วิทยานิพนธ์โกหก กับ ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง โดย Pat Hemasuk

AdminSat 09 Jan 2021
0
วิทยานิพนธ์โกหก กับ ประวัติศาสตร์ที่แท้จริง โดย Pat Hemasuk


เรื่องนี้ผมคงจะไม่เขียนไม่ได้ ในขณะนี้เป็นประเด็นร้อนที่มีความเท็จออกมาสู่สังคม และมีคนกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะเชื่อเช่นนั้น ทั้งที่เวลานี้คนที่เกิดทันได้เห็นเหตุการณ์นั้นมีอยู่เต็มประเทศ พวกเขาจะพูดให้ข้อมูล First evidence ที่เห็นด้วยตาตัวเองกับคนอีกรุ่นอย่างไรก็ไม่เชื่อ ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจความคิดของคนกลุ่มนี้ที่พร้อมจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองถูกจริต แม้ว่าคนส่วนใหญ่จะออกมาบอกว่ามันไม่จริงก็ตาม

ผมนั้นมีอายุมากพอที่เกิดทันได้เห็นบ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ ในเวลาที่ผมยังเป็นเด็กนั้นเพียงแค่ชายทะเลที่อยู่ใกล้กรุงเทพที่สุดอย่างหาดบางแสนนั้น ยังต้องเอารถข้ามโป๊ะเพื่อข้ามแม่น้ำบางปะกงอยู่เลย การไปเที่ยวบางแสนคือเรื่องใหญ่ในการเดินทางสมัยนั้น ไม่มีถนนบางนาตราดและสะพานข้ามแม่น้ำหลายสะพาน รวมถึงไม่มีทางด่วนที่ไปลงห่างบางแสนเพียงสิบกว่ากิโลเมตรอย่างที่เห็นกันในเวลานี้ ซึ่งจะบอกให้คนที่เกิดไม่ทันให้รู้เรื่องนี้คงจินตนาการกันไม่ออกว่าประเทศไทยในเวลาที่ยังไม่มีถนนบางนาตราด ถนนสุขุมวิท พหลโยธิน และถนนมิตรภาพ อย่างที่เห็นกัน และทุกเส้นยังเป็นทางลูกรังเล็ก ๆ เมื่อพ้นเขตกรุงเทพฯ ไปแล้ว สภาพการเดินทางในเวลานั้นเป็นอย่างไรที่คนในยุคนี้ยากจะจินตนาการ พ้นแยกลาดพร้าวไปแล้วมีแต่ทุ่งนาและยังมีควายเดินอยู่ในนาข้าวที่เป็นเซ็นทรัลลาดพร้าวในเวลานี้ นั่นคือกรุงเทพฯ และเมืองไทยในสภาพรวมในช่วงต้นรัชกาลที่ ๙

เวลานั้นรัฐบาลของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม พยายามเปลี่ยนประเทศสยามให้กลายเป็นประเทศไทย ในสภาพที่ในมือยังไม่ได้ถือ Road map อะไรที่เป็นรูปธรรม เพียงแต่เปลี่ยนเปลือกของคนไทยด้วยการบังคับการแต่งตัว เอาวัฒนธรรมยุควิคตอเรียนเข้ามาให้คนไทยปฏิบัติตาม ยกเลิกดนตรีและศิลปะแบบเก่าที่มองแล้วล้าสมัยโดยไม่ใส่ใจรากเหง้าของประเทศว่าทำแบบนั้นแล้วจะดีขึ้นมาอย่างไร และเวลานั้นแม้ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม จะพยายามยกตนเองขึ้นเทียบความสำคัญกับสถาบันฯ แต่ก็รู้ตัวว่าไม่มีทางเทียบชั้นได้กับสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจของคนไทย รัฐบาลยังต้องอิงแอบในร่มเงาของสถาบันฯ เพื่อเสถียรภาพของรัฐบาลเอง

หลังยุคสงครามโลกประเทศไทยต้องเดินตามหลังสหรัฐฯ เพื่อเอาตัวรอดจากกระแสการเมืองโลกที่แบ่งขั้วแบบไม่มีทางกลับไปเหมือนเดิมได้ และภาพของคอมมิวนิสต์ที่สหรัฐฯ พยายามวาดภาพให้คนทั้งโลกเห็นคือยักษ์มารที่จะเอาคนออกไปจากระบบเก่าเข้าสู่ระบบใหม่แบบที่ไม่เหลือรากโคนของสังคมเก่า จีนและรัสเซียถูกสหรัฐฯ วาดภาพให้เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของโลก สังคมไทยในสมัยนั้นจึงเลือกที่จะอยู่ฝั่งที่แล้วแต่สหรัฐฯ จะนำพาไปทางไหน ไม่ว่าจะลากประเทศไทยเข้าร่วมกับสงครามที่เราไม่มีส่วนด้วยเลย เช่นสงครามเกาหลีและต่อมาก็สงครามเวียดนามที่เกือบทำให้เราเดือดร้อนจากที่ต้องไปเป็นศัตรูกับประเทศเพื่อนบ้านโดยการที่รัฐบาลในเวลานั้นยอมให้ประเทศไทยเป็นฐานทัพให้สหรัฐฯ ไปถล่มบ้านเมืองพวกเขาอยู่ต่อเนื่องเกือบสิบปี

ในเวลานั้นสถาบันพระมหากษัตริย์เองก็ต้องปรับตัวอย่างมากในช่วงรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ทั้งโดนกดดันและลดบทบาทของสถาบันจนเกือบจะเหลือการมีตัวตนเพียงตัวหนังสือในรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่หลังจากที่รัฐบาลนายพจน์ สารสิน และจอมพลถนอม กิติขจร เข้ามาคั่นเวลาของการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลในช่วงสั้น ๆ ก่อนที่จะเป็นรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั่นคือยุคที่สถาบันพระมหากษัตริย์กลับมามีบทบาทในการสร้างประเทศอีกครั้ง การถวายพระเกียรติยศกลับคืนเหมือนเดิมและสามารถเดินทางไปไหน ๆ ตามพระประสงค์ได้ สามารถออกพบกับประชาชนอย่างอิสระก็เริ่มจากรัฐบาลนี้แหละครับ ผมเห็นข่าวในพระราชสำนักทางทีวีอีกครั้งก็ในยุคนี้ เวลานั้นเป็นจุดตั้งต้นของกษัตริย์หนุ่มในเครื่องแบบทหารเริ่มออกไปเดินทางตามที่ต่าง ๆ เพื่อเห็นปัญหาที่แท้จริงของประเทศ และโครงการในชุดแรก ๆ ของพระองค์คือจะทำอย่างให้ประชาชนของพระองค์อยู่ได้ดีขึ้น สิ่งนั้นคือแหล่งน้ำที่จะเพาะปลูกสร้างรายได้ให้ครอบครัวได้ทั้งปี และถนนที่จะนำเอาผลผลิตออกมาขายในตลาด

นั่นคือสิ่งที่ประชาชนต้องการในเวลานั้นจริง ๆ ไม่ใช่ไฟฟ้าหรือน้ำประปาแบบคนเมืองสมัยใหม่ ในสมัยผมยังอยู่ในวัยเด็กนั้นอำเภอที่อยู่นอกอำเภอเมืองยังใช้ตะเกียงกันเป็นส่วนใหญ่ในทุกจังหวัด ประเทศไทยมีพื้นที่ที่มีไฟฟ้าเข้าถึงไม่ถึงครึ่งของพื้นที่ของประเทศ แม้แต่อำเภอเมืองที่จังหวัดห่างไกลบางที่ก็ยังต้องจุดตะเกียง ส่วนทีวีตู้เย็นนั้นเป็นสิ่งที่เหนือความฝันของคนไทยส่วนมากของประเทศแม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็มีไม่ทุกบ้าน สิ่งที่พวกเขาต้องการที่สุดในเวลานั้นคือเรื่องปากท้อง ที่จะทำอย่างไรให้ดีขึ้นกว่าเดิมแบบถาวร ที่รัฐบาลทายาทของการเปลี่ยนแปลงการปกครองตลอดกว่ายี่สิบปีก่อนหน้านั้นไม่สนใจในสิ่งนี้เลย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จากรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และต่อด้วยรัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร หลายสมัย รวมแล้วสิบกว่าปีเป็นยุคที่ประเทศไทยเจริญเติบโตแบบก้าวกระโดดทั้งประเทศ จะบอกว่าส่วนหนึ่งมาจากที่สหรัฐฯ ช่วยเหลือในงานก่อสร้างสาธารณูปโภคหลัก โดยเฉพาะเรื่องถนนเส้นหลักในช่วงสงครามเวียดนามก็ว่าได้ ถนนดี ๆ สายหลักที่เชื่อมสนามบินตามจังหวัดต่าง ๆ ในภาคอีสานและตะวันออกผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็วจากการสมประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ประสานกับโครงการหลวงที่เดินหน้าไปมากพอสมควรที่เน้นเรื่องแหล่งน้ำเพื่อให้ประชาชนทำมาหากินได้ตลอดปี และถนนเส้นใหม่ที่จะตัดเข้าไปเพื่อให้การเดินทางเอาผลิตภัณฑ์ออกมาขายได้สะดวกขึ้น ส่วนแผนเพิ่มคุณภาพชีวิตที่มีมากขึ้นในระยะยาวก็มาจากโรงเรียนและสถานพยาบาลตามที่ห่างไกล คนไทยจะคุ้นภาพที่สมเด็จย่าทรงเครื่องแบบตำรวจตระเวนชายแดนลงจาก ฮ.พระที่นั่งเพื่อนำเอาหน่วยแพทย์เข้าไปในพื้นที่ที่ไม่เคยมีใครสนใจมาก่อน หลังจากนั้นโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนก็เกิดขึ้นพร้อมกับสถานีอนามัยตำบลขนาดเล็กในเกือบทุกที่ที่ อ.พระที่นั่งได้เคยลงไป ต่อมาเพื่อทรงมีพระชนม์มากขึ้นก็ทรงเครื่องแบบ พอ.สว. แต่งานนั้นไม่เคยลดลง

จะบอกว่าถ้าพื้นฐานที่ดีของประชาชนนั้นคือการทำมาหากินได้ทั้งปี ไม่ต้องพึ่งพาฤดูกาล และการมีชีวิตที่มีคุณภาพกว่าเดิม ทั้งในเรื่องการศึกษาให้กับลูกหลานของพวกเขา และการเข้าถึงระบบการสาธารณสุขอย่างทั่วหน้า นั่นคือเวลาที่ทุกพระองค์ในสถาบันพระมหากษัตริย์ทรงงานหนักอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี จนอาจจะกล่าวได้ว่าไม่มีพื้นที่ชายขอบประเทศที่ใดที่ไม่ทรงมีโครงการใหม่ทำให้ดีขึ้น เขื่อนสามสิบกว่าเขื่อน ฝายทดน้ำหลายพันฝาย คลองชลประทานหลายพันกิโลเมตร ถนนชนบทเส้นใหม่หลายหมื่นกิโลเมตรก็เกิดขึ้นมาในสมัยนั้น นั่นคือการพัฒนาขึ้นพื้นฐานที่ดึงเอาคนไทยส่วนใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดให้มีชีวิตที่ดีขึ้นมา

ผมเองนั้นสองสามครั้งในชีวิตได้มีโอกาสถวายงานในหลายที่ เกือบทุกเรื่องเป็นเรื่องเทคนิกวิศวกรรมที่ผมมีความชำนาญ ผมได้เป็นเฟืองตัวจิ๋วขนาดเล็ก ๆ ในเครื่องจักรขนาดใหญ่ ในสิ่งที่พระองค์ทรงเริ่มเอาไว้ตั้งแต่สมัยผมเองยังเป็นเด็ก ผมรู้สึกภูมิใจและทึ่งในสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงงานมาตลอดหลายสิบปี ว่าพระมหากษัตริย์เพียงพระองค์เดียวจะทรงงานได้มากมายขนาดนี้ สมเด็จย่าเพียงพระองค์เดียวจะสร้างสถานีอนามัยตำบลและโรงเรียนขนาดเล็กตามจังหวัดชายขอบได้ทั่วประเทศได้ขนาดนี้ และพระราชินีพระองค์เดียวจะทรงสร้างงานในครัวเรือนช่วงเวลาหลังฤดูเพาะปลูกไปทั่วประเทศ จนมีโครงการหลวงนำเอาผลผลิตต่าง ๆ ของชาวบ้านออกมาขายสู่ตลาดภายในและภายนอกประเทศได้ขนาดนี้ และในเวลาต่อมาในรุ่นของเจ้าฟ้าพระองค์ต่าง ๆ ทรงเจริญวัยขึ้นก็ได้ทรงงานอยู่เบื้องหลังของการต่อยอดในสิ่งที่ทำมาแล้วในยุคก่อนให้ก้าวไปอีกระดับของเทคโนโลยีระดับสูง และเป็นศูนย์วิจัยและปฏิบัติการระดับหัวแถวของอาเซียนจนถึงวันนี้

ในเวลานี้ เวลาที่ประเทศไทยและทั่วโลกประสบวิกฤติการระบาดของโควิด-19 มรดกที่พระองค์ทิ้งเอาไว้ให้คือโรงงานสยามไบโอไซเอนซ์ ผู้ผลิตวัคซีนโควิด-19 แห่งเดียวของอาเซียน โรงงานนี้สามารถผลิตยาและวัคซีนได้เกือบทุกอย่าง และเริ่มเดินไลน์การผลิตวัคซีนแบบ แบตช์โพรเซส ล็อตแรก ตั้งแต่กลางเดือนธันวาที่ผ่านมา นอกจากประเทศไทยจะรอดพ้นปัญหาจากการต้องซื้อวัคซีนตามคิวในราคาแพงและจำนวนไม่พอใช้แล้ว ประเทศไทยยังเป็นที่พึ่งพาของเพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียนด้วยกำลังผลิตไม่ต่ำกว่าร้อยล้านโดสต่อปี จะบอกว่าเป็นเพราะสายพระเนตรที่มองการณ์ไกลที่ทรงทิ้งไว้เป็นมรดกให้แก่แผ่นดิน เอาไว้สู้กับวิกฤติด้วยลำแข้งของประเทศไทยเอง มรดกนี้มีความสำคัญไม่ต่างกับเงินถุงแดงที่รัชกาลที่ 3 ทรงมองการณ์ไกลทิ้งเอาไว้ให้ไถ่บ้านไถ่เมืองให้พ้นวิกฤติในอดีตเมื่อร้อยกว่าปีก่อนเลยก็ว่าได้

นี่คือ First evidence ที่ผมและคนอีกนับสิบล้านคนที่มีอายุมากพอได้เห็นมากับตาของตัวเอง ได้เห็นมาอย่างต่อเนื่องหลายสิบปี จากกษัตริย์หนุ่มจนทรงมีพระชนม์สูงขึ้น ผมเองก็ยังไม่เห็นว่าจะเลิกทรงงาน จะมีใครที่สามารถใช้เวลาทั้งชีวิตทำงานแบบไม่มีวันหยุดกับปัญหาที่มาใหม่ได้ทุกวันอย่างพระองค์ บางครั้งผมเห็นงานเขียนบางเรื่องแม้แต่วิทยานิพนธ์โกหกบางฉบับ บางอย่างที่เหมือนเขียนมาจากจินตนาการในห้องแอร์ที่ไม่เคยลงไปสัมผัสจริงกับสิ่งที่เป็นจริง ผมรู้สึกทนไม่ได้กับที่คนกลุ่มหนึ่งพยายามจะเขียนประวัติศาสตร์ของประเทศไทยขึ้นมาใหม่ให้เป็นตามความต้องการของตัวเอง แบบไม่สนใจว่าบริบทของสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อนพวกเขาจะเกิดทันนั้นเป็นเช่นไร

 

 

Related stories