ม็อบใช้ ‘อารมณ์’ นำ ‘หลักการ’ ความชอบธรรมในการเรียกร้องทางการเมือง = 0

AdminSat 21 Nov 2020
0
ม็อบใช้ ‘อารมณ์’ นำ ‘หลักการ’  ความชอบธรรมในการเรียกร้องทางการเมือง = 0


ความสะเทือนใจที่มีต่อ #คนไทยรักสถาบันพระมหากษัตริย์ ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นมาเรื่อยๆ ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมเป็นต้นมา นับตั้งแต่ #กลุ่มธรรมศาสตร์จะไม่ทน ภายใต้การนำของ รุ้ง - ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล ออกประกาศ “ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ข้อ” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เป็นคำประกาศชนิดที่ต้องใช้ภาษาวัยทีนว่า ไม่สนห..สนแต..ใดๆ ทั้งนั้น กูจะเอาแบบนี้ กูจะเอาให้ได้

แม้ความสะเทือนจะสร้างความโกรธแบบสะสมทีละเล็กละน้อย แต่หลายฝ่ายก็อดทนมาโดยตลอด อดทนกับข้อเรียกร้องที่เกินเลย อดทนกับพฤติกรรมจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันสูงสุดของประเทศ อดทนกับความเอาแต่ใจไม่ฟังผู้อื่น อดทนกับกับพฤติกรรมคุกคามคนเห็นต่างในโลกไซเบอร์ ฯลฯ นั่นเป็นเพราะ เพราะไม่อยากเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย เพราะไม่อยากเห็นคนไทยออกมากระทืบกันเองบนท้องถนน


แต่ดูเหมือนว่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 17-18 พ.ย. ที่ผ่านมา ม็อบกำลังจะพาตัวเองข้ามจุดที่นานาชาติเรียกมันว่า “ความชอบธรรมทางการเมือง” ไปอย่างสุดโต่ง การแสดงออกอย่างเกรี้ยวกราดมากกว่าเดิม การทำลายสถานที่ราชการหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ การใช้ถ้อยคำรุนแรงด่าทอพ่นสีบนถนน บนเสารถไฟฟ้า และบนกำแพงวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กำลังจะสร้างจุดจบให้การชุมนุมในเร็ววัน เพราะนั่นคือการใช้ ‘อารมณ์’ นำ ‘หลักการ’

“ความชอบธรรมทางการเมือง” คืออะไร ? ทำไมถึงสำคัญกับการแสดงออกทางการชุมนุม ลิขิต ธีรเวคิน อธิบายเรื่องนี้ไว้ว่า ความชอบธรรมทางการเมือง (Political Legitimacy) แตกต่างจากความถูกต้องทางกฎหมาย (Legality) นักกฎหมายมักจะเน้นความถูกต้องตามตัวกฎหมายหรือตามลายลักษณ์อักษร โดยไม่เข้าใจว่าในทางการเมืองและทางรัฐศาสตร์นั้นความถูกต้องตามกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ จะต้องมีความชอบธรรมทางการเมืองด้วย ซึ่งความชอบธรรมทางการเมืองนี้จะมีทั้งแบบประเพณี และแบบหลักการ ในการสร้างหรือปูทางการเรียกร้องทางการเมือง การต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการบริหาร ฯลฯ


แต่ม็อบก็มองข้ามหลักการ โดยใช้อารมณ์เป็นตัวนำ ผลที่ปรากฏออกมาให้เห็นก็เป็นดั่งที่ทุกท่านได้รับรู้จากภาพต่างๆ นั่นแหละ แล้วมันข้ามความชอบธรรมทางการเมืองไปแล้วจริงๆ หรือไม่ ขนาดคนกันเองกับม็อบต่อต้านรัฐ อย่าง ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ยังโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว Kasian Tejapira เตือนดังๆ ว่า

“การเมืองคือการหาพวกหาเพื่อน ไม่ใช่การระบายความโกรธแค้นหรือเอาคืนโดยไม่เลือกวิธีการ เป้าทางการเมืองต้องชัดเจนและเป็นตัวนำกำกับการต่อสู้ แน่นอนการระบายความโกรธแค้นหรือเอาคืนเป็นเรื่องเข้าใจได้และก็คงมีในฐานะมนุษย์ปุถุชน แต่ถ้ากำลังต่อสู้ทางการเมือง ก็ควรระมัดระวังไม่ให้มันไปทำลายแนวร่วม โดดเดี่ยวตัวเอง บ่อนเบียนความชอบธรรมของวิธีการต่อสู้ของคนนับหมื่นนับแสนคนที่ร่วมกันช่วยกันยึดมั่นมา ทุนที่คนไม่มีอาวุธ ไม่มีอำนาจรัฐ ไม่มีอำนาจทุนมี ก็คือความชอบธรรมทางการเมือง ซึ่งฝ่ายอำนาจรัฐไม่มีเพราะได้อำนาจมาและรักษาอำนาจไว้โดยไม่ชอบธรรม อย่าทำลายจุดแข็งของตัวเองให้ลงไปอ่อนแอเท่าคู่ต่อสู้ อย่าทำลายทุนทางการเมืองที่มีในขณะที่ยังขาดแคลนทุนด้านอื่น ๆ”


อะไรบ้างล่ะ ที่ถือว่าเป็นการระบายความโกรธแค้นหรือเอาคืนโดยไม่เลือกวิธีการ แบบที่ เกษียร เตชะพีระ เอ่ยถึง นอกจากเรื่องที่ทำไว้หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วนั่น กรณี #แบนอมรินทร์ หลังจากที่สถานีโทรทัศน์ดังกล่าวได้รายงานสดชายเสื้อเหลืองถูกกลุ่มวัยรุ่นกระทืบ ซึ่งทำให้ผู้ชุมนุมรับไม่ได้ หาใส่ร้ายผู้ชุมนุม แต่ตามคลิปที่ปรากฏ ผู้ชุมนุมก็กระทืบเขาจริงๆ มิใช้รึ ?

นายพุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี ผู้ดำเนินรายการทุบโต๊ะข่าว ก็ได้ออกมาอธิบายว่า “ต้องยอมรับว่ามีการทำร้ายกันเกิดขึ้นจริงๆ ตอนที่รายงานอยู่จะเห็นว่าภาพนี้มีการโดนทำร้าย แล้วตอนนั้นเรานึกว่าเป็นการตีรถ จนกระทั่งสุดท้ายสิ่งที่เราพบ คือ กลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งหมด ที่ตนต้องขอให้ผู้ชมดู เพราะทั้งหมดนี้ถ้าคุณทำผิด คุณต้องรับผลแห่งการกระทำผิด ทุกอย่างภาพมันถูกบันทึกเอาไว้หมด ในการออกอากาศสดเป็นกลุ่มวัยรุ่น แล้วเป็นกลุ่มใครอะไรยังไง ทั้งหมดนี้แน่นอนที่สุดจะต้องว่ากันตามกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีใครอยากให้ฝ่ายไหนบาดเจ็บ แต่เมื่อมีคนทำร้าย คนๆ นั้นต้องรับผิดชอบ”

ทำไมอารมณ์ของผู้ชุมนุมถึงมาไกลได้ขนาดนี้ มันมาไกล เพราะถูกปลุกปั่น ปั่นหัว โดยคนที่อยู่เบื้องหลังที่พยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้รับชัยชนะใช่หรือไม่ หรือว่ามีผู้ใหญ่ใจดีผมสีบลอนซ์คอยหนุนหลัง!!!

จริงๆ ในเรื่องนี้ สำนักข่าวต่างประเทศได้ทำการวิเคราะห์ไว้ตั้งแต่หลังวันที่ 10 สิงหาคม โดยสื่อทุกสำนักใช้คำว่า “เลยจุดที่ไม่อาจหวนคืนมาได้อีก”

บลูมเบิร์ก รายงานเมื่อ 11 ส.ค. ว่า ผู้ประท้วงในไทยที่ส่วนใหญ่เป็นนักเรียน นักศึกษา กำลังเพิ่มความกดดันไปที่รัฐบาลที่ได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ โดยการเรียกร้องให้ประเทศมีประชาธิปไตยมากขึ้น และลดพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์ลง ซึ่งนับเป็นข้อเรียกร้องที่มีโอกาสจะก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงในขณะที่ผู้นำประเทศ พยายามดิ้นรนในการแก้วิกฤตเศรษฐกิจครั้งเลวร้ายที่สุดที่ประเทศกำลังเผชิญ

เควิน ฮิววิสัน ผู้เชี่ยวชาญการเมืองไทย จากมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนากล่าวกับ บลูมเบิร์กว่า "นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งแรกที่เชื่อมโยงสถาบันกษัตริย์เข้ากับระบอบปกครองในขณะนี้โดยตรง เป็นประวัติการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน"

รอยเตอร์ วิเคราะห์ (วันที่ 10 ส.ค) เรื่องการประท้วงในไทยไว้ว่า การประท้วงครั้งใหม่ของเยาวชนในไทย "กำลังทดสอบข้อห้ามเรื่องราชวงศ์" โดยเนื้อหาของรายงานชิ้นนี้อ้างถึงการหารือกันผ่านวิดีโอคอลของกลุ่มนักศึกษา 12 คน ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานครว่า พวกเขาควรฝ่าฝืนข้อห้ามทางสังคมโดยการตั้งคำถาม อย่างเปิดเผยถึงพระราชอำนาจของสถาบันกษัตริย์หรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้พวกเขาถูกจำคุกได้

เดอะการ์เดียน ฉบับวันที่ 12 ส.ค. พาดหัวข่าวว่า ผู้ประท้วงในไทยได้ก้าวข้าม "แม่น้ำรูบิคอน" (ที่หมายถึงการก้าวไปในจุดที่ไม่อาจหวนกลับได้แล้ว) โดยยอมเสี่ยงทุกอย่างเพื่อวิพากษ์วิจารณ์สถาบันกษัตริย์  ผู้ประท้วงในไทยได้ละเมิดข้อห้ามที่มีมายาวนาน เสี่ยงที่จะถูกจำคุกเป็นระยะเวลานานด้วยการวิพากษ์วิจารณ์กษัตริย์ หลังจากที่มีนักศึกษาออกมานำการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยติดต่อกันนานหลายสัปดาห์ทั่วประเทศ

อัลจาซีรา ของกาตาร์ พาดหัวว่า นายกฯ ไทยบอกว่า ข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ของกลุ่มผู้ประท้วง "เกินเลยไป" ยังได้รายงานเกี่ยวกับข้อเรียกร้อง 10 ประการของกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีการประกาศในการชุมนุมในคืนวันจันทร์ที่ 10 ส.ค. ด้วย โดยระบุว่า พวกเขาเป็นกลุ่มนักศึกษากลุ่มที่ 3 ที่ละเมิดข้อห้ามในการตั้งคำถามต่ออำนาจและบทบาทของสถาบันกษัตริย์


จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้น เมื่อความชอบธรรมในการเรียกร้องทางการเมืองของม็อบ = 0

สำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) ได้ทำวิจัยเรื่อง ภาษีของราษฎร กลุ่มตัวอย่าง 1,112 คน ระหว่างวันที่ 19 - 21 พ.ย. ผลพบว่า ร้อยละ 93.3 ระบุ ม็อบราษฎรหยุดอ้างว่าจะรักษาเงินภาษีของราษฎรเพราะเห็นแล้วว่าได้ทำลายทรัพย์สินส่วนรวมจากเงินภาษีของราษฎร ร้อยละ 92.9 ระบุ ม็อบราษฎรแท้จริง ต้องช่วยรักษาเงินภาษีของราษฎร ไม่ใช่ทำลาย ร้อยละ 92.7 ระบุ ม็อบประชาธิปไตย ใจเผด็จการยิ่งกว่าผู้มีอำนาจตอนนี้ เพราะคุกคาม บังคับผู้อื่นต้องทำตามข้อ

เรียกร้อง ทำลายผู้เห็นต่าง ถึงจะรุนแรงบานปลาย ไม่สนเงินภาษีที่ต้องมาฟื้นฟูหลังการสูญเสีย ร้อยละ 92.3 ระบุว่า น่าเคลือบแคลงสงสัยว่าม็อบทำเพื่อตนเองและพวกพ้อง คนหยิบมือเดียวได้ประโยชน์ด้วยทุนต่างชาติมาทำลายเงินภาษีของราษฎร

ร้อยละ 91.7 ระบุ ม็อบประชาธิปไตยแท้จริง ต้องชุมนุมด้วยความสงบช่วยรักษาทรัพย์สิน สมบัติชาติ ไม่ทำลายเงินภาษีประชาชนเหมือนที่หน้ารัฐสภา ร้อยละ 91.6 ระบุถ้าเห็นแก่อนาคตของน้อง ๆ พี่ ๆ มาทำลายทรัพย์สินส่วนรวมจากเงินภาษีของราษฎรทำไม ร้อยละ 90.6 ระบุขบวนการต่างชาติ ร่วม ทุนในไทยหนุนม็อบ ปลุกปั่นทำลายเงินภาษีของราษฎร และส่วนใหญ่หรือร้อยละ 90 ระบุ เงินภาษีของราษฎรถูกม็อบทำลาย เช่น รถเมล์ รถตู้ตำรวจ รถน้ำแรงดันสูง กล้องวงจรปิดดูแลความปลอดภัยของราษฎร เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 94.8 ระบุ คนไทยส่วนใหญ่ยังจงรักภักดีและต้องการปกป้องรักษาสถาบันหลักของชาติ ร้อยละ 93.4 ระบุไม่รักก็อย่าทำลาย และร้อยละ 91.6 ระบุ เอือมระอา กับ ม็อบ หยุดได้แล้ว ประเทศไทยต้องเดินหน้าต่อ จัดการคนทำผิดกฎหมายไม่ต้องเว้น นอกจากนี้ ร้อยละ 92.4 ระบุว่าต้องการให้ผู้มีอำนาจออกมาออกมาทำบ้านเมืองให้ สงบสุขไม่วุ่นวายโดยเร็ว ในขณะที่ร้อยละ 7.6 ระบุว่าปล่อยไปแบบนี้

ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงจุดยืนทางการเมืองของประชาชน พบว่าร้อยละ 59.6 สนับสนุนรัฐบาล ร้อยละ 20.4 ไม่สนับสนุนรัฐบาล และร้อยละ 20 เป็นพลังเงียบ ขออยู่ตรงกลาง ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุปะทะทำลายทรัพย์สินราชการจากเงินภาษีของราษฎรส่งผลทำให้กลุ่มพลังเงียบและผู้เคยไม่สนับสนุนรัฐบาลบางส่วนเทคะแนนมาสนับสนุนรัฐบาลมากขึ้น


กระแสที่ตีกลับ ยิ่งหนักหน่วงเท่าไหร่ รอวันลี้ภัยได้เลยพี่น้อง

https://web.facebook.com/kasian.tejapira
https://mgronline.com/daily/detail/9490000028434
https://www.bbc.com/thai/international-53781952

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

Related stories