คอลัมน์ โต๊ะกลม คมความคิด สไตล์ Pat Hemasuk "Game Theory ทฤษฎีเกม : ทฤษฎีที่ต้องเลือกข้าง "

AdminSun 20 Sep 2020
0
คอลัมน์ โต๊ะกลม คมความคิด สไตล์ Pat Hemasuk

Game Theory ทฤษฎีเกม : ทฤษฎีที่ต้องเลือกข้าง  

 

บางครั้งการมองว่าใครไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ตัวเองทำและตัวเองคิดนั้นคือฝ่ายตรงกันข้าม และต้องเป็นศัตรูกันจนไม่อาจจะอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกันได้  ไม่ใช่ความคิดแบบคนที่มีวุฒิภาวะของคนที่สมองเจริญเติบโตแล้วเขาทำกัน

 

เหมือนกับใครไม่ร่วมมือกับการชุมนุมนั้นคือพวกเผด็จการทหาร ใครไม่ต่อต้านสถาบันคนนั้นคือคนชอบเป็นทาสและล้าหลัง แต่ถ้าใครร่วมมือและสนับสนุนการชุมนุมนั้นจะเป็นพวกเดียวกับตัวเอง เป็นพวกหัวก้าวหน้า และเป็นประชาธิปไตย

อีกฝั่งที่สุดโต่งก็คิดและทำเช่นเดียวกัน แต่เพียงคิดและทำในฝั่งตรงข้ามกับอีกฝั่งหนึ่ง ทำให้ตัวแปรในสมการของสังคมในเวลานี้นั้นมีเพียงสองตัวคือ "พวกกู" และ "พวกมรึง" ทำให้เกิดสภาวะเกมการแข่งขันที่มีผลรวมเป็นศูนย์  (Zero-sum game) ที่มีเพียงสองทางเลือกในทฤษฎีเกม (Game theory) ที่มีตัวแปรเพียงสองตัว อีกฝั่งหนึ่งชนะ-อีกฝั่งหนึ่งแพ้ อีกฝั่งได้-อีกฝั่งเสีย แทนที่จะมีหลายตัวแปรที่มีจริงในสังคมไทยรวมถึงสังคมทั้งโลกในเวลานี้ ผมย้ำอีกทีว่าสังคมไทยตอนนี้มีหลายตัวแปรมาก และตัวแปรเหล่านี้โดนทั้งสองฝั่งผลักออกไปเป็นพวกมรึงทั้งสองฝั่ง คือเข้ากับพวกไหนก็ไม่ได้แล้ว ต้องกลายเป็นคนที่อยู่ที่ไหนในสังคมก็ลำบากใจ และคนพวกนี้คือคนที่มีจำนวนมากที่สุดในสังคมไทยในเวลานี้ก็ว่าได้

ความคิด "พวกกูและพวกมรึง" แบบนี้คือความคิดแบบเด็กสิ้นดี คนที่คิดแบบนี้แม้จะมีอายุมากเท่าไรก็ยังมีสมองคิดแบบเด็ก เหมือนแบ่งพวกกันเล่นอะไรสักอย่างที่มีแต่พวกกู กีฬาสีทีมของกู ความเชื่อของกู กับพวกมรึง สีของมรึง ความเชื่อของมรึง ทำให้คนเหล่านี้คิดว่าทั้งจักรวาลมีเพียงสองอย่างเท่านั้น ทั้งที่โลกแห่งความเป็นจริงมีสิ่งที่ไม่ใช่พวกของกูและพวกของมรึงอีกสามล้านกว่าพวกยืนอยู่รอบตัวพวกเขาไปหมด

 

นั่นทำให้เมื่อหลายร้อยปีก่อนในยุคปฏิวัติฝรั่งเศส กิโยตินตัดคอคนไปหลายพันคนเพราะคำว่า พวกกูและพวกมรึง และเมื่อพวกมรึงโดนตัดคอไปหมดแล้ว พวกกูบางคนก็คุยไม่รู้เรื่องแล้วโดนยัดข้อหาให้กลายเป็นพวกมรึง แล้วเอาไปตัดคอเพิ่มอีก จนในที่สุด Zero-sum ตอนจบเกมนั้นรวมเอาชีวิตของผู้ก่อการล้มล้างฝ่ายเดียวกันแต่แรกที่เคยกอดคอกันนับว่าเป็น "พวกกู" ไปเกือบหมดสิ้น ไม่ต่างกับตอนที่เอาคนอีกฝั่งที่ถูกมองว่าเป็น "พวกมรึง" มาแต่แรกโดนจับไปตัดคอตั้งแต่ตอนเริ่มเกม จนกระทั่งจบเกมถึงได้รู้สำนึกว่า Zero-sum นั้นคนที่ได้ผลประโยชน์นั้นคือฝั่งที่ทุกคนมองข้ามไปหมด ที่ไม่ใช่พวกกูและพวกมรึงที่เป็นเป้าหมายในเกมเลย แต่เป็นกลุ่มที่ทุกฝ่ายมองว่าเป็น "พวกมรึง" ที่ฉลาดพอสามารถเอาตัวรอดชีวิตมาได้ในสังคมที่โหดร้ายในเวลานั้น ส่วนฝั่งที่สู้กันนั้นแพ้ทั้งคู่ เพราะฝั่งคณะปฏิวัติฝรั่งเศสนั้นมองไม่เห็นตัวเองว่าตอนจบที่ Zero-sum นั้นตัวเองก็อยู่ในฝั่งที่เสียและโดนกำจัดจากพวกเดียวกันเองด้วย ไม่ต่างกับครั้งที่ตัวเองจับคนอีกฝั่งตรงข้ามขึ้นตะแลงแกงให้กิโยตินตัดหัวไปตั้งแต่เริ่มเกมนี้แล้ว

 

ดังนั้นผู้ชนะเกมนี้ไม่ใช่ มักซีมีเลียง โรแบสปีแยร์ หรือพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แต่ดันกลายเป็นนายพลที่มีชื่อว่า นโปเลียน โบนาปาร์ต ที่ทุกฝ่ายมองว่าเป็น "พวกมรึง" แต่ฉลาดพอที่จะอยู่รอดจนจบเกม

คราวนี้พอมองเห็นภาพของ Zero-sum แนวคิดสมดุลแบบแนช (Nash equilibrium) ของทฤษฎีเกมที่ส่งให้ศาสตราจารย์จอห์น แนช (John Nash) ได้รับรางวัลโนเบลแล้วนะครับ

 

********************************************

 

ที่จริงแล้วในสังคมมีตัวแปรอีกหลายตัวที่สามารถทำให้เกิด non-zero-sum game ขึ้นได้ และทุกคนจะได้หมดไม่มีใครขาดทุน และสังคมไทยเป็นแบบนี้มาตลอดเวลาของประวัติศาสตร์ชาติไทยหลายร้อยหลายพันปีก็ว่าได้ คือมีพวกกูและพวกมรึงอยู่ตลอดเวลา แต่พวกกูและพวกมรึงต่างก็ยอมรับในจุดเด่นและจุดด้อยของตัวเอง และจุดเด่นจุดด้อยของอีกฝั่ง และประสานประโยชน์จนมีแต่ฝั่งที่ทุกคนได้ ไม่มีใครเสียหรือ non-zero-sum game ในสังคมไทยนั้นรู้มานานแล้วว่า "พวกมรึง" นั้นเป็นพหูพจน์ นั่นคือตามธรรมชาติแล้วจะมี พวกกูเพียงกลุ่มเดียว แต่มีพวกมรึง มรึง มรึง มรึง ๆ ๆ ๆ ๆ  อีกหลายสิบหลายร้อยพวกที่พร้อมจะเสียบเข้ามารับเอาผลประโยชน์ทุกอย่างไป หลังจากพวกกูและพวกมรึงเกิดความโง่เขลาที่คิดว่าทั้งจักรวาลมีเพียงคนสองประเภทคือพวกกูกับพวกมรึง และเกิดความโง่เขลาเพิ่มมากขึ้นจนต่อสู้กันเองและฆ่ากันตายแบบโง่ ๆ จนเกิดความอ่อนแอทั้งสองฝ่าย จนกระทั่ง "พวกมรึงที่แท้จริง" ที่รอดูอยู่เงียบ ๆ เข้ามาเก็บกวาดเอาผลประโยชน์ไปทั้งหมดเมื่อเวลาเหมาะสม

 

ถ้าเรียนรู้และเข้าใจในเรื่องที่นักศึกษาปริญญาตรีส่วนใหญ่ในสายที่ต้องใช้การคำนวณของศาสตราจารย์จอห์น แนช สักนิด แล้วจะรู้ว่าเกมการแข่งขันที่มีผลรวมไม่เป็นศูนย์ (non-zero-sum game) นั้นเกิดขึ้นมาได้ไม่ยาก และเป็นธรรมชาติอยู่แล้วที่จะเกิดขึ้นเองในสังคมปกติทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ที่ฉลาดพอจนสามารถสร้างโมเดลที่มีกำไรได้ไม่มีใครต้องเสียในชีวิตจริง จะเรียกว่าเป็นเกมแบบ Win - Win ที่ไม่มีคนแพ้ก็ได้

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงใน zero-sum game นั้นคือ

 

ถ้าเกิดเกมการแข่งขันที่มีผลรวมเป็นศูนย์ จะมีฝั่งที่ได้และฝั่งที่เสีย คนชนะคือได้ไปทั้งหมดจากคนที่เสีย (The winner takes all) เมื่อรวมผลได้และผลเสียแล้วจะเป็นศูนย์

A zero-sum game is a situation where, if one party loses, the other party wins, and the net change in wealth is zero.

 

เกมการแข่งขันที่มีผลรวมเป็นศูนย์ สามารถมีผู้เล่นเพียงสองกลุ่มหรือหลายล้านกลุ่มก็ได้ (แต่ต้องมีคนได้คนเสีย)

Zero-sum game can include just two players or millions of participants.

 

ในตลาดทุน, ตลาดซื้อขายล่วงหน้า จะพิจารณาเรื่อง zero-sum game อยู่ตลอดเวลา เพราะเมื่อมีข้อตกลงของทั้งสองฝ่ายต้องมีคนเสียผลประโยชน์ และผลประโยชน์ที่เสียออกไปจะไปตกอยู่เพื่อเป็นกำไรกับอีกฝั่งหนึ่ง

In financial markets, futures and options are considered zero-sum games because the contracts represent agreements between two parties and, if one investor loses, then the wealth is transferred to another investor.

 

หลายเหตุการณ์จะเป็นแบบเกมการแข่งขันที่มีผลรวมไม่ได้เป็นศูนย์ เพราะจะเกิดผลประโยชน์หรือกำไรให้กับทั้งสองฝ่าย แบบนี้ที่สังคมส่วนใหญ่เป็นอยู่และสังคมนั้นอยู่รอด

Most transactions are non-zero-sum games because the end result can be beneficial to both parties.

บางครั้งผมก็รู้สึกเบื่อที่จะต้องอธิบายอะไรให้ฟังยามที่ทั้งสองฝ่ายเข้าห้ำหั่นกันในสภาวะผู้เล่นสองคน ทั้งที่ในสภาวะจริงแล้วยังมีผู้เล่นอื่นอีกที่จะรอกินซากจากการต่อสู้ของทั้งสองฝ่าย และเป็นฝ่ายได้ที่แท้จริงใน Zero-sum game

 

ในชีวิตของผมนั้น ผมทันเห็นและมีส่วนร่วมในวิกฤติของชาติมาตั้งแต่ปี 16 - 19 - 35 ไล่เรียงมาถึงกลุ่มพันธมิตรในปี 48 กลุ่มกปปส.ในปี 56 จนถึงปี 63 ที่มีม็อบมุ้งมิ้งในเวลานี้  ไม่มีครั้งไหนที่ผมไม่ทันเห็นหรือทันร่วม ทุกม็อบต่างมีมุมมองในมุมแคบแบบเล่นเกม 2 ผู้เล่นทั้งนั้น มองโลกรอบตัวที่โฟกัสแต่พวกกูและพวกมรึงในสายตาที่อยากให้ตัวเองมองเห็น แต่ไม่ได้มองเลยถึงคนอีกกลุ่มที่ไม่เข้าพวก และทั้งสองฝ่ายต่างเรียกว่า "พวกมรึง" ที่ไม่ใช่พวกกูแล้วกวาดเอาผลประโยชน์ทั้งหมดจากผู้แพ้ทั้งคู่ในภายหลัง

ม็อบมุ้งมิ้งในครั้งนี้ก็เช่นกัน โดนม็อบเสื้อแดงที่มาจากไหนก็ไม่รู้เข้าเทคโอเวอร์ม็อบตั้งแต่นาทีแรกที่ถือคีมไปตัดกุญแจประตูรั้วแล้ว ส่วนใครจะได้ใครจะเสีย และฝั่งไหนจะเสียสองครั้งอีกทอดหนึ่งให้แก่ผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริงที่เป็นไอ้โม่งเบื้องหลังที่มีอยู่ทั้งสองหรือสามฝ่ายจับมือกันเล่นเกมนี้ในรูปแบบทฤษฎีเกม non-zero-sum game คือไม่มีใครเสีย แล้วตอนจบต่างก็แบ่งผลประโยชน์ให้เต็มที่กันทุกฝ่าย เพราะเวลานั้นคงไม่เหลือคนให้เปิดหน้ามาเป็น "พวกกู" และ "พวกมรึง" แบ่งข้างทะเลาะกันอีกแล้ว

Related stories