รู้จัก “splinternet” ในวันที่โลกกำลังมีอินเทอร์เน็ต 2 ขั้ว “อเมริกา : จีน”

AdminSat 15 Aug 2020
0
รู้จัก “splinternet” ในวันที่โลกกำลังมีอินเทอร์เน็ต 2 ขั้ว “อเมริกา : จีน”


ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ฟังวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศอยู่หลายสำนัก แม้ว่าข่าวโควิด-19 จะอยู่อันดับต้นๆ ที่ทุกสำนักต้องพูดถึงทุกวัน แต่ข่าวที่สะกิดใจมากที่สุดก็คือข่าวที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี ห้ามไม่ให้ผู้ที่อยู่ในสหรัฐและบริษัทต่างๆ ในสหรัฐทำธุรกิจกับแอป TikTok ของบริษัท ByteDance และ WeChat ของบริษัท Tencent Holdings  ให้มีผลบังคับใช้ใน 45 วันโดยอ้างถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงของประเทศเกี่ยวกับข้ออ้างเรื่องการเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของชาวอเมริกัน

ทั้งนี้ คำสั่งแบน TikTok และ WeChat  ของทรัมป์อ้างอำนาจตามกฎหมายปี 1997 ที่ให้ประธานาธิบดีสหรัฐสามารถประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติเพื่อตอบสนองต่อ “ภัยคุกคามที่ผิดปกติและไม่ธรรมดา” เพื่อเปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีสามารถปิดกั้นธุรกรรมและยึดทรัพย์สินได้

ครั้นจะสั่งแบนแอป ’TikTok’ และ ‘WeChat’ ของจีน เฉยๆ ก็ดูจะจะเสียฟอร์มอดีตพ่อค้าเก่าอย่างทรัมป์ ในเวลาต่อมาถึงมีข่าวว่าบริษัท ByteDance ต้องขายกิจการให้บริษัทอเมริกา จึงจะสามารถดำเนินกิจการ แอป ’TikTok’  ต่อได้ โดยบริษัทชื่อดังอย่าง Microsoft, Google และ Twitter ก็ขานรับคำสั่งท่านประธานาธิบดีแบบฉับไว ล่าสุด เมื่อศุกร์ที่ผ่านมา  ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งพิเศษของฝ่ายบริหารอีกครั้ง โดยกำหนดระยะเวลาภายใน 90 วันนับจากวันลงนาม (14 ส.ค.63) ว่าบริษัทไบต์แดนซ์ “ต้องถ่ายโอนกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทั้งหมดในสหรัฐ” 

ข่าวนี้มองเผินๆ ก็เหมือนการเข้าซื้อกิจการของบริษัทต่างชาติในประเทศประชาธิปไตย แต่เคสนี้หนักกว่า เพราะโดนยัดข้อหาเป็น “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” (สมัยก่อนเราจะได้ยินข่าวนี้จากประเทศที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์เท่านั้น แต่นี่เกิดขึ้นในประเทศประชาธิปไตย !!! แล้วจะเปิดการค้าเสรีทำไม? เนี่ย เพราะต่อไปถ้ามีบริษัทต่างชาติบริษัทหนึ่งไปเปิดบริษัทในสหรัฐจนประสบความสำเร็จอย่างสูง แต่จู่ๆ ก็โดนข้อหา “ภัยต่อความมั่นคงของชาติ” อาจจะโดนยึดไปดื้อๆ อย่างนี้ทุกประเทศที่มีระบบการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตยก็ทำได้ใช่หรือไม่ ?) ซึ่งไม่เพียงสร้างความบาดหมางระหว่างสองชาติให้ร้าวลึกกว่าเดิม

แต่เกมนี้กำลังจะบีบให้ ‘จีน’ สร้างระบบ ‘อินเทอร์เน็ต’ ของตัวเองให้เร็วขึ้น นี่คือสิ่งที่นักวิเคราะห์การเมืองทุกสำนักกำลังพูดถึงในขณะนี้ ประมาณว่า มีของใครของมัน ต่างคนต่างใช้ ไม่ข้องเกี่ยวกัน ภาพของสงครามเย็น 2020 ก็ชัดแจ๋วกว่าเดิม เพราะแต่ละประเทศอาจจำต้องยอมเลือกข้าง แต่ในขณะเดียวกัน ประเทศกลางๆ อย่างอาเซียนน่าจะได้ประโยชน์ เพราะไหนๆ จะมีสองระบบละ ก็ใช้แม่..ทั้งสองขั้วเลยเป็นไง (พูดง่ายจ้ะ แต่การลงทุนสร้างเครือข่ายนี่สิ...ยกเว้นพี่สี จะใจป๋าควักเงินแสนล้านมาสร้างเครือข่ายให้)

ความจริงแนวคิดเรื่อง ‘อินเทอร์เน็ต’ 2 ขั้ว ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะอีริค ชมิดต์ อดีตซีอีโอของ Google เคยทำนายไว้ตั้งแต่ปี 2018 แล้วว่า การเซ็นเซอร์และควบคุมการใช้งานอินเทอร์เน็ตของพลเมืองจีนโดยรัฐบาล จะทำให้ในที่สุดโลกของอินเทอร์เน็ตถูกแบ่งออกเป็น 2 ฟากฝั่ง ฝั่งตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกาและฝั่งตะวันออกเป็นของจีน

ปฏิบัติการดังกล่าว เกิดขึ้นตั้งแต่การนำพลเมืองจีนเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ต โดยรัฐบาลจีนสกัดการท่องโลกออนไลน์อย่างเสรี ด้วยการใช้เครื่องมือปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ยกตัวอย่างเช่น บล็อกการใช้งานเว็บไซต์ยอดนิยม อาทิ เฟซบุ๊ก ยูทูบ

และเมื่อเครือข่ายและการใช้งานอินเทอร์เน็ตในประเทศจีนเติบโตสูงสุด ประชาชนตอบรับการซื้อขายผ่านระบบอีคอมเมิร์ซ ไปจนถึงการขยายตัวของสังคมไร้เงินสด (Cashless Society) เต็มรูปแบบ ทำให้ในอีก 10 ปีข้างหน้าหรือภายในปี 2028 จีนจะผงาดขึ้นสู่การเป็นผู้นำโลกอินเทอร์เน็ต ในขั้วซึ่งตรงกันข้ามกับสหรัฐอเมริกา

ยกตัวอย่างแพลตฟอร์มยอดนิยมในประเทศจีน ซึ่งได้รับผลพวงจากจำนวนประชากรขนาดใหญ่ 1,300 ล้านคน ทำให้มียอดการใช้งานเติบโตต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นไป่ตู้ (Baidu) เว็บเพื่อการค้นหาหรือเสิร์ชเอนจิ้น เทียบเท่ากูเกิล, วีแชท (WeChat) แอปพลิเคชันเพื่อการสนทนา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งานเป็นประจำทุกเดือนอยู่ 1,000 ล้านคน ตลอดจนเถาเป่า (Taobao) เว็บไซต์ขายปลีกในเครืออาลีบาบา ซึ่งเป็นลมใต้ปีกดันให้อาลีบาบาเติบโตในระดับสากลได้สำเร็จ

ชมิดต์ บอกว่า มูลค่าการค้าขายบนอินเทอร์เน็ตมีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจของจีน คิดเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ในการคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศหรือจีดีพี เช่นเดียวกับในสหรัฐอเมริกา และเขายังแสดงความกังวลต่ออนาคตของโลกเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลาที่ผ่านมา โดย เฉพาะในประเด็นของการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) ซึ่งเขาเชื่อว่าขณะนี้ประเทศมหาอำนาจทั้งหลาย ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา รวมรัสเซียและจีน ซึ่งเป็นฝ่ายตรงกันข้าม ต่างก็ตระหนักถึงความสำคัญของ AI ในอนาคตประเทศที่มี AI ล้ำหน้า มีโอกาสจะเป็นผู้ชนะ

คำกล่าวของชมิดต์ สอดคล้องกับแผน Made in China 2025 หรือ Industry 4.0 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ของจีนในการปฏิรูปเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิต เป็นพิมพ์เขียวของรัฐบาลจีนที่มีจุดมุ่งหมายจะเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยีของโลกในหลายด้าน และนี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกาในยุค โดนัลด์ ทรัมป์ หวาดกลัวความรุดหน้าด้านเทคโนโลยีของจีนจนต้องเปิดศึกการค้าด้วยการตั้งกำแพงภาษี และอีกสารพัดเรื่องราวที่กล่าวไป ประเทศพันธมิตร เช่น ออสเตรเลีย อังกฤษ ญี่ปุ่น ให้ความร่วมมือ

การแยกระบบอินเทอร์เน็ตเป็น 2 ขั้วจะเป็นอย่างไร ? มันจะทำให้เกิดคำศัพท์ใหม่ที่เรียกว่า “splinternet” หรือ โลกอินเทอร์เน็ต ที่ถูกแบ่งเป็น 2 ขั้ว โดยขั้วหนึ่งนำโดยจีน และอีกขั้วหนึ่งเป็นขั้วที่ไม่ใช่จีน นำโดยสหรัฐฯ

ไคฟู ลี ประธานบริหารของไซโนเวชั่น เวนเจอร์ส เคยกล่าวไว้ในงาน “เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม” ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ เมื่อปีแล้ว โลกจะพบกับปรากฏการณ์ “อินเทอร์เน็ตแยกเป็น 2 ขั้ว” หรือที่เรียกว่า splinternet ซึ่งมาจากคำว่า split (แยก) รวมกับคำว่า internet โดยขั้วหนึ่งนำโดยสหรัฐอเมริกา อีกขั้วนำโดยจีน ทั้งนี้ ถึงแม้ splinternet จะยังไม่มีคำนิยามที่ลงตัวเป็นเอกฉันท์ แต่มีบางคนชี้ว่าเป็นไปได้ที่ในอนาคตจะเห็นแอปพลิเคชั่นและบริการต่าง ๆ ของทั้งจีนและอเมริกาครอบครองอินเทอร์เน็ตโลกฝ่ายละครึ่ง

ซีอีโอของไซโนเวชั่น เวนเจอร์สระบุว่า เมื่ออินเทอร์เน็ตแยกเป็น 2 สายเช่นนี้ ประเทศอื่น ๆ ที่เหลือก็จะเลือกใช้บริการอินเทอร์เน็ตไปตามขั้วใครขั้วมัน เช่น อินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา มีแนวโน้มจะเลือกใช้บริการแอปพลิเคชั่นของจีน ในขณะที่สหรัฐอเมริกา ยุโรป และประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ ก็จะไม่ใช้แอปพลิเคชั่นของจีน แต่จะใช้ของอเมริกา

“ถ้าหากคุณมองไปที่ประชาชนทั้งโลกที่มีโทรศัพท์มือถือแล้วนับว่าพวกเขาใช้แอปพลิเคชั่นของจีนเท่าไหร่ ของอเมริกาเท่าไหร่ ผมว่าตัวเลขอาจจะอยู่ที่ 50/50” ไคฟู ลี ระบุ

ทั้งนี้ ในอนาคต จีนและสหรัฐ จะไม่ได้แข่งกันเฉพาะเรื่องอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่จะแข่งกันในทุกด้านที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี รวมทั้งปัญญาประดิษฐ์หรือ AI ซึ่งถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีสำคัญยิ่งในการสนับสนุนอุตสาหกรรมและกำหนดรูปโฉมของอินเทอร์เน็ตในอนาคต

หันกลับมามองที่ประเทศไทยของเรา ยังสาละวนอยู่กับเรื่องแก้/ไม่แก้รััฐธรรมนูญ เรื่องจะยกเลิก/ไม่ยกเลิก ม.112 อยู่เลย สุดท้ายแล้ว ปัญหาของประเทศไทยอยู่ที่รัฐธรรมนูญ หรือตัวประชาชนเองกันแน่ ถามเฉยๆ อยากให้ชวนคิด

https://www.prachachat.net/world-news/news-288528
https://www.thairath.co.th/news/tech/1391438
https://www.blockdit.com/articles/5f2d10c3c4255d08273a44df

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

 

 

Related stories