สัญญาของแผ่นดิน โดย Pat Hemasuk

AdminSat 05 Dec 2020
0
สัญญาของแผ่นดิน  โดย Pat Hemasuk


พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ยังทรงรักษาสัญญาที่ทรงมอบไว้ให้ประชาชนไม่เคยแปรผันเป็นอย่างอื่น วันนี้แม้ว่าพระองค์จะเสด็จสู่สวรรคาลัยแล้ว แต่คนไทยทุกคนยังรู้สึกได้ว่าพระองค์ไม่เคยเสด็จละทิ้งประชาชนของพระองค์ไปไหน

สัญญาข้อแรกที่ทรงมอบให้แก่ประชาชนไทยในวันที่ทรงประทับรถยนต์พระที่นั่งเพื่อเสด็จกลับไปศึกษาต่อที่ต่างประเทศหลังเสด็จขึ้นครองราชย์ เมื่อมีประชาชนตะโกนว่า "ในหลวงอย่าละทิ้งประชาชน" แล้วทรงตั้งพระราชหฤทัยว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร"

ในเวลาต่อมาตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ เกือบไม่มีพื้นที่ใดของประเทศไทยที่ไม่เคยเสด็จไปดูแลทุกข์สุขพสกนิกรของพระองค์เลย ทรงไม่เคยผิดจากสัญญาที่ทรงตั้งพระราชหฤทัยไว้ในวันนั้น

ทุกวันนี้สัญญาของพระองค์ยังคงอยู่กับ ผืนฟ้า ป่าเขา ลำธาร สายน้ำ ทุกโครงการหลวงบนแผ่นดินนี้ และยังทรงประทับอยู่ในใจประชาชนของพระองค์ตลอดไป

เมื่อครั้งทรงยังเป็นยุวกษัตริย์ครองราชย์ต่อจากพระเชษฐานั้น ประเทศไทยยังคงมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไม่รู้จบ จากคนกลุ่มหนึ่งไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่งที่ล้วนแต่หิวกระหายในอำนาจและเงินตรา  คำว่าประชาชนดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในหัวของคนพวกนี้ ทรัพย์สินและที่อาศัยของพระบรมวงศานุวงค์ถูกริบเอาไปใช้ประโยชน์ส่วนตัว สถาบันกษัตริย์ถูกสั่นคลอนอย่างต่อเนื่องมาสองรัชกาล รัฐบาลของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ทั้งสองสมัย ได้ลดความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ลงไปอย่างมาก น่าจะเป็นเพราะเมื่อครั้งที่เปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 คนที่ให้ความเห็นในการล้มล้างสถาบันอย่างเด็ดขาดด้วยวิธีรุนแรงแบบไม่ให้เหลือราชวงศ์เลยก็คือจอมพลแปลก แต่สมาชิกผู้ก่อการท่านอื่นมีความเห็นต่างในเรื่องนี้ ทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ในเวลานั้นยังคงธำรงอยู่มาได้ แต่ก็อ่อนล้าเต็มที

ในเวลานั้นรัฐบาลจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ต้องการที่จะขึ้นสู่อำนาจเป็นที่หนึ่งของประเทศ ไม่ใช่กษัตริย์ตามรัฐธรรมนูญที่มีแต่ตัวหนังสือ การทำลายล้างสิ่งที่เป็นตัวแทนของสถาบันเก่าก็เกิดขึ้นมาอยู่ตลอดเวลา วังเก่าที่ยึดเอามาในเวลานั้นถูกใช้งานเป็นหอพักของนิสิตจุฬาก็โดนทุบทิ้งสร้างเป็นสนามกีฬา ทั้งที่ยังมีที่เหลืออีกมากมายที่อยู่ติดกัน ชื่อของสนามกีฬา ถนนหนทาง และสะพานต่าง ๆ ก็กลายเป็นชื่อของคณะก่อการไปทั้งหมด แม้กระทั่งรถพระที่นั่งก็ถูกขโมยขับออกไปเป็นรถใช้งานของนายกรัฐมนตรีแทน ทำเนียบรัฐบาลก็ดูหรูหรามีตราของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม อยู่ในงานสถาปัตยกรรม ไม่เว้นแม้แต่ตราประทับในจดหมายหรือหนังสือที่พยายามจะให้เหมือนเป็นพระราชลัญกรในรูปแบบใหม่ของนายกรัฐมนตรีที่ทำเกินกว่าความเป็นนายกรัฐมนตรี

ถือว่าในเวลานั้นเวลาที่ทุกปัญหาบีบรัดเข้ามากดดันราชวงศ์ ทรงต้องใช้ขันติธรรมที่สูงมาก ในการดูแลครอบครัวเล็ก ๆ ครอบครัวหนึ่งที่ขาดทั้งพระราชบิดาและพระเชษฐาที่เคยเป็นเสาหลักของครอบครัว อีกทั้งต้องแบกรับเอาความหวังของคนทั้งประเทศเอาไว้ในฐานะพระมหากษัตริย์รวมถึงเป็นสัญญาของแผ่นดินที่ทรงต้องแบกรับเอาไว้ว่าจะไม่ทิ้งประชาชน

เมื่ออำนาจนั้นเมื่อไม่ได้ตั้งอยู่ในธรรม อำนาจนั้นก็หมดลง ในที่สุดเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลอีกครั้งหนึ่งจากรัฐประหารกันเอง ทำให้รัฐบาลของจอมพลแปลก พิบูลสงคราม ที่อยู่มาอย่างยาวนานสองสมัยเกือบสิบห้าปีก็จบลงพร้อมกับรัฐบาลใหม่ ที่มีแนวทางไม่เป็นภัยต่อราชวงศ์อีกต่อไป หลังจากยุคของนายพจน์สารสินและจอมพลถนอม กิติขจร สั้น ๆ แล้วในยุคของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็มีการถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ให้กลับไปเป็นอย่างที่เคยเป็นมา รื้อฟื้นพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ที่จุดนั้นถือว่าเป็นจุดที่สถาบันพระมหากษัตริยสามารถทรงงานเพื่อประชาชนตามสัญญาที่ทรงให้ไว้อีกครั้ง

ทรงเริ่มเดินทางไปทุกภาคส่วนของประเทศที่เวลานั้นประเทศไทยเหมือนหยุดความเจริญมาตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยและญี่ปุ่นในยุคเมจิถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนามาพร้อมกัน มีรถไฟ ไฟฟ้า โทรศัพท์ และสาธารณูปโภคอื่นมาไล่เวลากัน ในขณะที่ญี่ปุ่นก้าวเดินต่อไปหลังสงครามโลก แต่ประเทศไทยนั้นเจริญกระจุกตัวแต่ในเมืองหลวง คนไทยที่อยู่ต่างจังหวัดห่างไกลกลับไม่ได้รับการพัฒนาการเป็นอยู่ขึ้นเลยจากเมื่อหลายสิบปีก่อน และในเวลานั้นความรุนแรงของลัทธิคอมมิวนิสต์ก็รุนแรงอยู่ไม่ใช่น้อย ทรงใช้วิธีที่ไม่เคยมีอยู่ในตำราของตะวันตก นั่นคือถ้าท้องอิ่มมีที่ทำกิน ก็ไม่มีใครอยากจับปืนต่อสู้อีกแล้ว ทรงต่อสู้กับความยากจนจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่ง ตลอดเวลาหลายสิบปีจนคำว่าคอมมิวนิสต์นั้นจบสิ้นลงในขณะประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีภัยสงครามกับคอมมิวนิสต์อย่างต่อเนื่องจนไม่อาจจะรักษาอะไรไว้ได้ ไม่เพียงแต่สถาบันกษัตริย์จะถูกทำลายลงเท่านั้น แม้แต่ประชาชนที่มีคุณภาพที่จะรับช่วงพัฒนาประเทศจากรุ่นสู่รุ่นก็ถูกฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ไปจนเกือบหมดสิ้น

การทรงงานตามสัญญาของแผ่นดินนั้นจะทรงกระทำไม่ได้เลยถ้าขาดครอบครัวที่ดี สมเด็จพระบรมราชชนนี (พระยศในขณะนั้น) หรือสมเด็จย่าก็ทรงเครื่องแบบของตำรวจตระเวณชายแดนเกือบทุกวัน เกือบไม่มีวันไหนที่ ฮ.พระที่นั่งจะไม่ลงในลานฝุ่นในที่ห่างไกลพร้อมหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกไปดูแลประชาชน หลังจากที่ทรงกลับไปแล้ว หมู่บ้านนั้นจะมีโรงเรียนและที่ทำการอนามัยตำบลเกิดขึ้นมา ในขณะที่การประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้นั้นสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ (พระยศในขณะนั้น) ก็ได้ทรงงานมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ถ้าประชาชนเหล่านั้นมีอาชีพที่สร้างรายได้เพิมขึ้น ปัญหาที่มีอยู่ก็น้อยลง จากไร่ฝิ่นก็เปลี่ยนมาเป็นไร่ไม้เมืองหนาวและผลิตภัณฑ์ในครัวเรือนที่ต่อมาพัฒนาขึ้นมาเป็นโครงการศิลปาชีพในที่สุด

คำว่าภูมิพลในพระนามาธิไธยนั้นแปลว่ากำลังของแผ่นดิน แผ่นดินจะมีกำลังไปไม่ได้ถ้าขาดน้ำ ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์นั้นจะให้ความสำคัญของระบบน้ำแหล่งน้ำ เพราะเมื่อมีน้ำก็มีคน เมื่อมีคนก็มีผลผลิตทางการเกษตร และความมั่นคงของประเทศก็จะตามมา ตลอดรัชสมัยของพระองค์นั้น คลองชลประทานและเขื่อนต่าง ๆ ถูกสร้างขึ้นมาจากเหนือจดใต้ จากเขื่อนขนาดเล็กสามเขื่อนที่สร้างสามรัชกาลก่อนหน้านั้นก็มีเขื่อนขนาดใหญ่ถูกสร้างเพิ่มอีก 33 เขื่อน ฝายทดน้ำอีกหลายร้อยฝาย คลองชลประทานหลายพันกิโลเมตรถูกขุดถักทอกันเป็นร่างแหครอบคลุมไปทั่วประเทศจนเกือบไม่มีแผ่นดินของพระองค์ที่ไหนที่ไม่มีแหล่งน้ำในการเพาะปลูก ไม่มีแผ่นดินไหนที่พระองค์และพระราชวงศ์ไม่เคยไปทรงงานทิ้งเอาไว้

ทุกวันนี้สัญญาของแผ่นดินตั้งแต่สัญญาแรกที่พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยเอาไว้ว่า "ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้า แล้วข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนได้อย่างไร" จนถึงสัญญาใหม่ที่เกิดขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดพระชนม์ชีพหลายพันโครงการนั้นยังคงมีอยู่ และยังคงทรงรักษาสัญญาของพระองค์ไว้จนถึงทุกวันนี้ แม้พระองค์จะเสด็จกลับสวรรคาลัยไปแล้วก็ตามแต่คำมั่นสัญญานั้นยังคงเดินหน้าต่อไปไม่เคยหยุด ทรงทิ้งงานเอาไว้ให้คนที่อยู่เบื้องหลังได้ทำงานต่อไปไม่หยุดนิ่งเพียงเท่านั้น สัญญาของแผ่นดินนั้นไม่ได้หยุดลงพร้อมกับพระองค์ที่ทรงจากไป แต่สัญญาของแผ่นดินนั้นจะคงมีอยู่ต่อไปจนถึงชั่วรุ่นลูกหลานสืบต่อไปตราบเท่าประเทศไทยยังคงมีสถาบันกษัตริย์ยังคงอยู่ในสังคม

Related stories