ไพร่กับสังคมไทยในอดีต โดย Pat Hemasuk

AdminSat 26 Dec 2020
0
ไพร่กับสังคมไทยในอดีต โดย Pat Hemasuk


ผมอยากขยายความคำว่า “ไพร่” ที่สมัยก่อนไม่ได้มีความหมายไม่ดีเหมือนสมัยนี้ เพราะคำว่า “ไพร่” นั้นมีความหมายคล้ายกับคำว่า “ประชาชน” คำว่า "ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน" นั้นก็ถูกสร้างขึ้นมาสมัยที่เลิกระบบไพร่แล้วได้ไม่นาน ซึ่งในเวลานั้นคำว่าไพร่ก็ยังไม่ได้ถูกมองว่าเป็นคำไม่ดีเหมือนสมัยนี้

ผมผ่านวัยที่มากพอที่เห็นการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ทำให้คำว่า “ไพร่” นั้นกลายเป็นคำที่มีความหมายออกแนวไม่ดี ทั้งที่สมัยก่อนคือคำธรรมดาคำหนึ่ง เริ่มจากนิยายประเภทหลานเจ้าคุณปู่ตกยาก ไพร่-ผู้ดี ในแนวบ้านทรายทองอะไรทำนองนี้ คำด่าว่า “อีไพร่” ทำให้ภาพพจน์ของคำว่าไพร่ดูเลวขึ้นจนกลายมาเป็นคำด่าคำหนึ่งที่ตรงข้ามกับคำว่า “อีผู้ดีแปดสาแหรก” จนมาถึงยุคที่โลกถูกแบ่งออกเป็นฝั่งโลกเสรีและคอมมิวนิสต์ คำว่า ไพร่ กระฎุมพี อภิสิทธิ์ชน ชนชั้นศักดินา ฯลฯ ถูกนำมาใช้แบ่งชนชั้นกันหนักขึ้นในความหมายโปรปะกันดาของ มาร์กซิสต์ และ เหมาอิสต์ เพื่อแยกประชาชนออกเป็นชนชั้นจากสังคมก้อนใหญ่ที่เคยรวมเป็นก้อนเดียวกันมาแต่เดิม แต่ความจริงแล้วคำเหล่านี้ก็ถูกใช้มาก่อนหน้านั้นแล้วจากคณะก่อการฯ ในปี 2475 ตามที่รู้กันอยู่ว่าในคณะมีหลายคนที่มีแนวคิดแบบมาร์กซิสต์ ซึ่งผมคงไม่ต้องเอ่ยชื่อว่าใครเป็นใครบ้าง

ในสังคมสยามนั้นมีระบบทำสำมะโนประชากรของตัวเองในแบบของตัวเองมานานแล้ว โดยการจดทะเบียนไพร่หลวงและไพร่สม ทุกคนมีหน้าที่ต้องจ่ายภาษีบำรุงให้ระบบรัฐสามารถดำรงอยู่ได้ไม่ต่างกับที่ทุกประเทศในโลกเขาทำกันในเวลานี้ หมายเลขบัตรประชาชนของคนสมัยนั้นคือการสักเลขเอาไว้ที่แขนหรือเหนือข้อมือว่าตนเองนั้นสังกัดกรมกองอะไร สมัยเด็กผมยังทันเห็นคนแก่ที่ยังมีรอยสัก "เลขสม" อยู่

นั่นคือชายสยามทุกคนต้องมีสังกัดอยู่ตรงกับขุนนางคนใดคนหนึ่ง จะเป็นการสมัครใจหรือพระราชทานให้ขุนนางคนนั้น ๆ ซึ่งผลประโยชน์ปีละหนึ่งเดือนคือภาษีที่ประชาชนต้องจ่ายเป็นแรงงานถ้าไม่มีเงิน แต่ถ้ามีเงินจ่ายก็เรียกว่า "ไพร่ส่วย" ก็ไม่ต้องมาให้แรงงานกับต้นสังกัด ซึ่งขุนนางคนนั้นก็จะรวบรวมเอาเงินภาษีส่งเข้าหลวงส่วนหนึ่ง และเก็บเอาไว้ใช้จ่ายเองส่วนหนึ่ง เพราะสมัยนั้นไม่มีระบบเงินเดือนให้ขุนนางหรือข้าราชการเหมือนสมัยนี้ และเมื่อไรที่ส่วนกลางต้องการแรงงานก็จะเรียกแรงงานในสังกัดต่าง ๆ เข้ามารวมกันเพื่อทำงานส่วนกลาง เช่นขุดคลอง สร้างป้อม ซ่อมกำแพง สร้างวัด ฯลฯ

ระบบไพร่หรือจะเรียกว่าระบบหน้าที่ของประชาชนที่มีต่อรัฐนั้น แบ่งออกสองอย่างคือ ไพร่หลวง และ ไพร่สม

ไพร่หลวงนั้นจะขึ้นตรงกับพระมหากษัตริย์ เพื่อทรงใช้สอยตามแต่ที่ทรงต้องการ บางคนนั้นถ้าทำงานดีจะมียศเป็นของตัวเอง อัปเกรดเป็นขุนนางก็มีมากมาย ดังนั้นพวกลูกหลานคนที่พอมีจะกินอยู่บ้าง แม้พ่อแม่จะมีเงินพอที่จะจ่าย "เงินค่าราชการ" เพื่อให้ลูกของตัวเองเป็นไพร่ส่วย ไม่ต้องไปทำงานให้หลวงปีละเดือนก็ตาม แต่ส่วนมากจะไม่ใช้สิทธิอันนั้น แต่จะส่งลูกหลานที่อ่านออกเขียนได้มีการศึกษาบ้างแล้วให้เป็นไพร่หลวง เพราะจะทำงานหนังสือหรืองานเบา ถ้าทำงานดีถูกใจเจ้านายก็สามารถขยับเลื่อนขึ้นเป็นข้าราชการที่มียศและตำแหน่งได้ จะบอกว่านี่คือการสมัครเข้ารับราชการในระดับต่ำสุดเพื่อหาโอกาสไต่เต้าให้เจริญรุ่งเรืองในอนาคตด้วยวิธีการสมัยโบราณก็ว่าได้

ไพร่สมนั้นคือไพร่ที่ขึ้นตรงกับขุนนาง อย่างเข่นขุนนางที่ดูแลเมืองโคราชก็จะมีไพร่ของตัวเองในเมืองโคราช มีแรงงานและเงินค่าไพร่ส่วยเป็นของตัวเอง เพราะสมัยนั้นขุนนางไม่มีเงินเดือนเหมือนสมัยนี้จึงต้องเก็บเงินที่ได้จากไพร่ส่วยเอาไว้ใช้ส่วนหนึ่ง และส่งเข้าส่วนกลางส่วนหนึ่ง เมื่อไรที่ส่วนกลางต้องการแรงงานก็จะเอาแรงงานในสังกัดของตนเข้ามาช่วยงาน และถ้ามีศึกสงครามเมื่อไร ไพร่สมทุกคนจะถูกโอนมาเป็นไพร่หลวงในเมืองหลวง

จะเห็นว่าระบบไพร่นั้นถ้าดูไปแล้วมันก็ไม่ต่างกับระบบจัดการสำมะโนประชากรและระบบภาษีในสมัยนี้ ทำให้รู้ว่าประชาชนคนนั้นคือคนจังหวัดไหน สังกัดใด โดยใช้เลขที่สักแทนบัตรประชาชนในสมัยนี้ ระบบการจ่ายภาษีจะด้วยเงินหรือแรงงานนั้นก็สามารถรู้แน่นอนว่าแต่ละภาคส่วนมีงบประมาณที่จะต้องใช้เท่าไร และมีกำลังพลเท่าไรต่อปี ถ้าไพร่มีเรื่องร้อนใจหรือคดีความก็เข้าร้องเรียนเรื่องทุกข์ร้อนคดีความต่อต้นสังกัดได้ นั่นคือการให้ตนเองเข้าสู่ระบบการใช้กฎหมาย ซึ่งถ้าไม่มีสังกัดก็ไม่มีทางเข้าสู่ระบบได้เลย ไม่ต่างกับคนที่ไม่มีบัตรประชาชนในสมัยนี้ที่เกือบจะไม่มีสิทธิ์ใช้ทรัพยากรของรัฐอะไรเลยสักอย่าง

ระบบไพร่นั้นมาเลิกเอาสมัยรัชกาลที่ 5 โดยใช้ระบบภาษีอากรสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ใครทำเงินมากจ่ายมาก ใครทำเงินน้อยจ่ายน้อย เพราะระบบการค้าอิสระและลูกจ้างธุรกิจเอกชนนั้นกระจายไปทั่วประเทศ และใช้ระบบเกณฑ์ทหารและสมัครใจเข้าเรียนวิชาทหารแบบสมัยใหม่เข้ามาแทนระบบไพร่หลวงและไพร่สม ซึ่งเกือบจะไม่ต่างกันในแง่ของการขึ้นทะเบียนชายไทยและการทำสำมะโนประชากร และชายไทยทุกคนในปัจจุบันจะอยู่ในฐานะไพร่หลวงทั้งหมดถ้าเปรียบเทียบกับระบบเดิม เพราะข้าราชการทุกคนมีเงินเดือนของตัวเองหมดแล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องมีไพร่สมในสังกัดของตัวเองเหมือนสมัยโบราณ

ตั้งแต่นั้นมาคำว่า “ไพร่” จึงเปลี่ยนเป็นคำว่า “ประชาชน” ในเวลาต่อมา จากการสักเลขสมที่แขนก็กลายมาเป็นเอกสารที่เป็นกระดาษแทน แต่โดยหน้าที่แล้วก็ยังเกือบไม่แตกต่าง นั่นก็คือหน้าที่การเสียภาษี และการทำงานให้รัฐในรูปแบบของการเกณฑ์ทหารที่ใช้กันมาจนถึงทุกวันนี้

ผมถึงบอกว่าถ้าคนรู้เรื่องนี้แบบทะลุแจ้งแล้ว วาทกรรมเรื่องไพร่ เรื่องชนชั้น ของคนแก่หัวหงอกมันจะขายความคิดเพื่อใช้ปลุกปั่นเด็กในห้องเรียนไม่ได้หรอกครับ

Related stories