเป็นระบบนั้น นักวิจัยได้วิเคราะห์ตัวอย่างน้ำเสียที่แช่แข็งเก็บไว้จากช่วงหลายเดือนก่อน ซึ่งเผยให้เห็นการเพิ่มขึ้นของปริมาณจีโนมไวรัสโควิด-19 ระหว่างต้นเดือนมกราคมและต้นเดือนมีนาคมปีนี้ หลักฐานต่าง ๆ ทำให้รู้ว่าไวรัสโควิด-19 ซึ่งตรวจพบในสเปนครั้งแรกในวันที่ 15 มกราคม เดินทางถึงสเปนก่อนการประกาศพบผู้ติดเชื้อรายแรกอย่างเป็นทางการในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ ถึง 41 วัน 

ศาสตราจารย์บอสช์ กล่าวว่า ผู้ที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 อาจถูกวินิจฉัยว่าเป็นไข้หวัดในการรักษาเบื้องต้นด้วยความเข้าใจผิดพลาด ส่งผลให้เกิดการระบาดในชุมชนก่อนที่ทางหน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐบาลจะออกมาตรการต่าง ๆ เพื่อป้องกันการระบาด ซึ่งก็ช้าเกินไปแล้ว

ผลการวิจัยนี้สอดคล้องกับข้อมูลของศูนย์ป้องกันและควบคุมโรคระบาดปักกิ่ง ที่พบผู้ป่วย COVID-19 ในปักกิ่ง 2 ราย ติดเชื้อจากเข้าห้องน้ำสาธารณะ” ซึ่งได้รับการยืนยันว่าติดเชื้อเมื่อ 20 มิถุนายน โดยผู้ป่วยทั้งสองไม่มีประวัติไปตลาดซินฟาตี้ที่เชื่อว่าเป็นแหล่งระบาดครั้งใหม่ในปักกิ่ง และไม่มีประวัติพบปะผู้ติดเชื้อก่อนหน้านี้เช่นกัน ทางเจ้าหน้าที่จึงสอบสวนประวัติต่อไป และพบว่า ทั้งสองคนขายของอยู่ที่ห้างเทียนเค่อหลง ซึ่งมีประวัติไปเข้าห้องน้ำสาธารณะที่ เลขที่ 70 ถนนหย่งติ้ง เขตไห่เตี้ยน กรุงปักกิ่ง

นี่แสดงให้เห็นว่า เชื้อไวรัสสามารถอยู่ในธรรมชาติได้ผ่านช่องทางต่างๆ อย่างไรก็ดี นักวิทยาศาตร์กำลังเร่งหาคำตอบ เพราะหากหาต้นตอของแหล่งเชื้อได้ การหาวิธีหลีกเลี่ยงหรือแม้กระทั่งการปราบให้หมด น่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่อย่าลืมว่า ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก ก็เป็นโรคที่มาตามฤดูกาลของมันนะ

มาถึงการเรียนรู้บทเรียนจากต่างประเทศ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ต้องถือว่า ซวยของแท้ เพราะแม้ประชากรส่วนใหญ่จะพร้อมใจกันสวมหน้ากากออกจากบ้าน แต่การพลาดเพียงครั้งเดียวนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่หลวง จีนมีคลัสเตอร์ใหม่ที่ตลาดซินฟาตี้ เกาหลีใต้มีคลัสเตอร์ใหม่จากผับดังย่านอิแทวอน ส่วนญี่ปุ่นพบการระบาดเป็นกลุ่มก้อนในออฟฟิศกลางกรุงโตเกียว จนแพร่สะพัดไปทั่ว ส่วนนิวซีแลนด์ ก็ต้องถือว่าซวยเช่นกัน เพราะเคสใหม่ที่เกิดขึ้นดันเป็นเคสอิมพอร์ตจากประเทศอังกฤษ ซึ่งเดินทางกลับบ้านไปร่วมงานศพแม่

แต่ที่น่าสนใจคืออสเตรเลีย ที่จู่ๆ ก็พบการระบาดในชุมชนในรัฐนิวเซาต์เวลส์ ซึ่งผู้ติดเชื้อ ไม่เคยมีประวัติการเดินทางไปไหนมาก่อน แล้วมันมาได้อย่างไร ? ยังเป็นสิ่งที่ทีมแพทย์ออสเตรเลียยังหาคำตอบไม่ได้

ส่วนเคสของสหรัฐอเมริกา เป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ และการเปิดดำเนินการกิจกรรมทางเศรษฐกิจล้วนๆ ยิ่งมาเจอกระแสการประท้วงประเด็นการเหยียดสีผิวที่มีชนวนมาจากการเสียชีวิตของ จอร์จ ฟลอยด์  ยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์เข้าไปอีก หลายมลรัฐกลับมี ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่พุ่งขึ้น อย่างรวดเร็ว และเป็นการทำสถิตินิวไฮ ทำให้จำเป็นต้อง ชะลอแผนการปลดล็อกดาวน์ ในขั้นต่อไป

เท็กซัส เป็นรัฐแรกที่ออกมาประกาศว่า จำเป็นต้อง พับแผนผ่อนคลายล็อกดาวน์เฟสต่อไป เอาไว้ก่อน หลังพบว่ายอดผู้ติดเชื้อโควิดและผู้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลยังคงพุ่งขึ้น  ในขณะที่ฟลอริด้า และอีกหลายรัฐ ทยอยทำยอดทะลุหลักแสนตามๆ กันมาติดๆ

ประเทศไทยล่ะ จะเดินไปทางไหนดี ถามใจตัวเองเถอะ

https://www.reuters.com/article/us-health-coronavirus-spain-science/coronavirus-traces-found-in-march-2019-sewage-sample-spanish-study-shows-idUSKBN23X2HQ
https://www.tnnthailand.com/content/45522

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

Related stories