ยุวชนเรดการ์ด & เยาวชนปลดแอก : ในความเหมือนมีสิ่งต่าง, ในความแตกต่างมีสิ่งเหมือน

AdminSat 12 Sep 2020
0
ยุวชนเรดการ์ด & เยาวชนปลดแอก : ในความเหมือนมีสิ่งต่าง, ในความแตกต่างมีสิ่งเหมือน

ยุวชนเรดการ์ด & เยาวชนปลดแอก : ในความเหมือนมีสิ่งต่าง, ในความแตกต่างมีสิ่งเหมือน

 

ดูเหมือนทุกประเทศบนโลกมักจะมี ‘บาดแผล’ ของตัวเองเอาไว้สักอย่างหรือมากกว่านั้น และบาดแผลที่ว่านี้ เมื่อใดที่การเอ่ยถึง มักจะออกไปในทางที่ไม่ดีนัก เพราะทุกครั้งที่ถูกพูดถึง มันจะทำให้คนกลุ่มหนึ่งโกธรแค้น ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งอยากจะเขี่ยๆ มันออกไปจากประวัติศาสตร์ชาติ อย่างประเทศจีนก็มีบาดแผลเรื่องยุวชนเรดการ์ดในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมและกรณีปราบปรามประชาชนที่จตุรัสเทียนอันเหมิน

 

แล้วประเทศไทยของเรามีบาดแผลอะไรบ้าง ถ้าไม่นับเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 น่าจะเป็นบาดแผลใหญ่อีกหนึ่งเหตุการณ์ที่มักจะถูกหยิบยกมาถูกถึงเสมอ ในเดือนตุลาคมของทุกปี เหตุรอยบาดแผลเดือนตุลาคมที่ว่านี้ ตราตรึงในใจใครหลายคนก็เพราะร่องรอยของบาดแผลมันมีคำว่าต่อต้านเผด็จการ และคอมมิวนิสต์เจือกันอยู่จนแยกไม่ออก ซึ่งต่างจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่นิสิต/นักศึกษา ประชาชนออกมาต้านเผด็จการของรัฐบาลพลเอกสุจินดา คราประยูร

 

แต่ดูเหมือนมี ‘ใครบางคนบางกลุ่ม’ พยายามทำให้กงล้อของประวัติศาสตร์เดือนตุลาคมหวนกลับมาอีกครั้งในปี 2020 หรือ พ.ศ. 2563 ซึ่งความพยายามนี้คงไม่เป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เพราะมันดันที่เรื่องราวประจวบเหมาะกันหลายอย่าง ทั้งการใช้วาทกรรม เผด็จการ/ประชาธิปไตย เสรีภาพ/คุกคามประชาชน ฯลฯ 

 

แต่ที่บังเอิญยิ่งกว่านั้นก็คือการเปิดตัว ‘เยาวชนปลดแอก’ ที่ไม่ว่าจะเรียกตัวเองว่ากลุ่มธรรมศาสตร์ไม่เอาเผด็จการ หรือชื่อใดก็ตาม แต่การแสดงออกของเยาวชน ตลอดจนการสื่อสารทางความคิด วิธีคิด ฯลฯ กล้าฟันธงได้เลยว่า ใครบางคนที่อยู่เบื้องหลัง กำลังสร้างกองกำลังของเยาวชนเหล่านี้ที่ถอดแบบมาจากยุวชนเรดการ์ดของประธานเหมาในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมจีนนั่นเอง

 

เพียงแต่ว่า ยุวชนเรดการ์ด & เยาวชนปลดแอก เกิดต่างยุคต่างสมัยกัน จึงมีทั้งความเหมือนและความต่างอยู่ในตัว ทำไมจู่ๆ ใครๆ ถึงคิดว่า ยุวชนเรดการ์ด ขึ้นมา หรือว่าเรากำลังยัดข้อหาคอมมิวนิสต์ให้เยาวชน ?  เปล่าเลย เพราะลัทธิคอมมิวนิสต์แบบสุดโต่งนั่นแทบจะไม่เหลือแล้ว ประเทศที่ยังอยู่ในระอบสังคมนิยมอยู่ ล้วนปรับตัวเองเข้าหาความเป็นทุนนิยมและเสรีนิยมมากขึ้น แต่กระบวนการอื่นๆ ในการปกครองประเทศยังคงแนวทางเดิมไว้ คือรัฐมีอำนาจเบ็ดเสร็จในการปกครองและเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งสามารถยึดคืนได้หากรัฐต้องการ ฉะนั้นการยัดเยียดความคอมมิวนิสต์ให้ใครนั้นคงทำไมได้ แต่วิธีการและกระบวนการแบบที่คอมมิวนิสต์เคยใช้ ยังคงมีคนนำมาใช้อยู่ นั่นก็คือ เยาวชนปลดแอก นั่นไง จะใครล่ะ

 

แต่การเรียกคนที่ออกมาประท้วงหรือออกมาต่อต้านอำนาจรัฐไทย ที่ผ่านมา นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการยัดเยียดข้อกล่าวหา ยุวชนเรดการ์ เป็นครั้งแรก เพราะสมัยที่มีการประท้วงของม็อบเสื้อเหลือง เสื้อแดง ตลอดจน กปปส. ในเวลาต่อมาก็เคยมีคนเทียบเคียงม็อบเหล่านั้นกับยุวชนเรดการ์ มาแล้วเช่นกัน อรรถสิทธิ์   เมืองอินทร์ เคยเขียนประเด็นนี้ไว้ในบทความ “มองปฏิวัติวัฒนธรรมจีนแล้วแลกลับมาการเมืองไทย” ลงเว็บไซต์ประชาไท เมื่อปี 2013 ว่า

 

“เหตุการณ์ความวุ่นวายสับสนที่เกิดขึ้นในเมืองไทยนับตั้งแต่ช่วงการก่อรัฐประหารปี 2549  โดยม็อบของกลุ่มเสื้อเหลืองสลับกับกลุ่มเสื้อแดง ซ้ำเติมโดยพวกเสื้อไม่มีสีอย่างในขณะนี้ทำให้ผู้เขียนอดนึกถึงประวัติศาสตร์จีนในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรมช่วงปี ค.ศ.1966-1975 ไม่ได้ ประวัติศาสตร์ในช่วงนั้นมีตัวละครที่โดดเด่นที่สุดคือบรรดาเยาวชนและคนหนุ่มสาวชาวจีนที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มเรดการ์ด  หรือ Red Guard  (1)  คนเหล่านี้เป็นพวกหัวรุนแรงคือต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคมจีนครั้งยิ่งใหญ่ อันมีลักษณะแตกต่างจากพวกวัยรุ่นวัยเดียวกันในฝั่งอเมริกาและยุโรปในยุคเดียวกันที่ต่อต้านสงครามเวียดนามและสังคมแนวอนุรักษ์นิยมเพราะพวกเรดการ์ดได้รับการสนับสนุนจากผู้ปกครองบางกลุ่มเช่นเหมา เจ๋อตงและแก๊งสี่คนซึ่งนำโดยเจียง ชิงภรรยาของเหมา พวกเรดการ์ดยกย่องเชิดชูแนวคิดเหมาหรือทฤษฎีของประธานเหมา ดุจดังเทพเจ้าโดยมีคัมภีร์คือหนังสือเล่มเล็กสีแดง (little red book) ซึ่งเป็นหนังสือรวมวาทะของเหมาติดตามตัวไป หนังสือเล่มได้รับการกล่าวขานมีจำนวนตีพิมพ์มากเป็นอันดับ  2 ของโลกรองจากคัมภีร์ไบเบิลเท่านั้น”  

 

“พวกเรดการ์ดแม้จะมีความแตกต่างจากชาวม็อบของไทยในปัจจุบันอยู่หลายประการเช่นเรื่องอุดมการณ์ บริบททางสังคมและวัย แต่ก็มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันคือสะท้อนความล้มเหลวของระบบของรัฐและการใช้กฎหมายเมื่อพบกับคนจำนวนมากที่มาร่วมกลุ่มกันและมีการจัดตั้งอย่างดีเช่นมีการฝึกกองทัพเป็นของตัวเอง (militia) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกลุ่มเรดการ์ดบางกลุ่มแต่พวกชาวม็อบไทยทั้งหลายมีลักษณะที่ค่อนข้างจะแยบยลกว่า แม้ฝูงชนโดยมากจะไม่ก้าวร้าวทางกายมากนักแต่ก็ไม่สามารถอ้างว่าเป็นการประท้วงอย่างสันติได้เต็มปากเพราะผู้ที่ถูกมองว่าเข้ามาก่อกวนหรือขัดขวางเช่นนักข่าวหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะอาจถึงตายได้หากมาผิดที่ผิดเวลาเพราะม็อบมีการ์ดหรือกลุ่มรักษาความสงบที่นิสัยพอๆ กับพวกเรดการ์ด อย่างไรก็ตามภาพแห่งสันติซึ่งฉาบเคลือบความรุนแรงภายในได้สร้างความชอบธรรมของตัวเองในการเข้ายึดพื้นที่ต่างๆ  และมีแรงสนับสนุนจากมวลชนเป็นจำนวนมากตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศและรอเวลาที่จะก่อความรุนแรงหากได้รับการชี้นำจากผู้นำม็อบหรือได้รับการยั่วยุไม่ว่าจากฝ่ายตรงกันข้ามหรือมือที่ 3”

 

สิ่งที่ อรรถสิทธิ์ เมืองอินทร์ วิเคราะห์ในวันนั้น ดูจะไม่ตรงกับแนวทางของม็อบเท่าใดนัก เพราะแม้อุดมการณ์ของม็อบจะแตกต่างกันไประหว่างเหลืองกับแดง แต่ดูเหมือนม็อบเยาวชนปลดแอก จะมีความใกล้เคียงกับยุวชนเรดการ์ด ทั้งเรื่องการสร้างวาทกรรมแบ่งแยกเจนเนอเรชั่นเก่า-ใหม่ การตีตราคนรุ่นเก่าว่าเป็นไดโนเสาร์ การปฏิเสธของเก่าที่มีมา อาทิ การไหว้ครู และอีกมากมายที่พยายามจะสถาปนาว่ามันล้าหลัง ยิ่งกว่านั้น การปฏิเสธสถาบันกษัตริย์ไทยโดยใช้คำกล่าวอ้างว่าต้องปฏิรูป 10 ประการนั่น แทบไม่ได้แตกต่างจากสิ่งที่ยุวชนเรดการ์ดเคยทำไว้ตามนโยบายทำลาย 4 สิ่งเก่าของพรรคคอมมิวนิสต์ ทำลายวัดและสุสาน ที่เป็นตัวแทนของสิ่งเก่า สุสานของขงจี้อและห้องสมุดของขงจื้อที่อยู่มานับพันปีก็ถูกทำลาย สิ่งเคารพต่างๆ ถูกทุบเผาทิ้ง

 

หากเหตุการณ์ในวันที่ 19 กันยายนนี้บาดปลาย จะยิ่งสร้างรอยร้าวในสังคมมากขึ้นไปอีกหรือไม่ และอาจจะนำไปสู่การปะทะระหว่างคนที่เห็นด้วยกันคนที่ไม่เห็นด้วยซึ่งนั่นเท่ากับการนำกงล้อแห่ง 6 ตุลาคม 19 ให้กลับมาอีกครั้ง จะเพื่อประโยชน์สูงสุดเรื่องใดก็ตามแต่ แค่อยากเตือนสติเยาวชนในวันนี้ว่า อย่าให้บ้านเมืองต้องมาพังพินาศเพื่อให้ #รู้เดียงสา เลยนะ 

 

 

https://www.thaipost.net/main/detail/38525

https://prachatai.com/journal/2013/12/50163

https://www.silpa-mag.com/history/article_2619

 

#RoundtableThailand

roundtablethailand.com

 

Related stories