สหรัฐฯ และสังคมโลกในปี 2021 โดย Pat Hemasuk

AdminSun 15 Nov 2020
0
สหรัฐฯ และสังคมโลกในปี 2021  โดย Pat Hemasuk

สหรัฐฯ และสังคมโลกในปี 2021

โดย Pat Hemasuk

 

หลังจากที่ผลการนับคะแนนใหม่อีกรอบของรัฐจอร์เจียออกมาแล้ว ไบเดนนำไปทะลุสามร้อยเสียงเป็น 306 ในขณะที่ทรัมป์ได้ไป 232 วันนี้ที่ผมกำลังเขียน (14 พย.เวลา 12.00) ทรัมป์ออกมาพูดในแนวยอมรับความพ่ายแพ้แล้ว ทรัมป์พูดถึงรัฐบาลหน้าควรไม่ใช้มาตราการล็อกดาวน์เพื่อป้องกันการระบาดของโควิด นั่นคือการมองโลกในอนาคตของทรัมป์ที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านตัวเอง 

 

เมื่อวานนี้รัฐบาลจีนแถลงผ่านกระทรวงการต่างประเทศออกมาแสดงความยินดีกับว่าที่ ปธน.คนใหม่ โดยนายหวัง เหวินปิน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาแถลงข่าวว่า ปักกิ่งเคารพต่อการตัดสินใจของชาวอเมริกัน และแสดงความยินดีกับ โจ ไบเดน และ กมลา แฮร์ริส เรื่องนี้พอที่จะสรุปแบบปิดบัญชีได้แล้วว่าผลการเลือกตั้งนั้นจบสิ้นโดยสมบูรณ์ เพราะจีนนั้นสงวนท่าที่มาตลอดเวลา ไม่รีบร้อนที่จะแสดงความยินดีเหมือนชาติอื่น ๆ ที่แสดงความยินดีตั้งแต่วันแรกที่ผลคะแนนที่คาดการณ์ว่าชนะขาด และผมเชื่อว่า ปธน.สี จิ้นผิง คงจะแสดงความยินดีอย่างเป็นทางการหลังวันที่ 14 ธ.ค.หลังจากประชุมสภาเสนอชื่อผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนต่อไปอย่างเป็นทางการ ไม่ต่างกับรัสเซียที่ยังสงวนท่าที่ในการแสดงความยินดีกับว่าที่ ปธน.คนใหม่

 

แต่โลกในอนาคตหลังจากที่ไบเดนขึ้นรับตำแหน่งแล้วจะมีอะไรเกิดขึ้น ผมเองคงต้องใช้นโยบายหาเสียงของไบเดนเป็นหลัก ไม่ต่างกับนักวิเคราะห์ทั้งฝั่งสหรัฐฯ และยุโรปในหัวข้อต่าง ๆ ซึ่งพอสรุปได้ว่าหลังวันที่ 20 ม.ค.ปีหน้าโลกจะเห็นอะไรเปลี่ยนไปบ้างจากสหรัฐฯ

 

สิ่งหนึ่งที่ไบเดนใช้เป็นนโยบายหาเสียงมาตลอดคือการเข้าร่วมในความตกลงปารีส (Paris Agreement) ตามกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่สหรัฐฯ บ่ายเบี่ยงมาตลอดหลายรัฐบาล เนื่องจากการที่สหรัฐฯ คือประเทศที่สร้างก๊าซเรือนกระจกในอันดับต้นของโลก การที่จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ลงตามอนุสัญญานั้นจะกระทบต่ออุตสาหกรรมของสหรัฐฯ สูงมาก แต่ในเวลาต่อมาจีนนั้นก็เป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซออกมาไม่น้อยเช่นกัน แต่สิ่งที่จีนทำนั้นเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ เองก็คาดไม่ถึง คือเมื่อปีที่แล้ว ปธน.สี จิ้นผิง ได้ออกมาแถลงในที่สนับสนุนข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศที่กรุงปารีสต่อประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และยังสนับสนุนให้ประเทศต่าง ๆ  ออกนโยบายหลังจากที่โลกฟื้นตัวจากวิกฤตโควิด-19 ในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยตั้งเป้าหมายทำให้คาร์บอนเป็นศูนย์ก่อนปี 2060

 

นั่นคือการเขี่ยสหรัฐฯ ออกจากการเป็นผู้นำในด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้องของเวทีโลก และเป็นสิ่งที่ไบเดนยอมไม่ได้ที่จะยังดื้อในเรื่องแบบนี้อีกต่อไป สหรัฐฯ จะเข้าร่วมในความตกลงปารีสในรัฐบาลนี้ รวมถึงการกลับเข้าไปร่วมกับองค์การอนามัยโลก (WHO) หลังจากที่โดนทรัมป์แบนและประกาศแยกตัวออกไปเมื่อครั้งที่โควิด-19 ระบาดในสหรัฐฯ รวมถึงการกลับเข้าไปร่วมในยูเนสโก (UNESCO) หลังจากที่สหรัฐฯ ลาออกมาจากกรณีที่สหรัฐฯ ไปยุ่งกับเรื่องฝั่งตะวันตกของกรุงเยรูซาเลมที่อิสราเอลประกาศให้เป็นเมืองหลวง

 

ในเรื่องการค้านั้น สหรัฐฯ ใช้วิธีเจรจาแบบทวิภาคีมาตลอดในช่วงของรัฐบาลทรัมป์ โดยไม่สนใจพื้นฐานแบบพหุภาคีที่สหรัฐฯ เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้มาตลอดในรัฐบาลของโอบามาและรัฐบาลก่อนหน้านั้น ดังนั้น ในปีหน้าอาจจะเห็นการเข้าร่วมอีกครั้งของสหรัฐฯ กับการเจรจาในรูปแบบของ TPP (Trans Pacific Partnership Agreement ) กับภูมิภาคอาเซียน ซึ่งจะว่าไปแล้วสหรัฐฯ เสียโอกาสให้ RCEP (Regional Comprehensive Economic Partnership) ของอาเซียน+6 ไปแล้วอยู่ไม่น้อยในหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนั้นกลุ่มนี้ยังมีการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ASEAN-China Free Trade Area – ACFTA) อีกด้วย ทำให้โครงสร้างของระบบการค้าที่มีขนาดเป็น 40% ของโลกต้องชะงักไปในสมัยของทรัมป์ที่ไม่สนใจที่จะต่อยอดการเจรจาแบบพหุภาคีและถอนตัวออกไปในเรื่องนี้ แต่ในปีหน้าคงได้เห็นการเริ่มต้นอีกครั้งของ TPP ที่ไบเดนก็มีแนวโน้มที่จะปัดฝุ่นนำมาใช้เจรจากันอีกรอบ

 

ส่วนไทยจะได้ประโยชน์อะไรจากเรื่องนี้คงต้องย้อนหลังกลับไปอ่านบทวิเคราะห์ที่ผมเคยเขียนไว้เมื่อ 5 ปีก่อนที่ไทยเรายังคงที่จะใช้ FTA  (Free Trade Agreement) กับสหรัฐฯ ที่ไทยเราได้ประโยชน์มากกว่า เพราะการที่ไทยบ่ายเบี่ยงในการเข้าร่วม TPP มาตลอดก็เพราะเราเสียเปรียบในประเด็นทรัพย์สินทางปัญญา กฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า การเปิดเสรีด้านการลงทุน การเปิดเสรีด้านบริการ ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะไม่มีผลกับไทยมากนักหรือมีผลเพียงบางส่วนถ้าใช้ FTA กับสหรัฐฯ อย่างที่เคยเป็นมาโดยตลอด และสิ่งหนึ่งที่ไทยต้องพิจารณาถึงผลได้ผลเสียคือ ไทยเป็นคู่ค้ากับสหรัฐฯ เป็นอันดับ 4 รองมาจากกลุ่มอาเซียน จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ และไทยเป็นคู่ค้ากับสหรัฐฯ อันดับที่ 18 ในช่วงต้นของรัฐบาลทรัมป์ ตามความเห็นของผมแล้วคิดว่าถ้าสหรัฐฯ จะย้อนกลับไปใช้นโยบายของปลายรัฐบาลโอบามา ไทยก็คงสวิทช์ไปใช้เช่นเดียวกัน และสหรัฐฯ ก็คงเข้าใจว่าไทยก็คงเลือก FTA มากกว่า TPP

 

ในเรื่อง GSP (Generalized System of Preference) หรือระบบสิทธิพิเศษทั่วไปทางภาษีที่สหรัฐฯ มีให้ไทยในรูปของทวิภาคี คงยังมีต่อไปตราบใดที่สมประโยชน์กันทั้งสองฝ่ายทั้งไทยและสหรัฐฯ เพราะเรื่องนี้เป็นการให้เปล่า ไม่มีใครบังคับใครได้ การที่ไทยจะยังคงรักษาผลประโยชน์ที่ได้ฟรีจากสหรัฐฯ คงต้องแลกกันกับเรื่องอีกหลายเรื่อง ทั้งในทางแจ้งและทางลับ

 

เรื่องการเผชิญหน้ากันทางการทหารในเขตเอเชียตะวันออกและทะเลจีนใต้คงจะมากขึ้น เรื่องนี้ผมขอสวนทางกับนักวิเคราะห์ไทยบางท่านที่ให้ความเห็นว่าจะน้อยลง เรื่องนี้ผมมีความเห็นไม่แตกต่างกับนักวิเคราะห์ต่างประเทศส่วนใหญ่ที่มองว่าสหรัฐฯ จะเข้ามายุ่งกับเสถียรภาพของจีนทางด้านการทหารในทะเลจีนใต้แน่นอน การที่พรรคเดโมแครตวางตัวผู้ทำงานในเรื่องต่างประเทศและกลาโหมที่เป็นสายเหยี่ยวมาตลอดเกือบทุกรัฐบาลนั้น จะพอมองเหตุการณ์ข้างหน้าออกว่ารัฐบาลไบเดนก็คงไม่แตกต่างกับที่เคยผ่านมา นโยบายซัดก่อนแล้วค่อยเจรจาภายหลังคงจะถูกนำมาใช้อีกรอบ แต่ในเวลาเดียวกันความผ่อนคลายของตะวันออกกลางนั้นคงจะเบาลงในบางเรื่องและเข้มขึ้นในบางเรื่อง การทิ้งทุ่นข้อตกลงนิวเคลียร์ของอิหร่านในสมัยของทรัมป์จะกลับมาอีกครั้งก็เป็นไปได้สูง เพราะชาติอื่น ๆ ก็ยังยืนยันอยู่ในข้อตกลงนั้น เพียงแต่สหรัฐฯ เท่านั้นที่ถอนตัวออกไปแบบไร้เหตุผล ทั้งที่อิหร่านก็ทำตามสัญญาทุกเรื่องที่จับมือกันเอาไว้ ทำให้อิหร่านเองย้อนตัวเองกลับไปสะสมยูเรเนียมเสริมสมรรถนะอีกรอบ และมีการเดากันว่า เทคโนโลยีจรวดที่อิหร่านใช้ยิงขึ้นทดสอบขีปนาวุธพิสัยกลางเมื่อเดือนก่อนนั้น ได้รับการสนับสนุนความรู้จากเกาหลีเหนือ และวัตถุดิบสร้างอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือบางส่วนมาจากอิหร่านที่แลกเปลี่ยนกลับมาเช่นกัน เรื่องนี้ผมย้ำอีกครั้งว่าเป็นการคาดเดาตามที่ทั้งคู่เปิดเผยตัวให้คนทั้งโลกคิดไปแบบนั้น เพราะถ้าเดาว่าจีนคือผู้สนับสนุนรายใหญ่แล้วคงจบเรื่องไม่ลงกับเวทีโลกที่จีนปฏิเสธมาตลอดว่าไม่เกี่ยวกับการพัฒนาอาวุธของทั้งคู่ ส่วนการจะสานความสัมพันธ์ต่อกับคิวบาเหมือนปลายยุคโอบามานั้นมีโอกาสสูงมาก เพราะทรัมป์ยกเลิกทั้งหมดที่โอบามาสร้างเอาไว้รวมถึงแผนการเปิดสถานทูตอีกครั้งในคิวบานั้นน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งไม่ต่างกับอิหร่าน

การขึ้นค่าแรงในสหรัฐฯ ตามนโยบายหาเสียงของไบเดนจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมภายนอกประเทศ เพราะค่าแรง 15 เหรียญต่อชั่วโมงนั้นจะผลักดันให้อุตสาหกรรมไหลออกมายังฐานการผลิตคงอยู่ในสหรัฐฯ ไม่ได้ ซึ่งไทยคงได้ผลประโยชน์ในเรื่องนี้อย่างแน่นอน ผู้ประกอบการคงไม่เลือกจีนอีกต่อไปเพราะเกรงในเรื่องปัญหาความไม่แน่นอนของการเมืองในบ้านตัวเอง ในกลุ่มอาเซียนไทยมีพื้นฐานอินฟราสตรักเจอร์ที่พร้อมกว่าประเทศอื่น ๆ ส่วนสงครามการค้ากับจีนคาดว่าคงจะแผ่วลง ไม่เล่นบทโหดเลิกจริงตัดจริงเหมือนสมัยของทรัมป์อีกต่อไปแล้ว แต่เรื่องสงครามการค้าคงไม่จบลงโดยง่าย คาดว่าไบเดนคงเล่นงานจีนต่อ แต่อาจจะใช้วิธีที่ไม่แข็งกร้าวและพึ่งพาพันธมิตรในรูปของพหุภาคีในการปิดล้อมจีนมากขึ้นกว่าการฉายเดี่ยวเหมือนสมัยทรัมป์

Related stories