ถ้าพลเมืองดีและนักการเมืองดี ประเทศจะ...

AdminSat 28 Nov 2020
0
ถ้าพลเมืองดีและนักการเมืองดี ประเทศจะ...


พฤติกรรมของม็อบในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งการแสดงว่าจาบจ้วงล่วงละเมิดสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำลายข้าวของสาธารณะ ไล่เรียงมาจนถึงการตีกันเองของการ์ดอาชีวะ เมื่อวันพุธที่ 25 ที่ผ่านมา ชวนให้นึกคิดอะไรขึ้นมาได้หลายๆ อย่างว่า สิทธิ์ในการประท้วงนั้น เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ทำได้ เพราะในหลายๆ ประเทศก็ทำกัน เพียงแต่ การยั่วยุให้เกิดการใช้ความรุนแรง เพื่อทำให้สถานการณ์มันบานปลายนั้น หลายๆ ฝ่ายเขาก็อ่านเกมออก เพราะมันมีมาตลอด ซึ่งก็น่าแปลกใจว่า เราผ่านเหตุการณ์แบบนี้มามาก ในช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา

แต่ทำไมคนที่เรียกตัวเองว่าเป็นคนรุ่นใหม่ กลับเจริญรอยตามรุ่นพี่ จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม จะโดยการชักใยอยู่เบื้องหลังของนักการเมืองบางกลุ่มก็ตาม แต่เคยทราบหรือไม่ว่า ทันทีที่คุณใช้วิธีการแบบนี้ ข้อเรียกร้องที่คุณเคยจุดประกายขึ้นมาอย่าง #ถ้าการเมืองดี ประเทศจะ... นั้น (อันนี้ผู้เขียนชื่นชมนะ ถ้ามาช่วยกันระดมสมอง วิพากษ์วิจารณกันต่อว่าจะต้องทำอย่างไร? ต่อไปเพื่อให้เกิดสิ่งเหล่านั้นในอนาคต แม้บางข้อจะดูเลื่อนลอย เพ้อเจ้อ โลกสวยบ้างก็ตาม) จะล้มเหลวในทันที ลองมาดูตัวอย่างที่รวบรวมมากัน

‪#ถ้าการเมืองดี

-เราจะไม่ถูกบังคับเกณฑ์ทหาร

-เราจะมีอากาศบริสุทธิ์หายใจ

-เราจะมีระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและเคารพในสิทธิมนุษยชน

-เราจะมีสวัสดิการแรงงานที่ดี

-เราจะมีสิทธิสมรสเท่าเทียม

-เราจะแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ดีขึ้น

-เราจะมีอนาคตที่ดีให้ลูกหลานในอนาคต

- รร. ครู การศึกษา อุปกรณ์ที่มีคุณภาพทุกจังหวัด

- รพ.ที่มีบุคลากร+เตียง+เครื่องมือรองรับผู้ป่วยได้ทุกจังหวัด ไม่ต้องส่งต่อ ทุกคนเข้าถึง

- ขนส่งสาธารณะ ลดการใช้รถส่วนตัว

- การจัดการขยะแบบยั่งยืน แยกขยะ, no single use, zero waste

-เด็กจบใหม่หลายคนจะไม่ต้องดิ้นรนหาเงินเลี้ยงดูพ่อแม่ในวัยชราทั้งๆ ที่ตัวเองก็ตั้งตัวลำบากอยู่แล้วกับเงินเดือน 15,000 แต่ค่าครองชีพ 50,000 และไม่ต้องวนลูปความล้มเหลวของการมีลูกเพื่อให้มีคนเลี้ยงดูตอนแก่ เพราะคุณภาพชีวิตประชาชนจะดีขึ้นถ้วนหน้า ไม่ใช่แค่คน 1% ข้างบน

-วาทกรรมที่ว่าเด็กไม่ควรยุ่งเรื่องการเมืองจะหายไป เด็กๆจะกล้าแสดงความคิดเห็น แสดงจุดยืนเป็นของตัวเอง เด็กทุกคนจะกล้าทำตามความฝันที่ตัวเองอยากเป็น เพราะรู้ว่ารัฐพร้อมจะซัพพอร์ตและให้ความสำคัญในทุกๆอาชีพ , และทุกๆคนจะสามารถเข้าถึงข้อมูล หรือเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียม

-คุณภาพชีวิตคนในประเทศมันก็จะดี ถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา การศึกษา ความสะดวกสบายต่างๆ เอาจริงๆก็แทบจะทุกอย่างเลยด้วยซ้ำ ถ้าการบริหารจัดการดี สิ่งเหล่านี้มันก็จะดีไปด้วย เนี่ย แค่คิดก็น่าอยู่แล้วปะ แต่ดูไทยแลนด์นี้ ออกจากบ้านก็คืออันตรายอยู่รอบตัว ตัดภาพไปที่ประเทศอื่น

-เราจะมีสวัสดิการให้คนตอนเกษียณ รัฐจะดูแลคนแก่ได้ดีกว่านี้ คนหนุ่มวัยทำงานหรือเด็กวัยเรียนจะได้ไม่ต้องรับภาระเลี้ยงดูครอบครัวตอนแก่จนเกินกำลัง เค้าจะได้เลือกเรียนในสิ่งที่ชอบและออกไปใช้ชีวิตในสังคมด้วยอาชีพที่เค้ารัก โดยไม่ต้องกังวลว่าเค้าจะต้องหาเงินมาใช้หนี้พ่อแม่

เอาละจะไม่วิจารณ์เป็นข้อๆ แต่ภาพรวมๆ แล้วหลายข้อดูเลื่อนลอยเพราะคุณตัดตอนใจความสำคัญออกไป นั่นก็คือ การเมืองจะดีได้ต้องเกิดจากการที่พลเมืองดีรู้ทันนัการเมืองเสียก่อน จากนั้นจึงสั่งสอนด้วยการเลือกคนดีที่เหาะสมเข้าไปทำงานการเมือง เมื่อระบบคัดกรองแบบนี้ไปได้เรื่อยๆ นักการเมืองเลวจะค่อยๆ หายไป นักการเมืองดีก็จะเกิดขึ้นในระบบ ปัญหาต่างๆ ที่เคยมีมา ซึ่งม็อบไม่เคยพูดถึง เพราะตัดต่อประวัติศาสตร์เอาตั้งแต่รัฐประหารครั้งล่าสุดโดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงมานั้น ทำให้ใจความของการตีความว่าการเมืองดีเป็นอย่างไร และจะเกิดขึ้นได้อย่างไร ขาดองค์ประกอบในการพิจารณาไปหลายด้าน

ผลการวิจัยของสถาบันเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่าความไม่แน่นอนทางการเมือง เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่ง ในช่วงเวลา 20 ปีที่ผ่านมา ไทยมีรัฐบาลถึง 9 รัฐบาล มีนายกรัฐมนตรี 9 คน และเกิดเหตุรุนแรงทางการเมือง 3 ครั้ง ในช่วงรัฐบาลทักษิณเมื่อปี 2549 ครั้งที่สองในรัฐบาลอภิสิทธิ์ปี 2553 และครั้งที่สามในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2557

เหตุรุนแรงทางการเมืองนำไปสู่การยึดอำนาจหรือรัฐประหาร 2 ครั้ง ในปี 2549 และ 2557 และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ จากที่จีดีพีเคยขยายตัวเฉลี่ยปีละ 7% ก่อนฟองสบู่แตก ลดลงเหลือแค่ 3% หรือต่ำกว่า เพิ่งจะเงยหัวขึ้นมาถึง 4% เมื่อต้นปี 2561 ขณะที่เพื่อนบ้านในกลุ่มอาเซียน เติบโตราว 6-7% เช่น เวียดนาม ลาว และกัมพูชา

ผลการศึกษาพบว่าการชุมนุมทางการเมืองที่ยืดเยื้อ การประกาศกฎ อัยการศึกหรือรัฐประหาร มีผลกระทบสูงกว่าความขัดแย้งในรัฐสภา แม้ปีนี้จีดีพีจะเริ่มฟื้นตัว แต่นิด้าโพลที่สำรวจความเห็นประชาชน เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่าคนส่วนใหญ่มองว่าในครึ่งปีแรก ภาพรวมเศรษฐกิจแย่ ราคาพืชผลตกต่ำ คนส่วนใหญ่ไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะแก้ปัญหาได้

งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า เหตุผลที่ทำให้เศรษฐกิจชะงักมีปัจจัยใดบ้าง แต่เมื่อถามว่าระหว่างหลักการ หรือรัฐธรรมนูญ กับตัวบุคคลอันไหนสำคัญกว่า รัฐธรรมนูญหลายๆ ฉบับที่ผ่านมา อาจจะยังได้ดีเด่นครบทุกด้านในทุกฉบับ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมาตลอดนั่นเป็นเพราะนักการเมืองพยายามหาช่องทางต่างๆ ในการซิกแซกเพื่อคอร์รัปชั่นบ้าง เพื่อสร้างฐานอำนาจให้ตัวเองมีมากกว่าเดิมบ้าง เล่นพรรคเล่นพวกบ้าง ฯลฯ เหล่านี้ด้วยเซาะกร่อนระบบให้พังลงช้าๆ ทั้งสิ้น

ฉะนั้น เพียงแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับให้รู้สึกสบายใจว่านี่เป็นฉบับที่ประชาชนสร้าง แต่เราก็เคยมีบืเรียนจากฉบับปี 2540 แล้วมิใช่หรือว่า สุดท้าย ต่อให้พยายามสร้างหรือออกแบบรัฐธรรมนูญให้ดีแค่ไหน แต่ถ้านักการเมืองไม่ดี ปัญหามันก็วนกลับมาที่เดิม นายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา เคยกล่าวในปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "คุณธรรม จริยธรรม ของนักฎหมาย และนักการเมือง เพื่อการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี" ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 50 พรรษา มหาวชิราลงกรณ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ว่า

“นักการเมืองในระบบรัฐสภาที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องรู้กระบวนการออกกฎหมาย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักกฎหมาย ในสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ คือ ผู้ที่มีหน้าที่ออกกฎหมายบังคับคนทั้งประเทศ จึงต้องเป็นตัวอย่างในการเคารพกฎหมายบ้านเมือง กฎเกณฑ์กติกาในการประชุมก็คือกฎหมายของสภา

แต่ในระบบรัฐสภาเรา ต้องยอมรับว่าเป็นระบบหนึ่งในการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นระบบที่เคารพสิทธิของประชาชน ซึ่งทุกระบบต่างมีจุดแข็งจุดอ่อนด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้เราได้เรียนรู้ ทั้งนี้หลักที่ดีกับคนที่ดีต้องไปด้วยกัน รัฐธรรมนูญ 40 ถ้าดีจริงทำไมทหารต้องยึดอำนาจ ตอนนั้นตนใช้รัฐธรรมนูญ 40 ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร แต่เมื่อมีผู้ปกครองใหม่เข้ามา กติกาก็เหมือนเดิม แต่กลับไม่เคารพกฎกติกาก็มีอันเป็นไป

สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า หลักไม่ดี ถ้าคนดียังประคับประคองได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความลุแก่อำนาจของผู้บริหาร คนใช้ไม่เคารพกฎหมายไปใช้วิธีการนอกกฎหมาย เช่น นโยบายเก็บ ยิงทิ้ง ฆ่าทิ้ง เป็นวิธีการนอกกฎหมาย ผิดถูกต้องใช้กระบวนการกฎหมายตัดสิน นอกจากนี้ การคานอำนาจหรือถ่วงอำนาจเป็นหัวใจของระบอบ”

"ถ้านักการเมืองมาจากระบบที่ถูกต้องมีคุณธรรม จริยธรรม เราก็จะมีรัฐบาลที่มีคุณธรรม เพราะรัฐบาลมาจากนักการเมืองเสียงข้างมาก หากสภาสีขาวรัฐบาลก็จะขาว ถ้าสภาสีดำรัฐบาลก็จะเป็นสีดำ เพราะมาจากที่เดียวกันคือผู้แทนเสียงข้างมาก ปัญหาบ้านเมืองเราอยู่ที่ภาคปฏิบัติ เพราะเห็นตัวอย่างมามากมายคนที่สอนให้คนอื่นซื่อสัตย์ แต่ก็ไม่ซื่อสัตย์ หรือนักการเมืองที่บอกว่าเห็นด้วยกับการปฏิรูปการเมือง แต่เบื้องหลังก็ยังมีการซื้อเสียง"

มันจึงเกิดคำถามย้อนกลับว่า

ถ้าพลเมืองดี พวกเขาจะไม่ยอมให้นักการเมืองเลวมาจูงจมูก พวกเขาจะไม่ยึดติดกับตัวบุคคลหรือคนที่เคยอุปภัมถ์ค้ำชู แต่จะเลือกคนเข้ามาทำงานการเมืองโดยพิจารณาจากความสามารถและความเหมาะสม แล้วนักการเมืองดีก็จะเกิดขึ้น

ถ้าพลเมืองดี เขาจะต้องเต็มใจเสียภาษีให้รัฐ รวมถึงช่วยกันตรวจสอบการใช้เงินภาษีอย่างโปร่งใส่ใช่หรือไม่

ถ้าถ้าพลเมืองดีและนักการเมืองดี ประเทศจะ.....

https://www.ect.go.th/phetchabun/ewt_dl_link.php?nid=86
https://www.khaosod.co.th/politics/news_5052093

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

Related stories