โลกหลังโควิด-19 โดย Pat Hemasuk

AdminSat 12 Dec 2020
0
โลกหลังโควิด-19  โดย Pat Hemasuk


ครั้งนี้ผมอยากจะคุยอะไรเบา ๆ เรื่องรอบตัวที่เป็นเรื่องที่ดีและเบาสบายใจบ้าง เรื่องที่ดีที่ผมอยากให้คนทำมาหากินเตรียมตัวกันก็คือเรื่องของการกลับมาใช้ชีวิตอย่างที่เราคุ้นเคยหลังการระบาดของโควิด-19 จบลง แต่สิ่งหนึ่งคือนิวนอร์มัลบางเรื่องจะเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิตของทุกคนบนโลกใบนี้ไปตลอดกาล

ใช่ครับ ผมคิดว่าการระบาดมันกำลังจะจบลงในเวลาไม่น่าเกินไตรมาส 1-2 ที่กำลังจะถึงนี้ มีหลายเหตุผลที่ผมมั่นใจ ไม่ใช่มีแต่เพียงที่เริ่มมีการแจกวัคซีนกันบ้างแล้วในยุโรปและสหรัฐฯ ในช่วงสัปดาห์นี้ แต่ความมั่นใจหลาย ๆ อย่างที่ผมสังเกตุมาสักพักแล้ว ผมรื้อฟื้นวิชาไวรัสวิทยาเท่าที่ยังเหลือติดหัวอยู่ในตอนนี้มาเล่าให้อ่านกันแบบง่ายที่สุด

ย้อนไปหลังเดือนเมษาที่ผ่านมานักไวรัสวิทยาก็ได้พบว่าไวรัสตัวนี้มันเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมได้เร็วพอสมควรเมื่อเทียบกับเชื้อตัวอื่นก่อนหน้านั้น เช่น โรคซาร์ส (SARS) ที่เป็นเชื้อโคโรนาไวรัส HCoV-229E ก็ยังไม่เร็วเท่า กับเชื้อ SARS-CoV-2 หรือโควิด-19 ในชื่อที่รู้จักกัน และไวรัสนั้นก็อยู่ในกฎของการกลายพันธุ์เพื่ออยู่รอดไม่ต่างกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ แม้มันจะดูเหมือนไม่มีชีวิตก็ตาม

ตามปกติแล้วการกลายพันธุ์เมื่อเข้าระดับการเปลี่ยนแปลงมาหลายรอบ ส่วนมากมันจะพัฒนาตัวเองให้แพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งได้ง่ายขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่มันอาจจะสูญเสียไปคืออำนาจในการทำลายชีวิตของมันจะลดลง มีเชื้อหลายตัวในอดีตเช่นโคโรนาไวรัสไข้หวัดสเปน (Spanish flu) H1N1 ที่ดูเหมือนหายไปหลังจากเอาชีวิตคนมาแล้วหลายสิบล้านคนทั่วโลก แต่ความจริงแล้วมันไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่มันกลายพันธุ์ลดความรุนแรงลงจนเหลือเพียงไม่ต่างกับหวัดประจำถิ่นธรรมดาตัวหนึ่งเท่านั้น

ผมอยากจะอธิบายเรื่องของไวรัสตัวนี้ให้เข้าใจคร่าว ๆ ว่ามันเป็นชนิดมีเปลือกหุ้ม (Enveloped virus) มีลักษณะกลมหรือรูปไข่ ซึ่งเปลือกหุ้มนั้นคือโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นเปลือก (E protein : Envelope) และมีโปรตีนที่เป็นหนาม (S protein : Spike) ที่สามารถเกาะเข้ากับเซลล์เพื่อเข้าไปยึดครอง และทำสำเนาตัวเองจากทรัพยากรที่อยู่ในเซลล์นั้นจนเพิ่มจำนวนขึ้นมา ตัวที่กลายพันธุ์ในเวลานี้ไปทั่วโลกคือ D614G ที่ติดง่ายขึ้น จากการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของโปรตีนที่เป็นส่วนหนามจากตัวเดิมที่ระบาดในประเทศจีนจาก D มาเป็น G  จะเห็นว่ามีคนที่เป็นแล้วติดซ้ำได้อีกที่ประเทศจีนและฮ่องกง เนื่องจากเชื้อมันกลายพันธุ์ไม่ต่างกับไข้หวัดที่เป็นแล้วก็เป็นอีกได้ถ้าไปติดหวัดอีกสายพันธุ์หนึ่ง

ผมจะข้ามเรื่องคนส่วนหนึ่งตายเพราะ นิวโทรไฟล์ (Neutrophiles) ที่ทำหน้าที่ทำลายไวรัสและเซลล์ของตัวเองด้วย รวมถึงเซลล์นักฆ่า (Killer T cell) ที่สั่งให้เซลล์ติดเชื้อทำลายตัวเอง ซึ่งทั้งสองตัวนี้เป็นตัวทำลายปอดยิ่งกว่าตัวเชื้อทำลายเองเสียอีก ดังนั้นจะเห็นว่าคนหนุ่มสาวก็ตายไม่ใช่น้อย ไม่เพียงแต่คนสูงอายุจะต้องตายง่ายแต่ฝ่ายเดียว ยิ่งหนุ่มสาวเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันยังแอคทีฟมากกว่าคนมีอายุก็ยิ่งตายเร็ว จากเนื้อเยื่อถูกทำลายโดยระบบป้องกันตัวเองทำงานมากไปหน่อย จนเนื้อเยื่อปอดพังไปทั้งหมดก็มีให้เห็นกันไม่น้อยในยุโรปและสหรัฐฯ

ซึ่งอาจจะมีองค์ประกอบเสริมสองอย่างที่ทำให้คนติดเชื้อแล้วไม่ตายหรือติดแต่ไม่มีอาการ เมื่อมีการติดเชื้อระยะหนึ่งแล้วจะสามารถกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ ในกรณีนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่อยู่ในครอบครัวที่ติดเชื้อแต่ไม่ได้แสดงอาการป่วยแต่อย่างใด และอีกอย่างคือภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติ (pre-existing immunity) หรือคนที่เคยติดเชื้อที่มีพันธุกรรมใกล้เคียงกันมาแล้ว ร่างกายเลยมีภูมิคุ้มกันอยู่ระดับหนึ่ง เหมือนมีวัคซีนจากธรรมชาติให้ตัวเอง ไม่ต่างกับบางคนที่ไม่เคยเป็นหวัดมาหลายปี ก็เพราะร่างกายมีภูมิคุ้มกันเชื้อหวัดที่ใกล้เคียงกันมากที่สามารถป้องกันตัวเองจากหวัดบางสายพันธุ์ได้ แต่ไม่ใช่ป้องกันได้ทั้งหมด แต่หลายคนที่ไม่มีอาการแต่ติดเชื้อก็ยังแพร่เชื้อให้ผู้อื่น อย่างเช่นในรายของ ซูเปอร์สเปรดเดอร์ (Super-spreader) ที่เกาหลี และรายที่ในสนามมวยในประเทศไทยที่แพร่เชื้อให้คนมากกว่า 50 คนจากการที่อยู่ในสนามมวยไม่กี่ชั่วโมง

ที่ผมเล่าเรื่องไวรัสตัวนี้มาอย่างยืดยาวก็เพราะต้องการปูพื้นฐานให้เข้าใจตรงกันว่าทำไมผมถึงคิดว่าเรื่องนี้ใกล้จะจบแล้ว เพราะเวลานี้มีสองปัจจัยอย่างที่ผมบอกคือมีวัคซีนออกมาแล้ว และคนที่มีภูมิต้านทาน (Herd Immunity) จากการระบาดรอบที่สองและสามในบางประเทศก็เพิ่มขึ้นมาอีกส่วนหนึ่ง ทำให้ในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าการระบาดรอบใหม่จะมีผู้ป่วยน้อยลงกว่าครั้งก่อน นั่นคือจุดเริ่มต้นของการทำมาหากินและเดินทางได้สะดวกเหมือนเดิมสักที แต่โลกใบนี้คงต้องมีนิวนอร์มัลที่ไม่อาจจะกลับไปเหมือนเดิมได้อีกหลายอย่างที่ต้องปรับตัวกัน

สิ่งหนึ่งที่โลกทั้งใบรู้แล้วว่าการทำงานที่ไม่ต้องเข้าไปนั่งในออฟฟิศมาหนึ่งปีนั้นคืออะไร และประหยัดรายจ่ายให้องค์กรได้มากแค่ไหน คนที่ทำงานในเมืองใหญ่โดยเฉพาะในต่างประเทศนั้น คงจะเห็นจำนวนเงินตัวนี้พอสมควร เงินเดือนหนึ่งในสามคือค่าที่อยู่อาศัย หนึ่งในสามคืออาหาร และหนึ่งในสามคือค่าเดินทาง การประหยัดเงินถึงหนึ่งในสามของพนักงานและเจ้าของธุรกิจนั้นเป็นเงินมหาศาลพอสมควร ดังนั้นสิ่งนี้น่าจะเป็นนิวนอร์มัลตัวหนึ่งของปีหน้าและปีต่อไป

และอีกเรื่องหนึ่งคือสำนึกในการทำงานจะมีมากขึ้นกว่าเดิม ในช่วงที่ระบาดหนักจนถึงขั้นล็อกดาวน์นั้น หลายคนยังจำได้ว่าร้านอาหารปิดหมด อยากกินอาหารร้านไหนก็นั่งกินในร้านไม่ได้ ก็ต้องหิ้วกลับบ้านหรือสั่งให้รถบริการไปซื้ออาหารจัดการส่งให้ ธุรกิจบางอย่างต้องลดจำนวนพนักงานลง พนักงานคนไหนที่ไม่โดนเลย์ออฟออกไปก็ขยันทำงานกันมากขึ้น ทำประโยชน์ให้กับองค์กรมากขึ้นเพื่อให้ตัวเองมีความสำคัญและเป็นกลุ่มสุดท้ายที่จะโดนเลิกจ้าง สิ่งนี้กลับสร้างวิถีทางใหม่ให้กับทั้งสองฝ่าย ทั้งเจ้าของกิจการและพนักงาน เพราะกลายเป็นว่าคนน้อยลง กิจการกำไรมากขึ้น เพราะคนที่เหลืออยู่ทุ่มทำงานสุดตัวเพื่อให้องค์กรอยู่ได้ แล้วตัวเองก็ยังอยู่ได้มีเงินเดือนที่ใช้ในการดำรงชีวิตต่อไป สิ่งนี้ก็จะเป็นนิวนอร์มัลตัวใหม่ของธุรกิจทั้งใหญ่และเล็กที่ต้องรีไซส์ตัวเองลงเพื่อความอยู่รอด

เรื่องของฟินเทค (Financial Technology) หรือ นวัตกรรมการเงินก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่จะเปลี่ยนโลกไปจากเดิม

เมื่อปีที่แล้วคนไทยส่วนมากจะคุ้นเคยกับบัตร ATM มากกว่า ยิ่งตอนต้นเดือนหน้าธนาคารหรือร้านสะดวกซื้อในย่านโรงงานหรือต่างจังหวัดคิวกดบัตรจะยาวมาก ยิ่งมีเบี้ยสูงอายุจากผ่านบัญชีธนาคารด้วยจะมีผู้สูงอายุเข้าคิวกันยาว แต่หลังจากที่คนส่วนมากต้องซื้อของออนไลน์แม้กระทั่งซื้ออาหารกินก็ต้องกดสมาร์ทโฟนสั่งอาหารมาส่งถึงบ้าน เพราะไปนั่งกินที่ร้านไม่ได้ แอปพลิเคชันทางการเงินเข้ามาแทนที่เงินสดกันมากขึ้น ของรัฐก็มี ‘กระเป๋าตังค์’ และ ‘ถุงเงิน’ สำหรับร้านค้า ของเอกชนทั้งแบงก์และนอนแบงก์ก็ทำกันมากขึ้น มีการทำธุรกิจที่ต้องซื้อขายและจ่ายเงินแบบไร้เงินสดกันมากขึ้นทุกวัน จนสักวันหนึ่งประเทศไทยจะเป็นสังคมไร้เงินสด สิ่งนี้ได้เริ่มเป็นที่คุ้นเคยกันมากขึ้นในทุกกลุ่มประชากร จนเวลานี้เงินสดดูเหมือนจะเป็นเพียงอะไรสักอย่างที่ติดกระเป๋าเอาไว้เพื่อใช้เล็ก ๆ น้อย ๆ ยามฉุกเฉินมากกว่า นี่ก็เป็นอีกนิวนอร์มัลหลังจากการระบาดของโควิด-19 ที่ไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมอีกแล้ว

คนบางกลุ่มเริ่มมีช่องทางใหม่ของตัวเองในการทำงาน คนที่โดนเลย์ออฟจากงานส่วนหนึ่งหันมาเอาดีกับธุรกิจลอจิสติกส์ส่งสินค้า ที่เวลานี้สินค้าหลายแสนหลายล้านชิ้นถูกส่งออกไปจนถึงประตูบ้านจากบริษัทขนส่ง ที่เวลานี้ไปไหนก็มีแต่รถส่งของทั้งจักรยานยนต์และรถบรรทุกขนาดเล็กวิ่งเต็มกันไปหมด ถ้าจะดูไปแล้วจำนวนคนในธุรกิจลอจิสติกส์ยังขาดแคลนอีกไม่น้อย จนถึงกับดูดเอาคนที่ขับวินมอเตอร์ไซค์และแท็กซี่บางส่วนให้เข้ามาทำงานทางด้านนี้ที่เงินดีกว่า และใช้ชีวิตอยู่ได้ไม่ต่างกับสมัยที่กินเงินเดือน สามารถผ่อนรถส่งของป้ายแดงได้อย่างสบาย ๆ สิ่งนี้คืออาชีพที่เกิดขึ้นมาใหม่ และเป็นนิวนอร์มัลของสังคมอีกเรื่องหนึ่ง

เราจะไปต่างประเทศได้เกือบปกติ และได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี เพราะนักท่องเที่ยวทั่วโลกขาดแคลนมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่จีนสั่งปิดเมืองอู่ฮั่น และตามด้วยยุโรปอีกหลายเมืองที่โดนเอาหนักพอสมควรจนต้องปิดเมือง ส่วนสหรัฐฯ นั้นคนติดโรคกันงอมแงมทะลุหลักสองแสนคนต่อวันมาเป็นเดือนแล้ว แต่เมื่อคนส่วนหนึ่งมีภูมิคุ้มกันจาก Herd Immunity หรือได้วัคซีนก็ตาม ชีวิตปกติก็จะค่อย ๆ กลับมาอีกครั้ง ส่วนการเดินทางอาจจะต้องมีใบรับรองการมีภูมิคุ้มกันไม่ต่างกับสมัยก่อนที่ต้องแสดงเอกสารฉีดวัคซีนก่อนเดินทางไปต่างประเทศ ซึ่งผมคิดว่าปีหน้าคงต้องมีแน่นอน อยากเดินทางก็ต้องแสดงเอกสารการฉีดวัคซีนแล้วเท่านั้น

นั่นคือสิ่งที่ผมคิดว่าโลกใบนี้จะเปลี่ยนไป ในช่วงหลังฤดูใบไม่ผลิที่จะถึงนี้ และไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิม

********************

#covid-19 #newnormal #pathemasuk #roundtablethailand #โต๊ะกลมคมความคิด

Related stories