โลกตึงเครียด! “สหรัฐฯ” ดันภาคี The Quad ป่วน ‘อินโด-แปซิฟิก’ ล้อม ‘จีน’

AdminSat 05 Sep 2020
0
โลกตึงเครียด! “สหรัฐฯ” ดันภาคี The Quad ป่วน ‘อินโด-แปซิฟิก’ ล้อม ‘จีน’


สัปดาห์ที่ผ่านมา มีปรากฏการณ์เกี่ยวภูมิรัฐศาสตร์โลกที่น่าสนใจอยู่หลายเรื่องและควรจับตามองอย่างใกล้ชิด แม้มองเผินๆ จะไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ประท้วงในบ้านเราหรือประเทศไทยไปยุ่งอะไรกับเขาด้วย แต่ถ้าเชิญสุมาอี้และขงเบ้งมาวิเคราะห์พร้อมๆ กัน ทั้งสองจะฟันธงตรงๆ ว่า ไทยอาจจะไม่ใช่คู่กรณีโดยตรง แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้แน่นอน

เริ่มจากต้นสัปดาห์ มีข่าวการจัดตั้งภาคีที่ใช้ชื่อ The Quad หรือ the Quadrilateral Security Dialogue ที่ประกอบด้วย อินเดีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา ซึ่งจะใช้โมเดลเดียวกับ NATO หรือ "องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ" (North Atlantic Treaty Organzation) ที่เป็นองค์กรความร่วมมือทางการเมืองและการทหารของประเทศค่ายเสรีประชาธิปไตย ซึ่งตั้งขึ้นเพื่อรักษาความมั่นคงร่วมกันในหมู่ประเทศสมาชิก  เนื่องจากการตื่นกลัวภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์สหภาพโซเวียต ภายหลังสงครามโลก ครั้งที่  2  หลักการของ NATO แสนจะง่ายดาย คือ หากมี "การโจมตีประเทศสมาชิกประเทศหนึ่งประเทศใด  จะถือว่าเป็นการโจมตีประเทศสมาชิกทั้งหมด" และนั่นคือจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นครั้งที่ 1

แล้วการตั้ง The Quad ขึ้นมาเพื่ออะไร ง่ายๆ ที่สุดก็คือการขนย้ายกำลังทางทหารมาไว้ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และปิดล้อมจีน ตามยุทธศาสตร์ทางการทหารของโดนัลด์ ทรัมป์ ส่วนจะพัฒนาไปเป็นสงครามเย็นครั้งที่ 2 หรือไม่ ณ ตอนนี้มันก็หนาวๆ อยู่นะ

สตีเฟ่น บีกัน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา กล่าวเมื่อวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม ว่า “เป้าหมายของรัฐบาลวอชิงตัน คือการรวมเป้าหมายของ 4 ประเทศ และประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก เพื่อทำงานร่วมกันในการต่อต้านและควาามท้าทายที่อาจจะเกิดขึ้นจากประเทศจีน และเพื่อปกป้องผลประโยชน์และอธิปไตย โดยจะดึงดูดประเทศต่างๆ ในอินโด-แปซิฟิก เข้าร่วมเป็นสมาชิกในลำดับต่อไป”

ซึ่งในเวลาต่อมาก็มีข่าวว่าสหรัฐฯ ทาบทามเกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และเวียดนาม ให้เข้ามาร่วมวงในภาคีนี้ด้วย โดยการลงนามจะเกิดขึ้นที่กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ในช่วงเดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้

นอกจากการจัดตั้งภาคี The Quad แล้ว ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็ออกมาเผยรายงานประจำปีที่เสนอต่อสภาคองเกรสว่ารัฐบาลปักกิ่งเตรียมตั้งที่มั่นทางทหารในไทยและอีกหลายชาติในภูมิภาคเอเชีย (ซึ่งมาถ้าตรงนี้ หากเรากวาดตา และนั่งพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดก็พอจะเดาได้ว่า ทำไมการประท้วงในไทยที่เสียงร่ำลือว่า มีบางประเทศหนุนหลังอยู่ ก็น่าจะใกล้เคียงไม่น้อย เพราะถ้าทำลายประเทศไทยได้ ก็เหมือนกับการยึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางการทหารของสองฝั่งมหาสมุทร นั่นเอง)

ในรายงานพัฒนาการด้านการทหารและความมั่นคงที่เกี่ยวข้องกับสาธารณรัฐประชาชนจีน 2020 ที่มีความยาว 200 หน้า บ่งชี้ว่า จีนกำลังพิจารณาเลือกเมียนมา, ไทย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ปากีสถาน, ศรีลังกา และประเทศอื่นๆ ในแอฟริกาและเอเชียกลางเป็นที่ตั้งของฐานโลจิสติกส์ด้านการทหาร และล่าสุด จีนได้ทาบทามนามิเบีย, วานูอาตูและหมู่เกาะโซโลมอนเพื่อใช้ประเทศเหล่านี้เป็นที่ตั้งฐานที่มั่นด้านการทหารแล้ว

“แซค คูเปอร์” นักวิจัยจากสถาบันวิจัยอเมริกัน เอ็นเตอร์ไพรส์ ซึ่งมีสำนักงานในวอชิงตัน ให้ความเห็น “รายงานใหม่ฉบับนี้ตอกย้ำให้เห็นถึงความปรารถนาของจีน ในความเคลื่อนไหวระดับโลก และเป็นครั้งแรกที่ข้อสังเกตลักษณะนี้ปรากฏในรายงานประจำปี”

รัฐบาลสหรัฐเชื่อว่า ความทะเยอทะยานของจีนที่จะการขยายแสนยานุภาพด้านการทหารทั่วมหาสมุทรอินเดีย มีที่มาจากการที่จีนเปิดฐานทัพถาวรในต่างประเทศเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ในจิบูตี เมื่อปี 2560 และจนถึงขณะนี้ที่มั่นในจิบูตี ยังเป็นเพียงฐานทัพในต่างประเทศเพียงแห่งเดียวของจีน โดยจีนระบุว่าเป็นแค่ฐานทัพสนับสนุน เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งในด้านความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและภารกิจคุ้มกัน

ในรายงานระบุว่า การเข้าไปตั้งฐานทัพของจีนในจิบูตี เป็นการสนับสนุนศักยภาพการตอบโต้ทางทหารสำหรับเหตุการณ์ไม่คาดคิดต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อการลงทุนของจีนและโครงสร้างพื้นฐานในภูมิภาค โดยปัจจุบัน ่ในทวีปแอฟริกามีชาวจีนอาศัยอยู่ประมาณ 1 ล้านคน ส่วนในตะวันออกกลาง มีชาวจีนประมาณ 500,000 คน

นอกจากประเทศที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สหรัฐยังเชื่อว่า กัมพูชาได้ลงนามข้อตกลงลับๆกับรัฐบาลจีนเพื่อเปิดทางให้กองทัพจีนใช้ฐานทัพเรือแห่งหนึ่งเป็นฐาน แม้ทั้งสองประเทศจะปฏิเสธความเชื่อนี้ของสหรัฐก็ตาม

สิ่งที่น่าสนใจรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ก็คือ การระบุว่าจีน อาจเพิ่มปริมาณหัวรบนิวเคลียร์ในคลังสรรพาวุธอย่างน้อยสองเท่าในช่วงสิบปีข้างหน้า เพื่อเดินหน้าติดอาวุธนิวเคลียร์ทางบก ทางทะเล และทางอากาศ โดยรายงานระบุว่า จีนต้องการเพิ่มจำนวนและพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้ทันสมัย เพื่อให้กองทัพของจีนเท่าเทียมหรือล้ำหน้าไปกว่ากองทัพของสหรัฐภายในปี2592 เป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันขยายอิทธิพลในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก

ปัจจุบัน จีนมีหัวรบนิวเคลียร์กว่า 280 ลูก ซึ่งบางส่วนสามารถนำมาประกอบกับขีปนาวุธนำวิถีที่สามารถยิงข้ามทวีปมาถึงสหรัฐได้ หากจีนสะสมหัวรบนิวเคลียร์ได้ถึงระดับที่กระทรวงกลาโหมสหรัฐคาดการณ์ไว้จะทำให้กองทัพจีนขยับเข้าใกล้การมีคลังแสงนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์ที่สมบูรณ์ (nuclear triad) หรือสามเหล่านิวเคลียร์ คือขีปนาวุธข้ามทวีปที่สามารถยิงได้จากภาคพื้นดิน (ไอซีบีเอ็ม) เครื่องบินทิ้งระเบิดที่โจมตีทางอากาศ (strategic bomber) และขีปนาวุธที่ยิงจากเรือดำน้ำ (เอสแอลบีเอ็ม)

ในรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ ยังระบุด้วยว่า ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา กองทัพเรือจีนได้สร้างเรือดำน้ำพลังงานนิวเคลียร์ 12 ลำ ในจำนวนนี้ 6 ลำคือการสร้างการป้องปรามนิวเคลียร์ทางทะเลเป็นครั้งแรกของจีน และในช่วงกลางทศวรรษที่ 2020 จีนอาจสร้างเรือดำน้ำที่สามารถโจมตีด้วยขีปนาวุธนิวเคลียร์นำวิถี ที่อาจใช้ในปฏิบัติการลับเพื่อโจมตีภาคพื้นดินได้เช่นกัน

นอกจากนี้ จีน ยังปฏิเสธคำชวนของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ให้เข้าร่วมข้อตกลงลดอาวุธนิวเคลียร์ทางยุทธศาสตร์กับสหรัฐ และรัสเซียซึ่งสหรัฐอาจปล่อยให้สนธิสัญญาดังกล่าวที่เรียกว่า New START ระหว่างสหรัฐและรัสเซีย หมดอายุในเดือนก.พ.ปีหน้า เพราะจีนไม่ยอมร่วมข้อตกลงด้วย

อ่านรายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐ และมองยุทธศาสตร์การจัดตั้งภาคี The Quad แล้ว น่าเป็นเหตุผลเพียงพอว่า ทำไมเราถึงควรมี #เรือดำน้ำ เป็นของตัวเองสักที เพราะถ้าจะรอให้ภูมิภาคนี้ร้อนฉ่่ากว่านี้ แล้วค่อยมาคิดจัดงบประมาณแผ่นดินก็....

https://www.japantimes.co.jp/news/2020/09/01/asia-pacific/china-us-quad/
https://thediplomat.com/2020/09/how-china-strengthens-the-quad/
https://www.youtube.com/watch?v=MPhmbSjn10Y
https://sites.google.com/site/worldlorganization/xngkhkar-na-to-nato
https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/896517?ang=&utm_source=izooto&utm_medium=push_notifications&utm_campaign=&utm_content=&utm_term=

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

Related stories