“ประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ” : บ้าน, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, สังคม

AdminSat 22 Aug 2020
0
“ประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ” : บ้าน, โรงเรียน, มหาวิทยาลัย, สังคม


ในสัปดาห์ที่ผ่านมา คงไม่มีปรากฏการณ์ไหนที่ชวนให้สังคมตกใจเท่ากับ “ปรากฏการณ์ชูสามนิ้ว และผูกริบบิ้นขาวของเยาวชนไทยในระดับโรงเรียน” ทำเอาผู้ปกครองส่วนใหญ่ตกอกตกใจว่า ‘มันลามเข้ารั้วโรงเรียนแล้วหรือ?’ นี่เป็นพฤติกรรมเลียนตาม ทำตามกัน หรือน้องๆ เยาวชนมีเรื่องอัดอั้นตันใจมากจนต้องออกมาประท้วง การแสดงสัญลักษณ์ในโรงเรียนหลังร้องเพลงชาติจบก็เรื่องหนึ่ง แต่การไปประท้วงถึงหน้ากระทรวงศึกษานี่ก็อีกเรื่องหนึ่ง

แต่ทั้งหลายทั้งมวลนั้น ท่านรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาก็ทำถูกต้องแล้วที่ออกมาคุยกับนักเรียนด้วยตัวเอง (แม้คนกลุ่มหนึ่งจะสะใจว่าได้มาเป่านกหวีดไล่ รมว.) แต่เมื่อพิจารณาประเด็นที่นักเรียนออกมาเรียกร้อง ตลอดจนนิสิตนักศึกษาใมหาวิทยาลัยที่ออกมาชุมนุมในนาม ประชาชนปลดแอกนั้น ได้สะท้อน “ประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ” แล้วหรือยัง?

นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นักจิตวิทยาชื่อดังจากรมสุขภาพจิต เขียนในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า สังคมไทยกำลังอยู่บนทาง  2 แพร่ง ระหว่างการถอยหลัง หากมีการสร้างความเกลียดชังและใช้ความรุนแรงโดยเฉพาะกับเยาวชนคนหนุ่มสาว กับการก้าวหน้าไปสู่ประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะซึ่งเป็นพื้นฐานที่มั่นคงในการพัฒนาไทยไปเท่าเทียมอารยประเทศ  การจะไปข้างหน้าได้จึงควร

1) มองความแตกต่างของวัยเป็นเรื่อง idealistic vs practical ที่ต้องเรียนรู้จากกันและกันมากกว่าสร้าง hate speech ให้เกลียดชังกัน

2)  ผู้ปกครองและครูเป็นผู้ที่ใกล้ชิดและรู้จักเยาวชนเป็นอย่างดี ควรเป็นบุคคลแรกที่แสดงถึงความเปิดใจกว้าง รับฟัง ให้โอกาส ซึ่งในมุมกลับก็จะช่วยให้เยาวชนได้เรียนรู้ที่จะมีบทบาททางสังคมและการเมือง  อย่างสร้างสรรค์

3) ช่วยกันลดกระแสการสร้างความเกลียดชัง โดยเฉพาะที่ผ่านสื่อสังคมทั้งหลายด้วยวิธี 2 ไม่ 1 เตือน    (ไม่ผลิตและไม่ส่งต่อ ข้อความสร้างความเกลียดชัง และเตือนการสื่อสารเหล่านี้ด้วยเหตุผล) เพื่อป้องกันความรุนแรงที่จะทำให้สังคมไทยถอยหลังครั้งใหญ่

4) รัฐควรรับฟังและเปิดรับทั้งกับเยาวชนและความเห็นต่างของฝ่ายต่างๆ อย่างแท้จริงไม่ใช่แค่ลดกระแสเฉพาะหน้าอันจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นในอนาคต เพราะรัฐไม่ได้รับความไว้วางใจว่าตั้งใจจะแก้ปัญหา

คำว่า ‘ประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ’ ของคุณหมอกลายคำพูดที่น่าสนใจ ซึ่งสังคมควรนำมาพิจารณา ทั้งผู้บริหารประเทศ และกลุ่มผู้เรียกร้อง ก่อนที่มันจะกลายเป็น #บูมเมอร์แลง ที่สะท้อนกลับไปยังนักเรียน นิสิต นักศึกษา ด้วยเช่นกัน เพราะก่อนคุณจะเรียกร้องความเท่าเทียมกัน เสรีภาพ และข้อเรียกร้องต่างๆ นานาสารพัด นั้น คุณได้สร้างความเท่าเทียมกัน เสรีภาพในกลุ่มเพื่อน ในรั้วโรงเรียน และในมหาวิทยาลัยแล้วหรือยัง ?

ถ้ายัง ลองทำให้เกิดขึ้นจริงในรั้วโรงเรียน ในรั้วมหาวิทยาลัย ก่อนดีหรือไม่ เช่น

-การใช้สิทธิประท้วงหรือร้องเรียนเรื่องต่างๆ เป็นสิทธิที่ประชาชนพึงจะกระทำได้ตามกฎหมาย แต่เคารพและให้เกียรติเพื่อนที่มีความเห็นต่างหรือไม่ เพราะข้อเท็จจริงที่ปรากฏก็คือมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ไปฟ้องผู้ปกครองว่า ขอไปโรงเรียนสาย เพราะไม่อยากไปร่วมชูสามนิ้ว เดี๋ยวเพื่อนจะมา BULLY เอา

-การใช้โซเชียลมีเดีย ด่ากราดใส่คนที่เห็นต่าง แถมยังพาเพื่อนไปถล่มต่างๆ นานา สะท้อนความพร้อมที่คุณจะก้าวไปสู่วัยผู้ใหญ่เต็มตัว แบบที่คุณอ้างว่าประเทศนี้คุณต้องดูแลในอนาคต ใช่จ้ะ คุณพูดไม่ผิดหรอก แต่คุณได้แสดงวุฒิภาวะนั้นออกมาแล้วหรือยัง

-นิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัย ที่ร้องแรกแหกกระเชอความเท่าเทียมกัน เสรีภาพ แต่ทำไมยังมีข่าวบังคับรับน้องแบบรุนแรง ให้อำนาจกดขี่คนที่เด็กกว่า บางที่ก็รุนแรงถึงขั้นทำร้ายร่างกาย ล่าสุดก็ข่าวราชภัฏภูเก็ต ที่สั่งซ่อมน้องลีดที่มาซ้อมสาย ด้วยการสั่งให้วิ่ง 8 รอบ จนกระทั่งน้องคนดังกล่าวเสียชีวิต นี่เป็นพฤติกรรมที่บ่งบอกว่าคุณเคารพความเท่าเทียมกัน เสรีภาพใช่หรือไม่ ? ถ้ายังเลิกพฤติกรรม #อำนาจนิยม แบบนี้ไม่ได้ ประท้วงไปก็จะเข้าทำนอง “เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง” หรือ!!!

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ผู้เขียนไม่ได้ต่อต้านหรือห้ามประท้วงแต่อย่างใดนะ คุณทำได้ มันเป็นสิทธิพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ เพียงแต่ว่า ข้อเสนอต่างๆ ควรตั้งอยู่บนหลักการที่ practical ที่เป็นไปได้จริง ไม่ใช่ข้อเรียกร้องที่ idealistic แบบที่คุณหมอยงยุทธกล่าวไว้ เพราะถ้ามัน idealistic มาก คงไม่มีใครให้คุณได้ ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติหน้า ทั้งมันจะซ้ำเติมให้คุณเจ็บช้ำน้ำใจ และสร้างบาดแผลแห่งวัยด้วย เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าผู้ใหญ่ไปทำร้ายเด็กซะงั้น

ถอยหลังมาหนึ่งก้าว แล้วตั้งสติว่า  “ทำไมต้องมีโรงเรียน ทำไมต้องไปโรงเรียน ทำไมต้องไปมหาวิทยาลัย” เราจะมีสติมากขึ้น อย่างแรก มันจะทำให้ข้อเรียกร้องต่างๆ ที่เพ้อเจ้อซึ่งคุณเสนอไป ถูกตัดออก เหลือเพียงข้อเสนอที่เป็นรูปธรรม เช่นจะป้องกันการล่วงละเมิดทางเพศที่ครูมีต่อเด็กอย่างไร จะปฏิรูปการศึกษาอย่างไรให้การศึกษาไทยก้าวหน้าทัดเทียมต่างชาติ  จะผ่อนคลายกฏระเบียบอย่างไรที่ยังทำให้เด็กๆ อย่างคุณเรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสังคม มีน้ำใจ เคารพความแตกต่าง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้น่าจะดีกว่าการไปใช้คำหยาบคายและข้อมูลมั่วๆ อาทิ เงินค่าเทอมคือค่าจ้างครู ซึ่งหนูๆ คงลืมไปว่า ค่าเทอมที่แสนถูกในโรงเรียนรัฐนั้น ไม่พอจ่ายเงินเดือนครูนะจ๊ะ ถ้าจะเอาให้พอจ่าย ต้องเก็บค่าเทอมแพงกว่านี้ รับได้หรือไม่ ? (จงรู้ไว้ว่า รัฐ support ค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจำนวนมากที่เขาไม่ได้แจกแจง) ถ้ารับได้ก็น่าจะดี เพราะจะได้เอางบกระทรวงศึกษาไปทำอย่างอื่น

หรือหากหนูอึดอัดกับการไปโรงเรียน/มหาวิทยาลัย เพราะเบื่อหน่ายครู เบื่อหน่ายกฏระเบียบ ปัจจุบันการศึกษาทางเลือกยังมีอีกมาก เช่น การศึกษานอกโรงเรียน, การศึกษาแบบโฮมสกูล, มหาวิทยาลัยเปิดที่ลงทะเรียนแล้วก็เรียนอยู่ที่บ้าน เป็นต้น

คราวนี้ขอกลับมาที่จุดตั้งต้นกันหน่อยว่า ”ทำไมเด็กๆ ต้องมาโรงเรียน" และ “มีโรงเรียนไว้ทำไม”

-มนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ดังนั้นเด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน   รวมถึงความเป็นเพื่อนช่วยเหลือกันในสังคมจากการมาโรงเรียน

-โรงเรียน เป็นการจำลองสังคมในอนาคต   เข้าโรงเรียนก็จะทำให้รู้จักสังคม  มีสังคม การมาโรงเรียน คือ การจำลองสังคมให้เด็ก   โรงเรียนช่วยจัดระเบียบสังคมขนาดย่อย ฝึกการยอมรับกัน  ตามใจตัวเองไม่ได้  ถ้าไม่รู้จักปรับตัวก็จะอยู่กับใครไม่ได้  เมื่อรู้จักปรับตัวทำให้อยู่กับใครก็ได้  และทำให้เรียนดีขึ้น

-เด็กได้ความรู้จากครู  เด็กจะได้เรียนรู้การรู้แพ้  รู้ชนะ   รู้อภัย  การเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่  เมื่อเด็กเรียนรวมกันกลุ่มใหญ่  เด็กก็จะรู้กว้างขึ้นไปอีก  อยู่ในสังคมใหญ่ได้มากขึ้น  

-ช่วงวัยเด็กเป็นช่วงวัยที่ต้องได้รับการดูแลจากที่ใดที่หนึ่ง  แต่โดยภาระของครอบครัวแต่ละครอบครัวต้องทำมาหากิน  ดังนั้นสังคมควรมีความรับผิดชอบสร้างกลไกมาดูแลเด็กในช่วงวัยที่เขากำลังเจริญเติบโตเพื่อที่จะไปเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของสังคม  ของประเทศ   ดังนั้น  ความจำเป็นที่เด็กต้องมาโรงเรียนคือ   มาเพื่อที่จะได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ    โดยเฉพาะโรงเรียนระดับประถมและมัธยม   ซึ่งแม้ว่าทั้งผู้ปกครองและเด็กอาจคิดว่าไม่ได้นำความรู้จากการเรียนในช่วงวัยนี้ไปใช้ในการประกอบอาชีพ   แต่เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เด็กเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถทำงานได้ดีในวิชาชีพของตนเองได้ในอนาคต

-การไปโรงเรียนคงไม่ได้ไปเพื่อให้ครูสอนอย่างเดียว   แต่เด็กได้ไปอยู่ในท่ามกลางหมู่เพื่อนมากๆ  บทบาทภาวะผู้นำหรือการเป็นสมาชิกกลุ่มที่เกิดขึ้น เพราะได้อยู่ในแวดวงของเพื่อนๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่สามารถหล่อหลอมให้เป็นคนที่สมบูรณ์ได้

โรงเรียนให้มากกว่าความรู้ได้  จึงยังมีความสำคัญอยู่  แต่ต้องเปลี่ยนให้เป็นโรงเรียนที่ดีเพื่อสอนทักษะชีวิตให้เด็กได้ด้วย

โรงเรียนยังเป็นสิ่งจำเป็นในสังคมชนบทและสังคมเมือง ครอบครัว พ่อแม่  มักฝากความหวังไว้ที่โรงเรียน  แม้ในบางครั้งระบบจะทำให้เกิดการติดขัดขึ้นก็ตาม   แต่โรงเรียนก็ยังสามารถช่วยสอนทักษะชีวิตให้เด็กได้  จึงควรช่วยกันปรับระบบ  โดยเฉพาะโรงเรียนของรัฐบาล  ซึ่งต้องกลับมาย้อนมองดูตัวเอง  เมื่อได้มาร่วมโครงกาารนี้ก็ทำให้คิดว่ายังต้องฝึกอีกนานเพื่อให้พร้อมยอมรับที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ทั้งนี้ไม่มีใครปฏิเสธนะว่าในระบบก็ยังมีครูที่ใช้ไม่ได้อยู่จำนวนมาก ฉะนั้น ข้อเรียกร้องที่น้องๆ ออกมาพูดนั้น เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่อย่าให้เลยเถิดไปไกลจนเกินสิทธิที่พึงมีเลยนะ

>http://www.gotoknow.org/posts/517650
#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

Related stories