บทความพิเศษRT “รู้แต่เรา..ไม่รู้เขา” โดย กังสดาล

AdminMon 16 Nov 2020
0
บทความพิเศษRT  “รู้แต่เรา..ไม่รู้เขา”  โดย กังสดาล


14 พฤศจิกายน 2563
>#บทความพิเศษRT
“รู้แต่เรา..ไม่รู้เขา”
โดย >#กังสดาล

ตำราพิชัยสงครามเก่าแก่ของซุนวูกล่าวไว้ว่า
“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง การชนะร้อยทั้งร้อยมิใช่วิธีการอันประเสริฐแท้ แต่ชนะโดยไม่ต้องรบเลยจึงถือว่าเป็นวิธีที่วิเศษยิ่ง”
“หากรู้เขารู้เรา แม้นรบกันตั้งร้อยครั้งก็ไม่มีอันตรายใด ถ้าไม่รู้เขา รู้เพียงตัวเราแพ้ชนะย่อมก้ำกึ่งอยู่ หากไม่รู้ในตัวเขาตัวเราเสียเลย ก็ต้องปราชัยทุกครั้งที่มีการยุทธ์นั้นแล”
มีหลายครั้งที่การล้มล้างเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองหรือผู้ปกครองนำมาสู่ชัยชนะ แต่ก็มีหลายครั้งที่ประสบความล้มเหลว
โจโฉ แม้นมีอำนาจ มีทหาร มีกองทัพ มีขุนนางที่ภักดีมากมายมหาศาลที่สุดในแผ่นดินก็มิอาจตั้งตนเป็นจักรพรรดิได้
มิใช่โจโฉเกรงกลัวเจ้าแห่งแคว้นอื่น ๆ แต่อย่างใด
แต่เป็นเพราะโจโฉเข้าใจดีว่าการตั้งตนเป็นฮ่องเต้ด้วยการช่วงชิงด้วยกำลังนั้นขาดความชอบธรรม
ตั้งตนเป็นฮ่องเต้มิใช่เรื่องที่ยากเย็นแต่อย่างใด แต่การครองใจผู้คนใต้หล้านั้นย่อมไม่ชอบธรรมและไม่เป็นที่ยอมรับ
นอกจากประชาชนจะต่อต้านแล้ว เจ้าแคว้นอื่นย่อมใช้เป็นข้ออ้างในการแข็งข้อและต่างคนต่างตั้งตนเป็นจักรพรรดิด้วยเช่นกัน
และถึงแม้นจะมิได้ตั้งตนเป็นฮ่องเต้ แต่การครอบงำ กดขี่ และด้อยค่าองค์ฮ่องเต้ก็ไม่ชอบธรรมอยู่ดี
นักประวัติศาสตร์จีนบางคนจึงเห็นโจโฉเป็นเพียงคนถ่อยและทรราชผู้หนึ่งอยู่ดี
ปี 2475 คณะราษฎรก็เป็นเฉกเช่นเดียวกัน
กระทำการล้มล้างการปกครองของสยามประเทศ หลอกลวงกองทัพให้ออกมายึดอำนาจแต่ก็ไม่อาจปกครองได้
ถึงจะเปลี่ยนแปลงการปกครองได้ แต่ก็มิอาจครองใจประชาราษฎร์ได้ เพราะการยึดอำนาจนั้นผิดทำนองคลองธรรม
เฉกเช่นเดียวกับโจโฉมิผิดเพี้ยน
การยึดอำนาจการปกครองประเทศจากสถาบันพระมหากษัตริย์ไปเป็นคณะราษฎรจึงยังต้องมีกษัตริย์อยู่ต่อไป ถึงแม้พระราชอำนาจจะลดน้อยลงแทบจะไม่เหลือเลยดุจดังเช่นจักรพรรดิจีน
กระทั่งในปี 2478 เพียง 3 ปีหลังการปฏิวัติ ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงสละพระราชสมบัติเพราะทรงขาดความเชื่อมั่นและบารมีหลังเกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดชล้มเหลว และทรงเดินทางออกนอกประเทศและไม่เคยเสด็จกลับประเทศอีกเลย
กระนั้นหลังจากที่ประเทศขาดกษัตริย์ รัฐบาลในยุคสมัยนั้นก็ต้องไปอัญเชิญในหลวงรัชกาลที่ 8 กลับมาเป็นพระมหากษัตริย์อยู่ดี ถึงแม้ว่าเจตนาอัญเชิญมาเป็นเพียงแค่หุ่นเชิด แต่ก็สามารถใช้ยืนยันได้ว่าอย่างไรเสียประเทศไทยที่ปกครองโดยกษัตริย์มากว่า 700 ปีก็มิอาจขาดกษัตริย์ได้
เวลาผ่านมา 88 ปี
บัดนี้มีผู้ที่อยากดำเนินรอยตามคณะราษฎร2475 และประกาศออกมาว่าจะกระทำการสานต่อเปลี่ยนแปลงการปกครองให้สำเร็จให้จงได้ ไม่ให้ซ้ำรอยเหตุการณ์ในปี 2475
ผู้ที่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างสมบูรณ์นี้ มีทั้งนักการเมือง นักวิชาการ คอมมิวนิสต์หลงยุคหลายคน ซึ่งได้เตรียมการ วางแผนมาหลายปีแล้ว บางคนมุ่งมั่นมาหลายสิบปี บางคนตั้งพรรคการเมืองโดยเปิดเผย แต่ในทางลับกลับวางแผนล้มล้างด้วยสารพัดวิธี ทั้งการออกทุนทำนิตยสารที่แสดงออกถึงการต่อต้านและวิพากษ์วิจารณ์สถาบันพระมหากษัตริย์ การเขียนหนังสือส่วนตัวที่กล่าวถึงความต้องการยึดอำนาจ และเมื่อได้อำนาจแล้วจะไปต่อรองกับพระมหากษัตริย์ ในขณะเดียวกันก็สร้างภาพเป็นนักการเมืองที่ดีมีคุณภาพ มองการณ์ไกล เป็นคนรุ่นใหม่ นโยบายที่ออกมาเพื่อเอาใจและเรียกคะแนนเสียงจากคนรุ่นใหม่ทั้งฟังดูดีและมีอนาคต อย่างเช่น คืนอำนาจให้ราษฎรเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ให้ความเสมอภาคเท่าเทียม ปลดแอกจากระบบศักดินา ให้สวัสดิการเฉกเช่นประเทศตะวันตกที่เจริญแล้ว
ขณะเดียวกันก็ด้อยค่าวัฒนธรรมประเพณีเก่า ๆ เสียทุกอย่าง เช่นเลิกการหมอบกราบ เลิกนับถือศาสนา ยกเลิกระบบนับญาติ ยกเลิกระดับอาวุโสในที่ทำงาน
นักการเมืองกลุ่มนี้อยู่เบื้องหลังการใส่ร้ายป้ายสีสถาบันกษัตริย์ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ทั้งจาบจ้วงออกสื่อ ทั้งใส่ข้อมูลเท็จลงในสื่อออนไลน์อย่างต่อเนื่องหลายปี ร่วมมือกับนักวิชาการหนีคดีในต่างประเทศหลายคนใส่ร้ายป้ายสีทั้งในหลวงรัชกาลก่อน ๆ และรัชกาลปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง ปลุกปั่นจนเยาวชนหลงเชื่อข้อมูลเหล่านั้นจนเป็นกระแสยอดนิยมในโลกออนไลน์ จนในที่สุดก่อตัวเป็นม็อบเยาวชนปลดแอก
ก็ไม่รู้ว่านักการเมืองเหล่านี้ได้อ่านตำราพิชัยสงครามซุนวูบ้างหรือไม่
ถ้าได้อ่าน ถ้าได้ศึกษามาบ้างไฉนจึงไม่ “รู้เขารู้เรา” เอาเสียเลย
เหตุใดจึงทึกทักเอาว่าการยุยงให้เกิดความแตกแยกระหว่างรุ่นจะนำพาให้ตนเองประสบความสำเร็จ สามารถล้มล้างสถาบันอันเป็นที่เคารพของคนทั้งชาติ และดันตนเองขึ้นสู่อำนาจสูงสุดได้
พวกเขาต้องเคยเห็นภาพที่ผู้คนนับแสนนับล้านไปถวายความจงรักภักดีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9ในวันที่ทรงครองราชย์ครบ 60 ปีแน่ ๆ
พวกเขาต้องเคยเห็นภาพที่คนนับแสนนับล้านเข้าคิวคนละอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงเป็นอย่างน้อยเพื่อเข้าถวายการเคารพพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 แน่ๆ
พวกเขาต้องเคยเห็นภาพที่ประชาชนเหล่านั้นตากแดดตากฝนที่กระหน่ำในขณะที่รอเข้ากราบพระบรมศพแน่ ๆ
แล้วพวกเขาเหล่านี้ “รู้เขา” หรือไม่
หรือว่าเพียงแค่ “รู้เรา” แล้วทึกทักเอาเองว่ามีเยาวชนคนรุนใหม่ กลุ่มลิเบอร่านทั้งหนุ่มและแก่ คอยสนับสนุนอยู่จำนวนมาก
หรือเพียงมโนเอาเองว่าแค่จำนวนคนเพียงเท่านี้สามารถออกรบกับอีกฝ่ายแล้วสามารถกำชัยชนะได้
หรือว่าพวกเขาลืมไปแล้วว่าคนจำนวนนับสิบล้านทั่วประเทศที่ยังจงรักภักดีต่อสถาบันไม่ได้ล้มหายตายจากไปไหน
พวกเขาได้คำนวณไว้ล่วงหน้าหรือไม่
ว่าการที่ไปปลุกปั่นเยาวชนนั้นสามารถควบคุมได้ขนาดไหน รู้หรือไม่ว่าเยาวชนเหล่านี้หยาบคาย จาบจ้วงเพียงใด
รู้หรือไม่ว่ายิ่งเยาวชนปลดแอกยิ่งหยาบคายจาบจ้วงเท่าไหร่จะยิ่งสูญเสียมวลชนและความชอบธรรมจนหมดสิ้น
รู้หรือไม่ว่าภาพที่เยาวชนชูป้ายด่าทอพระมหากษัตริย์นั้นทำร้ายจิตใจฝ่ายตรงกันข้ามที่มีทั้งประเทศขนาดไหน
รู้หรือไม่ว่าการขวางขบวนเสด็จ การชุมนุมใกล้พระราชฐาน การขู่บุกพระราชวังนั้นผิดกฎหมายร้ายแรงขนาดไหน
รู้หรือไม่ว่าการที่เยาวชนด่าทอ ข่มขู่ บีบบังคับฝ่ายที่คิดต่างนั้นทำให้ผู้คนรังเกียจและต่อต้านอย่างรุนแรง
รู้หรือไม่ว่าการปลุกปั่นให้พระสงฆ์บางรูปมาร่วมชุมนุมและปราศรัยนั้นบ่อนทำลายศาสนาอย่างหนักหน่วง
ตอนนี้กระแสตีกลับนักการเมืองเจ้าของวาทกรรม ”เมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชัง” และเยาวชนที่ต้องการปลดแอกเหล่านี้แล้ว
ตีกลับแบบหนักหน่วงและรุนแรงเสียด้วย
เราจะได้เห็นภาพของคนใส่เสื้อเหลืองทั่วประเทศออกมาให้กำลังใจสถาบันกษัตริย์ทุกพระองค์อย่างมากมาย
จะได้เห็นคนทุกจังหวัด ทุกเชื้อชาติ ทุกศาสนามาชุมนุม มารับเสด็จมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุก ๆ ที่ที่เสด็จ
เราได้เห็นจุฬาราชมนตรีและอิสลามชนออกมาสนับสนุนสถาบันอย่างล้นหลาม
และเราได้เห็นประชาชนนำพระบรมฉายาลักษณ์ให้ในหลวงทรงประทับพระอักษรมากขึ้นทุกที ๆ
ขณะเดียวกัน
เราจะได้เห็นภาพนักการเมืองคนนั้น กลุ่มนั้น
ไปเดินหาเสียงที่ไหนจะมีผู้คนออกไปโห่ขับไล่และด่าทอว่าหนักแผ่นดิน
ไปหาเสียงสถานที่ใด จังหวัดไหนเจ้าของสถานที่จะไม่ต้อนรับ บางที่จะปิดร้านไปเลย
ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะไปที่ใด นับจากนี้จะมีแต่ความหวาดระแวง หาความสุขในการหาเสียงไม่ได้จนในที่สุดต้องเลิกไปโดยปริยาย
กรรมตามทัน ดาบนั้นคืนสนองเร็วกว่าที่คาดเอาไว้
พวกเขายุยงปลุกปั่นให้คนเกลียดชังและจาบจ้วงพระมหากษัตริย์ ตอนนี้พวกเขาได้รับความเกลียดชังนั้นกลับคืนแล้ว
และม็อบเยาวชนทั้งหลายนั้น
ยิ่งพวกเขาหยาบคาย ถ่อยเถื่อน ก้าวร้าวจาบจ้วงมากเท่าไหร่ มวลชนทั้งประเทศจะคอยสาปแช่งและเกลียดชังมากขึ้นทุกที
การบังอาจส่งจดหมาย (เลวระยำ) ถึงในหลวง เป็นหลักฐานชั้นดีในการดำเนินคดีอย่างแน่นอน
ให้นับวันถอยหลังไว้ได้เลย นอกจากศาลยุติธรรมและคุกที่รออยู่ พวกเขาไม่มีที่อื่นให้ไปอีกแล้ว
นักการเมืองชั่วที่คอยหนุนหลัง ต่างชาติที่คอยเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้
เมื่อถึงวันที่พ่ายแพ้ คนเหล่านั้นจะหลบลี้หนีหน้าไปกันจนหมดสิ้น
อย่าหวังว่าเขาจะรับไปเป็นภาระประเทศในฐานะผู้อพยพเลย ดูฮ่องกงโมเดลที่ชื่นชมกันนักหนาเป็นตัวอย่างเอาก็แล้วกัน
เมื่อหมดความหมาย ทำงานไม่สำเร็จลุล่วง ฝรั่งเหล่านี้ก็พร้อมจะเททิ้งทันที
ตำราซุนวูถูกเขียนมาหลายพันปีแล้ว แต่มันไม่เคยล้าสมัยหรือตกยุค
ขนาดฝรั่งมังค่ายังต้องศึกษา แปล และนำไปประยุกต์ใช้กันทั่วโลก
“รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะทั้งร้อยครั้ง”
แต่นักการเมืองและเยาวชนผู้โง่เขลา ไม่รู้ทั้งเรา และยิ่งไม่รู้เท่าเขา เพราะหยิ่งทะนงว่าตนเองฉลาดปราดเปรื่อง มั่นอกมั่นใจในตนเองเกินไป
มองข้ามและประเมินฝ่ายตรงข้ามต่ำกว่าความเป็นจริงไปมาก
สุดท้ายก็น่าจะพบจุดจบที่คุกตะราง หรือไม่ก็ต้องหนีหัวซุกหัวซุนลี้ภัยไปอยู่ต่างแดน
ไม่ต่างจากคณะราษฎร2475 และอดีตนายกรัฐมนตรีที่บังอาจคิดการใหญ่เกินกำลังตัวเองนั้นแล

******************************************
ติดตามบทความของ กังสดาล ได้ทุกวันเสาร์
และย้อนอ่านบทความก่อน ๆ ได้ทาง roundtablethailand.com

Related stories