คอลัมน์ โต๊ะกลม คมความคิด สไตล์ Pat Hemasuk “อำนาจอธิปไตยและรัฏฐาธิปัตย์ ในการแก้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

AdminSat 26 Sep 2020
0
 คอลัมน์ โต๊ะกลม คมความคิด สไตล์ Pat Hemasuk  “อำนาจอธิปไตยและรัฏฐาธิปัตย์ ในการแก้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”


คอลัมน์ โต๊ะกลม คมความคิด สไตล์ Pat Hemasuk
“อำนาจอธิปไตยและรัฏฐาธิปัตย์ ในการแก้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”

คำว่า Sovereign หรือ อำนาจอธิปไตย นั้นประกอบด้วยสิ่งหลักหลายสิ่ง และคำนี้สามารถแปลว่า รัฏฐาธิปัตย์ ก็ได้ด้วย นั่นคือรวมถึงอำนาจสูงสุดในการปกครองในรูปของนามธรรม ยังสามารถหมายถึงรัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ ซึ่งไม่ว่าผู้ใดในรัฐนั้นไม่อาจจะละเมิดได้ และต้องมีกฎหมายประกอบที่ไม่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เรื่อง รัฏฐาธิปัตย์ ผมเข้าใจว่านักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ต้องเคยเรียนและอ่านหนังสือของ จอห์น ออสติน (John Austin) กันมาบ้างแล้ว ผมคงไม่ต้องไปอธิบายอะไรเพิ่มเติมจากที่คัมภีร์ของท่านเขียนทฤษฎีกฎหมายเอาไว้เมื่อร้อยกว่าปีก่อน และแนวคิดของออสตินนั้นมีผลต่อกฎหมายอังกฤษและสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา

ในมุมมองของรัฐศาสตร์ คำว่า รัฏฐาธิปัตย์ หมายถึง อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐ ดังนั้นจะมีสิ่งอื่นใดที่จะมีอำนาจยิ่งกว่าอำนาจนั้นไม่ได้

ในมุมมองของนิติศาสตร์ คำว่า รัฏฐาธิปัตย์ หมายถึง ผู้ทำให้เกิดกฎหมาย ทั้งในระบบรัฐสภา หรือแม้กระทั่งการรัฐประหาร เพราะคณะรัฐประหารคือรัฏฐาธิปัตย์ ย่อมมีอำนาจสูงสุดที่จะสั่งการที่ชอบด้วยกฎหมาย เรื่องนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ที่เกิดรัฏฐาธิปัตย์จากการรัฐประหารต่อเนื่องมาอีกหลายครั้ง

สำหรับประเทศไทยนั้นรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับรัฏฐาธิปัตย์นั้นมี 3 มาตรา ที่เวลานี้มีการดิ้นรนอยากแก้กัน ทั้งที่ประชาชนคนธรรมดานั้นไม่เดือดร้อนกับเรื่องนี้เลย ผมอยากเอารัฐธรรมนูญปี 60 ทั้งสามมาตรามาให้อ่านกันครับ

หมวด ๑ บททั่วไป

มาตรา ๑ ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

มาตรา ๒ ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มาตรา ๓ อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

เห็นภาพไหมครับ ว่าคำว่า Sovereign นั้นหมายความรวมถึงนามธรรมของ อำนาจอธิปไตย รัฏฐาธิปัตย์ และยังเพิ่มความหมายชองรูปธรรมสิ่งที่เป็นความเป็นหนึ่งเดียวของอาณาจักรเอาไว้ด้วยคือ Territory หรือดินแดนทั้งแผ่นดินและผืนน้ำที่ครอบครองและใช้รัฐธรรมนูญที่เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศในดินแดนนั้น ซึ่งกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญทั้งสามมาตรา

เรามาดูมาตราแรกกัน "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้"

นั่นหมายความถึงประเทศไทยคือหนึ่งเดียว จะไม่สามารถแตกตัวออกเป็นรัฐอิสระได้ ประชาชนทั่วไปทั้งประเทศนั้นไม่มีใครเดือดร้อนกับเรื่องนี้หรอกครับ ที่เดือดร้อนดิ้นรนกับการแก้มาตรานี้คงมีแต่พวกอยากแบ่งแยกดินแดนไทยออกเป็นส่วน ๆ เพื่อตั้งรัฐอิสระเท่านั้น ซึ่งผมเองก็คิดว่าเราใช้มาตรานี้มานานแล้ว หลักฐานย้อนหลังที่ง่ายที่สุดนั้นคือเพลงชาติของเราก็แสดงถึงการเป็นหนึ่งเดียวของชาติทั้ง Sovereign และ Territory เอาไว้อยู่ในเพลงชาติไทยเวอร์ชั่นแรก ที่แต่งขึ้นตามคำสั่งของคณะราษฎร โดยพระยาพหลพลพยุหเสนาหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2476 โดยขุนวิจิตรมาตราเป็นผู้แต่งเนื้อเพลง และเวอร์ชั่นที่ 2 โดยหลวงสารานุประพันธ์เป็นผู้แต่งในยุคของ ป.พิบูลสงคราม และยังคงใช้มาจนถึงทุกวันนี้

ความคิดที่จะแบ่งแยกดินแดนออกเป็นส่วน ๆ นั้นแม้แต่คณะราษฎรก็ยังไม่กล้าทำและคิดในเรื่องบัดซบแบบนี้

ต่อมาคือมาตราที่ 2 "ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

ประเทศไทยใช้รัฐธรรมนูญที่มีใจความแบบนี้หรือคล้ายกันมาตลอด นั่นคือสิ่งที่กำหนดให้ประเทศไทยนั้นต้องยังคงมีสถาบันกษัตริย์ต่อไป เพราะหลังยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง ซึ่งในเวลานั้นคณะราษฎรมีเสียงแตกกันออกไปว่าจะยังคงสถาบันกษัตริย์เอาไว้หรือไม่ บางคนมีความคิดรุนแรงสุดขั้วที่จะกำจัดสถาบันกษัตริย์แบบถอนรากถอนโคนเสียด้วยซ้ำไป แต่ภายหลังเริ่มรู้ตัวว่าประชาชนและข้าราชการส่วนใหญ่นั้นยังยอมรับและรักในสถาบันกษัตริย์อยู่ คณะราษฎรจึงมีความเห็นคงไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ แม้ภายหลังพระบาทสมเด็จพระปกเกล้ารัชกาลที่ 7 จะทรงทนไม่ไหวกับการบริหารงานของคณะราษฎรที่ตั้งรัฐบาลแล้วเริ่มจัดการกำจัดพวกเดียวกันเองเพื่ออำนาจของหมู่เหล่าของตนเอง ไม่ต่างกับยุคปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อหลายร้อยปีก่อน จึงทรงสละราชสมบัติ แต่ด้วยความที่รัฐบาลยังต้องอิงกับสถาบันกษัตริย์เพื่อความมั่นคงของรัฐบาลเอง จึงต้องคงสถาบันกษัตริย์เอาไว้จนถึงทุกวันนี้ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่พิสูจน์กันมาแล้วกว่าแปดสิบปีว่าประเทศไทยที่มีความแข็งแกร่งในเสถียรภาพทางการเมืองความมั่นคงของประเทศ แม้ยามมีสงครามยาวนานหลายปีหลายสงคราม ตั้งแต่ยุครัฐบาล ป.พิบูลสงคราม จนถึงรัฐบาล ถนอม กิตติขจร นั้น สถาบันกษัตริย์คือส่วนสำคัญในเรื่องนี้ต่อทุกรัฐบาลมาตลอด

ความคิดที่จะลดความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ รวมถึงยกเลิกความเป็น "ราชอาณาจักร" นั้นแม้แต่คณะราษฎรก็ยังไม่กล้าทำและคิดในเรื่องบัดซบแบบนี้

มาตราที่ 3 "อํานาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ"

นั่นแสดงให้เห็นถึงสถาบันทั้งสามในการปกครองนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายตุลาการ ยังต้องทำงานภายใต้พระปรมาภิไธย แต่อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทยทุกคนที่ออกเสียงเลือกตั้งเอาผู้แทนของตนเองเข้ามาในรัฐสภา แล้วให้เลือกกันเองขึ้นมาเป็นฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลนั่นเอง แต่สิ่งที่เป็นด่านสุดท้ายในการยับยั้งทุกสิ่งนั้น คือการทรงเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบในการที่จะลงหรือไม่ลงพระปรมาภิไธย โดยพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล

แต่สิ่งนี้ไม่ใช่การมองเพียงมุมเดียวในการทรงใช้พระราชอำนาจในการยับยั้งเท่านั้น แต่ยังทรงเป็นที่ให้ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล มีที่ยืนพิงหลังเพื่อพึ่งพระราชอำนาจอีกด้วยเช่นกัน เพราะคำว่า "ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์" คือจุดเริ่มต้นของทุกสิ่งที่เป็นที่พึ่งพิงให้เกิดความชอบธรรมในกิจการทั้งหลายของ สภา รัฐบาล ตุลาการ ภายใต้พระปรมาภิไธย สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่แต่เพียงเกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองเท่านั้น แต่สามารถย้อนหลังไปจนถึงในสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ทรงเริ่มมีการลงพระปรมาภิไธยในเอกสารราชการที่ทรงเริ่มเปลี่ยนแปลงการบริหารประเทศแบบใหม่ เพื่อให้ทันรับมือกับการล่าอาณานิคมที่เข้ามารอบประเทศในเวลานั้น ความชอบธรรมที่เกิดจากการลงพระปรมาภิไธยเกิดขึ้นมานานแล้ว ถ้านับเอาการลงตราประทับราชลัญจกรคือการลงพระปรมาภิไธยด้วย ก็สามารถนับย้อนหลังไปได้ถึงกรุงศรีอยุธยาเลยทีเดียว

ความคิดที่จะลดความสำคัญของสถาบันกษัตริย์ รวมถึงยกเลิกพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทั้งสามเสาหลัก ทรงใช้อํานาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนั้น แม้แต่คณะราษฎรก็ยังไม่กล้าทำและคิดในเรื่องบัดซบแบบนี้

Related stories