การแทรกแซงสื่อโดยรัฐ หรือโดยกลุ่มทุนการเมือง ใครน่ากลัวกว่ากัน ?

AdminSat 14 Nov 2020
0
การแทรกแซงสื่อโดยรัฐ หรือโดยกลุ่มทุนการเมือง ใครน่ากลัวกว่ากัน ?


สัปดาห์ที่ผ่านมา มิตรสหายหลายท่าน ถามไถ่มามากเหลือเกินว่า เนชั่นโดนซื้อโดยกลุ่มทุนการเมืองไปแล้วใช่หรือไม่ ?

คำถามนี้ไม่ขอตอบนะคะ แต่อยากจะบอกสั้นๆ ว่า “ปล่อยให้เวลาคลี่คลายทุกสิ่ง เดี๋ยวความจริงจะปรากฏชัดด้วยตัวของมันเอง”

แต่ไหนๆ ก็มีคำถามนี้มาแล้ว ทำให้นึกถึงเรื่องการแทรกแซงสื่อโดยรัฐกับกลุ่มทุนการเมืองขึ้นมาได้ว่า ในยุคหนึ่งมีการกระทำในลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 อย่างเป็นทางการนั่นแหละ คำถามที่น่าคิดต่อก็คือ

1. ทำไมภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540  ฉบับที่เราป่าวประกาศว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นได้ ?

2. กลไกในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540  ล้มเหลวใช่หรือไม่ ? หรือว่าจริงๆ แล้วนักการเมืองต้องการกุมอำนาจการสื่อสารให้เบ็ดเสร็จเพื่อครอบงำประชาชน ?

3. ความเป็นมืออาชีพที่แท้จริงของสื่อคืออะไร ลักษณะหรือพฤติการณ์ใดที่บ่งบอกถึงความเป็นมืออาชีพได้บ้าง ?

การแทรกแซงสื่อโดยรัฐนั้นเริ่มปรากฏชัดเจนเมื่อปี 2544 เป็นต้นมา ในยุคทักษิณ ชินวัตร รอดพ้นจากคดีซุกหุ้นแบบเฉียดฉิว หลังจากนั้น การกระชับอำนาจเพื่อควบคุมการสื่อสารก็เกิดขึ้น ทั้งกรณีที่ รัฐบาลได้ใช้อำนาจทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านหน่วยงานของรัฐที่เป็นเจ้าของสื่อและกำกับดูแลสื่อเข้าแทรกแซงการทำงานของสื่อมวลชนในหลายกรณี ที่ปรากฏเด่นชัด ได้แก่

1) ทีวีช่อง 5 ระงับการออกรายการเจาะใจ และที่นี่ประเทศไทย กรณีสัมภาษณ์สามเณรีธรรมนันทา หรือ ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ ถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 และขัดต่อการปฏิรูปสื่อตามมาตรา 40

2) กองทัพบกออกหนังสือเวียนเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. สั่งให้สถานีวิทยุและโทรทัศน์ ระมัดระวังการเสนอข่าวการเมืองและนักการเมือง การเสนอข่าวเกี่ยวกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ให้เสนอในลักษณะสร้างสรรค์ ช่วยประชาสัมพันธ์นโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาของรัฐบาล

3) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี มีหนังสือเวียนถึงรัฐมนตรีทุกคนให้ใช้ประโยชน์จากรายการกรองสถานการณ์และช่อง 11 ของกรมประชาสัมพันธ์โฆษณาผลงานของรัฐบาล ถือเป็นการใช้สื่อของรัฐในทางมิชอบ

4) กรมประชาสัมพันธ์ สั่งห้ามไม่ให้นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ผู้ดำเนินการรายการเหรียญสองด้าน และตามหาแก่นธรรม ทางช่อง 11 ดำเนินการต่อไป โดยอ้างว่าไม่มีใบอนุญาตเป็นผู้ประกาศ และช่อง 9 ปรับผังรายการถอดรายการ “ขอคิดด้วยคน” และ “ลานบ้านลานเมือง” รวมทั้งตัดรายการ “เพื่อบ้าน เพื่อเมือง” ออกจากสถานีวิทยุ อ.ส.ม.ท. เอฟเอ็ม ความถี่ 97.5 เมกะเฮิร์ต

5) สำนักงานตำรวจสันติบาล อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ตักเตือนน.ส.พ.ไทยรัฐและกรุงเทพธุรกิจ ในการเสนอข่าวเกี่ยวกับคดีปกปิดบัญชีทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรี

6) กรณีที่ถือเป็นการคุกคามสื่อโดยใช้อำนาจและกลไกของรัฐที่รุนแรงที่สุดในปี 2545 คือ การตรวจสอบธุรกรรมการเงินของบุคคลที่มีอาชีพสื่อมวลชนและนิติบุคคลที่ทำธุรกิจสื่อสารมวลชน ทั้งนี้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ทำหนังสือถึงสถาบันการเงิน 17 แห่ง เพื่อตรวจสอบข้อมูลทางการเงินตั้งแต่ปี 2544 โดยกลุ่มบริษัททำธุรกิจหนังสือพิมพ์และนักหนังสือพิมพ์ที่ถูกตรวจสอบ มีดังนี้

บริษัทเนชั่น มัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บริษัทเนชั่น มัลติมีเดีย พับลิชชิ่ง กรุ๊ป จำกัด, บริษัทกิเลนการพิมพ์ จำกัด กลุ่มสยามสปอต บริษัทเอ็นเอ็มจี นิวส์ จำกัด (ในเครือเนชั่น), นายสุทธิชัย หยุ่น บก.อำนวยการเครือเนชั่น, นายเทพชัย หย่อง บก.เครือเนชั่น, นายโรจน์ งามแม้น ประธานที่ปรึกษาบริษัทไทยเจอนัลกรุ๊ป (รวมทั้งครอบครัวของทั้ง 3 คน) บริษัทไทยเจอนัลกรุ๊ป เจ้าของน.ส.พ.ไทยโพสต์, นายโสภณ องค์การ บก.อาวุโส เดอะเนชั่น และนายอัมพร พิมพ์พิพัฒน์ บก.อาวุโส และคอลัมนิสต์ไทยโพสต์

2) รายการโทรทัศน์ของรัฐสภาทางช่อง 11 ถูกแทรกแซงด้วยการสั่งงดรายการ และนำเอารายการของหน่วยงานราชการต่างๆ มาแทรกแทน ทั้งนี้รายการโทรทัศน์ที่วุฒิสภา ควรจะได้ออกอากาศทั้งสิ้น 40 ครั้ง นับจากเดือนม.ค. – พ.ค. 45 ถูกงดไปถึง 14 ครั้ง หรือร้อยละ 35%

3) 5 มี.ค. 2545 กรมการพลังงานทหาร มีคำสั่งไปยังบริษัทผู้เช่าเวลาให้ถอดรายการวิทยุเนชั่น ออกจากผังรายการในสถานีวิทยุของกรมฯ เนื่องจากมีเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลรุนแรงเกินไป

4) สื่อมวลชน จ.ตรัง ร้องเรียนว่า ผู้ว่าราชการจังหวัดตรังข่มขู่ว่าจะใช้อำนาจตามในฐานะพนักงานการพิมพ์ตามพ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ปิดหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น “ข่าวเสรี” โดยอ้างว่า เสนอข่าวทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

ปรากฏการณ์แทรกแซงสื่อ ยังมีการใช้แรงกดดันต่อกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์หลายฉบับด้วยการใช้อำนาจทางธุรกิจด้านโฆษณาเข้ามาต่อรอง ทำให้บรรณาธิการของน.ส.พ.บางฉบับ ต้องลาออกจากตำแหน่งผู้บริหารกองบรรณาธิการ

ในช่วงปลายปี 2545 ยังมีกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ฟ้องแพ่ง น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ และบริษัทนสพ.แนวหน้า ในคอลัมน์ “ประสงค์พูด” เรื่อง “บกพร่องโดยสุจริต” และ “พลังเงียบ” เรียกค่าเสียหาย 600 ล้านบาท อีกด้วย

จากน้ำจิ้มที่สะท้อนการแทรกแซงสื่อโดยรัฐไปแล้วนั้น ในยุคทักษิณยังมีลำดับการแทรกแซงสื่ออีกมากมายหลายรูปแบบ โดย ผศ.รุจน์ โกมลบุตร แห่งคณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาตร์ ได้ทำวิจัยเรื่อง “เสรีภาพสื่อสาธารณะ : ความท้าทายของพลเมืองไทย” พบว่าวิธีการแทรกแซงสื่อในสมัยรัฐบาลทักษิณ 2 มี 24 วิธี ได้แก่ 1. ขอร้อง เตือน พูดขู่ พูดท้าทายสื่อ 2. เสียดสี ประชด เปรียบเปรย 3. พูดสั่งสื่อ 4. อ้างชาติ 5. ลดความน่าเชื่อถือ 6. ไม่ตอบคำถาม หรือตอบไม่ตรงคำถาม 7. ปั่นข่าว สร้างข่าวอื่นกลบ 8. ใช้ตัวแทนในการแทรกแซง (ร่างทรง) 9. ใช้ข้อมูลเท็จ 10. ใช้กระบวนการศาล 11. แทรกแซงการพูดของแหล่งข่าว 12.แทรกแซงการบริหารงานของสื่อ 13. เข้าช่วงชิงความเป็นเจ้าของในระยะยาว 14 แทรกแซงการเงิน การโฆษณาของสื่อ 15. แทรกแซงหน่วยงานอิสระ 16. ละเว้นหลีกเลี่ยงที่จะใช้อำนาจ เพื่อส่งเสริมเสรีภาพ 17.สั่งตรวจสอบองค์กรสื่อ และสั่งค้นองค์กรสื่อ 18. สั่งปิดองค์กรสื่อ 19. ห้ามจำหน่ายจ่ายแจก 20. ใช้กฎหมาย ระเบียบ หรือมติ ครม.สร้างกฎขึ้นมาใหม่ 21 การใช้มวลชนปิดล้อมสื่อ 22.การปาระเบิดใส่องค์กรสื่อ 23. การขู่ฆ่าบุคลากรด้านสื่อ และ 24. จัดตั้งผู้อ่านเพื่อตอบโต้สื่อ

ผศ.รุจน์ ได้ยกตัวอย่างการแทรกแซงสื่อสมัยทักษิณ 2 เช่น การขู่ฆ่าบุคลากรด้านสื่อ โดยสัมภาษณ์ผู้ข่าวอาวุโส ฝ่ายการเมือง (ขอสงวนนาม) เดลินิวส์ ที่ระบุว่า เคยถูกขู่ฆ่า 2 ครั้ง เพื่อให้เลิกวิจารณ์รัฐบาล หรือการจัดตั้งผู้อ่านเพื่อตอบโต้สื่อ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการปาระเบิดใส่องค์กรสื่อ วันที่ 3 พ.ย.48 มีการปาระเบิดเข้าไปในสำนักงาน ผู้จัดการ และการใช้มวลชนปิดล้อม สำนักงาน นสพ.เดอะเนชั่น ผู้จัดการ แนวหน้า ฯลฯ เมื่อผู้สื่อข่าว นำประเด็นดังกล่าวไปถาม ก็ได้รับคำตอบว่า ก็เนชั่นคุกคามผมมาตั้ง 5 ปีแล้วนี่


นอกจากยุคทักษิณแล้ว ผศ.รุจน์ ยังได้รวบรวมข้อมูล รูปแบบการแทรกแซงสื่อสมัย พลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ไว้ด้วย ซึ่งมีการแทรกแซงสื่อน้อยกว่า ส่วนวิธีการแทรกแซงมีดังนี้ 1. ปิดสถานีวิทยุ 300 แห่งที่เคยเชียร์รัฐบาลทักษิณ ควบคุม ไอทีวี ควบคุมสื่อออนไลน์  บล็อกสำนักข่าวต่างประเทศที่แพร่ภาพการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ การสร้างบรรยากาศให้สื่อมวลชนเซ็นเซอร์ตัวเอง

จากยุคแทรกแซงสื่อโดยรัฐ ก็มาถึงยุคของการแทรกแซงสื่อโดยกลุ่มทุนการเมือง ที่จะจัดว่าเป็นการแทรกแซงโดยตรงก็ไม่ถูกต้องนัก แต่เป็นการเข้าไปซื้อหุ้นบริษัทแทน เมื่อมีอำนาจการบริหารและการเป็นเจ้าของ การเซ็นเซอร์ข่าวหรือการปรับกระบวนทัศน์ในการนำเสนอข่าวก็เกิดขึ้น นอกจากนี้การแทรกแซงสื่อโดยกลุ่มทุนการเมือง ยังใช้วิธีไล่ฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายและเพื่อทำลายความชอบธรรมในทางสังคมอีกด้วย ตัวอย่างในกรณีนี้ อาทิ

-หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เลขาธิการ คปส. ถูกบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ฟ้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ฐานความผิดละเมิดเรียกค่าเสียหาย จำนวน 400 ล้านบาท กรณีการเสนอข่าว “NGO ประจาน 5 ปีไทยรักไทย ชินคอร์ปรวย”

-บริษัทจีเอ็มเอ็มมีเดีย ทุ่มเงิน 2.6 พันล้าน ลงทุนซื้อหุ้นใหญ่จากกองทุนต่างประเทศในสื่อสิ่งพิมพ์ 2 ฉบับ คือ มติชน จำนวน 32.23 % และมีเป้าหมายจะถือครองให้ได้ 70% และบางกอกโพสต์ 23.60% จนเกิดการต่อต้านอย่างหนัก กระทั่งจีเอ็มเอ็มมีเดีย ขายหุ้นคืนให้กับนายขรรค์ชัย บุนปาน ผู้ก่อตั้งเครือมติชน โดย จีเอ็มเอ็มฯ ถือไว้ 20% ส่วนบางกอกโพสต์ จีเอ็มเอ็มมีเดีย เข้าถือหุ้น 23.6%

-พรรคไทยรักไทย ยื่นฟ้องหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ คดีแพ่งฐานละเมิดเรียกค่าเสียหาย 500 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 ต่อปี กรณีตีพิมพ์ข่าวในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 มิ.ย. 48 พาดหัวข่าวทำให้คนอ่านอาจเชื่อว่า พรรคไทยรักไทย เป็นพรรคที่โกงกินบ้านเมือง ทุจริตคอร์รัปชั่น ฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นศูนย์รวมของคนไม่ดี ข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องที่นายเสนาะ เทียนทอง ที่ปรึกษาพรรคไทยรักไทย ไปบรรยายที่ม.สุโขทัยธรรมาธิราช

-สนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ถูกคณะกรรมการบริหาร บมจ. อสมท. ระงับสัญญาเช่าเวลารายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ซึ่งออกอากาศทางโมเดิร์นไนท์ทีวีทุกคืนวันศุกร์ เวลา 22.00 – 23.00 น. นับตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.เป็นต้นไปโดยอ้างเหตุผลว่ามีการก้าวล่วงพระราชอำนาจ

-พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ พร้อมกับนางสาวสโรชา พรอุดมศักดิ์ พิธีกรรายการเมืองไทยรายสัปดาห์ ฐานความผิดดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และคดีแพ่งฐานความผิดละเมิด เรียกค่าเสียหาย จำนวน 500 ล้านบาท กรณีวิพากษ์วิจารณ์การตั้งผู้ทำหน้าที่แทนสังฆราช และนำบทความ “ลูกแกะหลงทาง” มาเผยแพร่

จากกรณีการแทรกแซงสื่อโดยกลุ่มทุนการเมือง ตัวอย่างข้างต้น เมื่อเข้าสู่ยุคดิจิทัล การแทรกแซงสื่อโดยกลุ่มทุนการเมืองก็เปลี่ยนรูปแบบเป็นแบบผสมผสาน กล่าวคือ

1.ใช้ระบบการซื้อหุ้น เพื่อกุมอำนาจการบริหารสื่อไว้ในมือ จากนั้นก็ส่งคนของตัวเองเข้าไปนั่งบริหาร เพื่อควบคุมทิศทางการนำเสนอข่าวให้เป็นไปตามต้องการ

2. การสร้างเครือข่ายการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดีย แพลตฟอร์มต่างๆ  หรือจะเรียกว่าปฏิบัติการ IO ของกลุ่มทุนการเมืองก็ไม่ผิดนัก เพื่อสร้างระบบการสื่อสารแบบคู่ขนานให้ไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการสร้างเครือข่ายแบบนี้เอง กำลังเป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน กลุ่มทุนการเมืองกลุ่ใไหนใช้มากที่สุด โปรดใช้ไตร่ตรองดู

http://research.jc.tu.ac.th/files/upload/files/2549-jc-research-03.pdf
https://mgronline.com/specialscoop/detail/9490000079315
https://www.naewna.com/politic/columnist/31052

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

Related stories