กษัตริย์ผู้ปิดทองหลังพระ

AdminSat 25 Jul 2020
0
กษัตริย์ผู้ปิดทองหลังพระ


ในสัปดาห์ที่มีวันมหามงคลของปวงชนชาวไทย เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวันที่ 28 กรกฎาคม 2563 นี้ อาทิตย์นี้ #RoundtableThailand ขอร่วมเทิดพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณฯ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยการรวบรวมพระราชกรณียกิจของพระองค์ท่านที่ตรงตามวิกฤตแห่งยุคสมัย นั่นก็คือการพระราชทานความช่วยเหลือเพื่อรับมือกับโรคโควิด-19 ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่

ในครั้งก่อน #RoundtableThailand ได้นำเสนอพระราชกรณียกิจของพระมหากษัตริย์ไทยและพระบรมวงศานุวงศ์ ที่ช่วยกันวางรากฐานงานด้านสาธารณะสุขและการแพทย์มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เรื่อยมา จวบจนกระทั่งในรัชกาลปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงให้ความสำคัญกับงานด้านการแพทย์-สาธารณสุขเป็นอย่างมาก เพราะเป็นช่วงที่ทุกประเทศทั่วโลกกำลังต่อสู้กับไวรัสร้ายตัวใหม่ที่ชื่อ ไวรัสโคโรนา 2019 ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบประเทศอื่นๆ ตรงที่ระบบสาธารณสุขของไทยมีรากฐานที่แข็งแกร่ง จึงทำให้รัฐบาลไทยสามารถควบคุมการระบาดอย่างได้ผล

ทว่า แม้ประเทศไทยจะรับมือกับสถานการณ์นี้ได้เป็นอย่างดี พระองค์ยังทรงมีพระเมตตาห่วงใยราษฎรของพระองค์อย่างต่อเนื่อง โดยทรงวิตกกังวลการระบาดจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ ? โดยเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบบังคมทูลรายงานสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 พร้อมทั้งพระราชทานพระบรมราโชบายเพื่อเป็นแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ความว่า

“มีอะไรที่จะมีส่วนช่วยเหลือ ที่จะแก้ปัญหาก็ยินดี เพราะว่า ก็เป็นปัญหาของชาติ ซึ่งเรื่องโรคระบาดนี่ก็ไม่ใช่ความผิดของใคร แล้วสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือ เรามีหน้าที่ที่จะดูแลแก้ไขให้ดีที่สุด อย่างที่เคยพูดไว้ว่า ถ้าเกิดมีความเข้าใจในปัญหา มีความเข้าใจ ไม่ใช่หมายความว่ายอมรับตามบุญตามกรรม แต่มีความเข้าใจในสถานการณ์ มีความเข้าใจในปัญหา และก็มีความรู้เกี่ยวกับโรค ก็คือเข้าใจในปัญหานั่นเอง อันแรกก็เป็นอย่างนี้

อันที่ 2 ก็คือจากข้อที่ 1 ก็คือ การมีการบริหารจัดการ มีแผนเผชิญเหตุ มีระบบในการปฏิบัติ แก้ไขให้ถูกจุด รู้ปัญหา แก้ไขให้ถูกจุดโดยมีการบริหารจัดการ แล้วก็ในเวลาเดียวกันก็ต้องให้ประชาชนได้เข้าใจถึงวิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง และเหตุผลที่จะต้องปฏิบัติ เพราะว่าการมีระบบ หรือแผนในการปฏิบัติตามแผนที่ได้วางไว้ตามความเป็นจริง ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แก้ถูกจุด ก็จะลดปัญหาลงไป จะแก้ได้ในที่สุด

ก็เชื่อแน่ว่าจะต้องแก้ไขและก็เอาชนะอันนี้ได้ เพราะว่าประเทศของเรานี่ก็นับว่าทำได้ดี ประเทศของเรานี่น่าภูมิใจว่าทำได้ดี และก็ทุกคนก็ร่วมใจกัน ก็ดีกว่าที่อื่นอีกหลายที่ แต่บางทีก็ต้องเน้นเรื่องการทำงานมีระบบด้วยความเข้าใจ และการมีระเบียบวินัยในการแก้ไขปัญหา

โดยมีเป้าหมายว่า เราจะต้องต่อสู้ให้โรคนี้สงบลงไปได้ในที่สุด เพราะว่าโรคมาได้ โรคก็ไปได้ โรคจะไม่ไปถ้าเราไม่แก้ไขปัญหา เราไม่แก้ไขให้ถูกจุด หรือเราไม่มีความขันติอดทนที่จะแก้ไข บางทีก็ต้องสละในความสุขส่วนตัวบ้าง หรือเสียสละในการกล้าที่จะสร้างนิสัยหรือสร้างวินัยในตัวเอง ที่จะแก้ไขเพื่อตัวเอง เพื่อส่วนรวม อันนี้เราก็ขอเป็นกำลังใจให้”

โอกาสนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ทรงมีรับสั่งทรงห่วงใยแพทย์พยาบาลว่า “...หมออาจจะเหนื่อยหน่อยช่วงนี้ ฝากเป็นกำลังใจให้หมอกับพยาบาลด้วยค่ะ...”

หลังจากที่พระองค์มีพระราชดำรัสดังกล่าวแล้ว พระองค์ทรงพระราชทาน เครื่องช่วยหายใจ-เครื่องมือแพทย์ รับมือโควิด-19 อย่างต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตเริ่มต้น

โดยเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2563  พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานเครื่องช่วยหายใจให้แก่ โรงพยาบาลตำรวจในเบื้องต้นจำนวน 3 เครื่อง คือ  Puritan Bennett 980 จำนวน 1 เครื่อง และ Puritan Bennett 840 จำนวน 2 เครื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับมือสถานการณ์การแพร่เชื้อโควิด-19

ต่อมาเมื่อวันที่  26 มีนาคม 2563 ทรงพระราชทานเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 3  เครื่อง และเครื่องวัดออกซิเจนแบบปลายนิ้ว จำนวน 13 เครื่อง ให้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ และในวันที่ 27 มีนาคม 2563 พระราชทานเครื่องช่วยหายใจ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า และโรงพยาบาลสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจ Puritan Bennett รุ่น 980 จำนวน 1 เครื่อง เครื่องช่วยหายใจ Puritan Bennett รุ่น 840  จำนวน 3 เครื่อง เครื่องช่วยหายใจ Draeger รุ่น Carina จำนวน 2  เครื่อง เครื่องช่วยหายใจ Maquet รุ่น SERVO-s จำนวน 1 เครื่อง และเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว จำนวน 13  เครื่อง

วันที่ 1 เม.ย. 2563 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเครื่องช่วยหายใจเพิ่มเติม ให้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ  เป็นเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 7 เครื่อง ซึ่งเดิมได้รับของพระราชทานในเบื้องต้น เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2563 เป็นเครื่องช่วยหายใจ จำนวน 3 เครื่อง และเครื่องวัดออกซิเจนแบบปลายนิ้ว จำนวน 13 เครื่อง

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทาน เครื่องช่วยหายใจ Puritan Bennett รุ่น 840 จำนวน 3 เครื่อง ให้แก่โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ สำนักการแพทย์ กรุงเทพมหานคร

ในวันที่  3 เมษายน 2563 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องช่วยหายใจและอุปกรณ์ทางการแพทย์ ให้แก่ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า ประกอบด้วย เครื่องช่วยหายใจ Draeger จำนวน 3 เครื่อง เครื่องช่วยหายใจ Puritan Bennett จำนวน 4 เครื่อง เครื่องช่วยหายใจ Event จำนวน 4 เครื่อง เครื่องช่วยหายใจ Maquet จำนวน 1 เครื่อง รวม 12  เครื่อง และเครื่องวัดออกซิเจนแบบปลายนิ้ว จำนวน 13 เครื่อง

นอกจากนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทาน “ห้องตรวจหาเชื้อ (Modlar Swab Unit)” ซึ่งเป็นหนึ่งใน โครงการเครื่องช่วยหายใจและเครื่องมือแพทย์พระราชทาน ที่พัฒนาขึ้นโดย SCG เพื่อรับสถานการณ์การระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยโรงพยาบาล 20 แห่ง ที่ได้รับพระราชทานห้องตรวจหาเชื้อ (Modlar Swab Unit) ได้แก่

1.รพ.ภูมิพลอดุลยเดซ กรมแพทย์ทหารอากาศ 2.รพ.สมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา 3.สถาบันบำราศนราดูร 4.รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว 5.สถาบันโรคทรวงอก 6.รพ.ตำรวจ 7.รพ.กลาง 8.รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ กรมแพทย์ทหารเรือ 9.รพ.นครปฐม 10.รพ.ราชบุรี 11.รพ.พุทธชินราช พิษณุโลก 12.รพ.พหลพลพยุหเสนา 13.รพ.อุตรดิตถ์ 14.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ 15.รพ.นครพิงค์ 16.รพ.อุดรธานี 17.รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ 18.รพ.สุราษฎร์ธานี 19.รพ.สงขลานครินทร์ และ 20. รพ.หาดใหญ่

สำหรับนวัตกรรมห้องตรวจหาเชื้อ (Modlar Swab Unit) ที่ได้รับพระราชทานในครั้งนี้ จะช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ลดความสิ้นเปลืองในการใช้ชุด PPE ให้กับบุคลาการทางแพทย์ผู้ปฏิบัติงานได้เป็นอย่างดี ช่วยปกป้องประชาชนจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เพราะห้องตรวจหาเชื้อดังกล่าว พัฒนาขึ้นโดยเทคโนโลยีทันสมัยของ SCG HEIM และ Living Solution ที่ออกแบบให้มีระบบควบคุมแรงดันและการหมุนเวียนของอากาศให้สะอาดปลอดภัย มีระบบป้องกันอากาศรั่วไหลที่ทำให้ห้องปิดสนิท ป้องกันอากาศเข้า-ออกตัวอาคาร ทำให้ภายในอาคารสามารถควบคุมแรงดันอากาศได้เป็นอย่างดี จึงช่วยเพิ่มความมั่นใจในความปลอดภัยแก่บุคลากรทางการแพทย์ขณะที่ตรวจหาเชื้อโควิด-19 ให้กับผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงได้มากขึ้น

ทั้งยังพระราชทานรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัย จำนวน 13 คัน เพื่อกระทรวงสาธารณสุขนำไปใช้ประโยชน์ ณ สำนักงานเขตสุขภาพ ที่ 1-12 ทั่วประเทศ และเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่กระทรวงสาธารณสุข ดูแลรับผิดชอบเพื่อใช้เป็นห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ในการเก็บตัวอย่างโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019( โควิด-19) ให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่น โรงเรียน วัด ชุมชนแออัด และกลุ่มอาชีพเสี่ยงทั่วประเทศ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในระบบการเฝ้าระวังและค้นหาผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 เชิงรุก ให้ประชาชนมีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์

พระองค์ทรงถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องตอบแทนคุณแผ่นดิน อันเป็นหน้าที่ที่ประชาชนชาวไทยทุกคนจะต้องร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติ  และล่าสุดจากกรณี “ทหารอียิปต์” ติดเชื้อโควิด-19 เข้าพักในโรงแรมที่จังหวัดระยองนั้น ทางกระทรวงสาธารณสุขได้นำรถตรวจโรคติดเชื้อชีวนิรภัยอันเป็นรถพระราชทานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไปตรวจบริการเพื่อตรวจหาเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้แก่ประชาชนด้วย จะเห็นได้ว่า พระองค์ไม่เคยทอดทิ้งประชาชนดังที่มี “คนบางกลุ่ม” กล่าวหา แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ทรงเลือกที่จะช่วยเหลือประชาชนอย่างเงียบๆ ในแบบ #กษัตริย์ผู้ปิดทองหลังพระ อย่างแท้จริง

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com
|#กษัตริย์ผู้ปิดทองหลังพระ

 

Related stories