บทความพิเศษRT “ต้องปฏิรูปพระมหากษัตริย์หรือปฏิรูปนักการเมือง” โดย กังสดาล

AdminMon 30 Nov 2020
0
บทความพิเศษRT “ต้องปฏิรูปพระมหากษัตริย์หรือปฏิรูปนักการเมือง” โดย กังสดาล


28 พฤศจิกายน 2563

>#บทความพิเศษRT

“ต้องปฏิรูปพระมหากษัตริย์หรือปฏิรูปนักการเมือง”

โดย >#กังสดาล

เท่าที่ได้ติดตามประเด็นเยาวชนปลดแอกเรียกร้องให้ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เด็กบางคนบอกว่า ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงงานก็รู้สึกซาบซึ้ง แต่ทว่า...

1.“ทรงงานก็ดี ประชาชนบางส่วนก็ซาบซึ้ง แต่ในมุมโครงสร้างการปกครอง ไม่เหมาะสมอย่างแรง เพราะการทรงงานเป็นการแทรกแซงหน้าที่ของฝ่ายบริหารซึ่งก็คือรัฐบาล เรียกว่าวางตัวไม่เหมาะสมและทำเกินบทบาทหน้าที่”

คำถามเกิดขึ้นว่า ที่ว่าทำเกินบทบาทหน้าที่นั้น น้อง ๆ คิดว่าพระมหากษัตริย์ควรมีบทบาทอย่างไรบ้าง

-อยู่เฉย ๆ คอยทรงแต่งานการกุศลทั่ว ๆ ไป แบบพระราชินีอังกฤษ สเปน ญี่ปุ่น หรือทุก ๆ ประเทศที่มีกษัตริย์เช่นนั้นหรือ

-อยู่ประทับแต่ในพระราชวัง นั่งจิบชาตอนบ่าย ๆ ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองบ้าง อะไรแบบนี้หรือเปล่าครับ

ถามว่าโครงสร้างระบอบการปกครองตั้งแต่หลังปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา ที่บอกว่าเป็นระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย สลับกับการทำรัฐประหารเป็นช่วง ๆ นั้นสาเหตุเพราะอะไร ไม่ใช่เพราะนักการเมืองและทหารแย่งชิงอำนาจกันเองหรือ มีช่วงไหนบ้างที่มีการเลือกตั้งแล้วรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่บริหารประเทศจนครบวาระและจัดการเลือกตั้งครั้งต่อไป

...แทบไม่เคยเกิดขึ้นเลยใช่ไหม

ตลอดรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นประมุขของประเทศ เคยเห็นรัฐบาลไหนบ้างที่เข้าถึงประชาชนอย่างใกล้ชิดที่สุด เคยเห็นรัฐบาลไหนบ้างริเริ่มสร้างสรรค์โครงการดี ๆ แบบที่ท่านมีพระราชดำริให้ทำ ให้วิจัย ให้ช่วยเหลือชาวบ้านบ้าง การที่ท่านทรงงาน ไปทุก ๆ พื้นที่ที่มีปัญหาไม่เคยแทรกแซงรัฐบาลและข้าราชการเลยสักครั้ง

รู้หรือไม่ว่าโครงการตามพระราชดำรินั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงทุกโครงการ บางโครงการรัฐบาลไม่อนุมัติ บางโครงการชาวบ้านไม่ให้ความร่วมมือ บางโครงการไม่มีงบประมาณ บางโครงการ NGO ทั้งหลายก็ต่อต้าน ที่เกิดขึ้นจริง 4,000 กว่าโครงการนั้นคือที่ทำได้เท่าที่มีงบประมาณ รัฐบาลเห็นด้วย ถ้าท่านแทรกแซงจริง คาดว่าโครงการในพระราชดำริจะมีมากมายกว่านี้เป็นแน่

2.“ถ้าที่ไหนทุรกันดาร สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ ประชาชนต้องเรียกร้องจากรัฐ กลไกหนึ่งคือการเลือกตั้ง คุณเลือกผู้แทนในท้องถิ่นคุณ พวกเขาก็มีหน้าที่ไปผลักดันของบประมาณต่อเพื่อนำมาพัฒนาท้องที่ของพวกเขา การที่สถาบันฯ กระโดดลงไปทำเอง ทำให้ประชาชนไม่เรียนรู้สักทีว่าการเลือกตั้งสำคัญอย่างไร”

ข้อนี้อ่านจบก็อยากจะตบอก แล้วตะโกนออกไปดัง ๆ ว่า...

น้องงงงงงงงง ทำไมถึงโลกสวยอย่างนี้ น้องอาศัยอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์เหรอจ๊ะ

ใช่เลย กลไกการเลือกตั้งก็เป็นแบบที่ว่ามาตลอดนั่นแหละ ประชาชนเลือกผู้แทนให้เข้าไปทำหน้าที่แก้ไขปัญหาให้ชาวบ้าน ถูกต้องแล้ว แต่ที่ผ่านมา 70-80 ปีมานี้ มีผู้แทนกี่คนกันเล่าที่ทำแบบนั้น

เท่าที่เห็นมาตลอด ตอนหาเสียงเลือกตั้งก็เข้าหาประชาชนทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล ยกมือไหว้เหมือนชาวบ้านเป็นพระเจ้า กราบได้แทบจะกราบเพื่อขอคะแนนเสียง พอได้เป็นส.ส.แล้วเป็นอย่างไรบ้างล่ะ หายหัวกันหมดแทบทั้งนั้น เดือดร้อนอะไรหาตัวไม่เคยเจอ นี่ยังไม่นับเรื่องที่ต้องไปเข้าก๊กเข้าก๊วนในพรรคการเมือง ทำทุกอย่างให้ได้คะแนนเสียง ได้จำนวนส.ส.เพื่อมาต่อรองขอตำแหน่งทางการเมือง ขอตำแหน่งรัฐมนตรีอีกต่างหาก ขัดแข้งขัดขากันเพื่อผลประโยชน์มาตลอด

นี่ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องทุจริตคอร์รัปชันที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกันระหว่างนักการเมืองและข้าราชการเกือบทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่มีมาตลอดตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครอง มีใครในประเทศนี้บ้างที่ไว้วางใจนักการเมืองและข้าราชการได้อย่างเต็มหัวใจ

ถามว่าคุณสมบัตินักการเมืองแบบนี้หรือที่จะมารับเรื่องร้องเรียน บุกป่าฝ่าดงเข้าหาชาวบ้านแบบที่พระมหากษัตริย์ทำ การที่ท่านลงไปทำงานใกล้ชิดกับประชาชนมายาวนาน ได้เห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างแท้จริงโดยไม่ต้องการคะแนนเสียง ไม่ต้องการตำแหน่งทางการเมือง มันเกี่ยวอะไรกับการเลือกตั้ง ในเมื่อถึงเวลาเลือกตั้งประชาชนก็ไปลงคะแนนเสียงตามสิทธิ์ที่มีมาตลอดอยู่แล้ว ประชาชนบางคนบางกลุ่มต่างหากที่ไม่รู้สิทธิ์และหน้าที่ของตัวเอง ดูเอาก็ได้จากการเลือกตั้งทุกครั้งทุกระดับที่ผ่านมา เคยมีครั้งไหนบ้างที่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง 100% บางท้องที่บางสมัยมีไม่ถึง 50% ด้วยซ้ำไป

3.“การที่สถาบันฯ ทำเกินบทบาท ทำให้ประชาชนจำนวนมากสับสนมาหลายเจนเนอเรชัน คิดว่าเดือดร้อนอะไรถ้าตรงไปที่เจ้าจะได้รับการตอบสนองเร็วกว่ารัฐบาลจนไม่เห็นความสำคัญของระบอบประชาธิปไตย หวังพึ่ง ”พระมหากรุณาธิคุณ” อย่างเดียว”

ตอบว่า ประชาชนไม่ได้สับสนหรอกครับ แต่ประชาชนไม่หวังพึ่งรัฐบาลและผู้แทนราษฎรมากกว่า เพราะพวกเขาเรียนรู้กันมาหลายเจนเนอเรชันแล้วนั่นแหละว่านักการเมืองนั้นพึ่งพาไม่ได้ พวกเขาไม่สามารถจะมีความหวังแบบลม ๆ แล้ง ๆ ว่าจะมีหน่วยงานของทางการ หรือมีส.ส. หรือมีรัฐมนตรีลงมาถามสารทุกข์สุขดิบ มาดูแลความเดือดร้อนของพวกเขา

พวกเขาอยู่กับความแร้นแค้น ความยากลำบาก ไม่มีถนนหนทางขนพืชผลทางการเกษตร ไม่มีชลประทาน ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ไม่มีอะไรเลยมาตลอด เมื่อพวกเข้าไปหาส.ส.พวกเข้าไม่เคยได้พบหน้า ไม่เคยได้ร้องทุกข์ ความหวังที่เหลืออยู่ของพวกเขาก็คือในหลวงเท่านั้น มันผิดด้วยหรือ

ทุกครั้งที่ทรงออกเยี่ยมเยียนราษฎร ไม่เพียงแต่ไปพูดคุย ไปสัมผัสกับชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริง ไม่เพียงแต่นำถนนหนทาง อาชีพที่มั่นคง นำชลประทาน นำน้ำบาดาล น้ำประปา ไฟฟ้า เข้าไปเท่านั้น ในหลวงของปวงชนยังทรงพระเมตตานำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เข้าไปรักษาผู้ที่ป่วยไข้อีกด้วย หลังจากนั้นก็นำอนามัยประจำหมู่บ้าน นำโรงพยาบาลนำโรงเรียนเข้าไปด้วย

มีนักการเมืองกี่คนกันที่เคยทำแบบนี้ มีรัฐบาลไหนบ้างที่ทำได้แบบนี้ ถ้าจะต้องให้ชาวบ้านในถิ่นทุรกันดารต้องรอคอยให้ผู้แทนของตัวเองไปผลักดันงบประมาณมาพัฒนาท้องถิ่น อยากจะรู้เหมือนกันว่าต้องรอไปกี่ปีกี่ชาติ ไม่ต้องพูดถึงว่าถ้าผู้แทนของตัวเองเป็นฝ่ายค้านซึ่งยากนักที่จะได้งบประมาณ หรือเป็นฝ่ายรัฐบาลที่เคยพูดว่าจะช่วยเหลือประชาชนในเขตที่เลือกพรรคของตัวเองก่อนเท่านั้น นี่หรือครับระบอบประชาธิปไตยที่ว่า

ชาวบ้านเขาเรียนรู้มานานแล้วครับว่ามันพึ่งพาไม่ได้ พวกเขาไม่สนระบอบประชาธิปไตยบ้า ๆ บอ ๆ อะไรนั่นหรอกครับ เมื่อข้าวขายไม่ได้ราคา ไม่มีน้ำทำนา ไม่มีอาชีพนอกฤดูการเกษตร เมื่อข้าวไม่ตกถึงท้องพวกเขาไม่สนใจนักการเมืองอะไรนั่นหรอกครับ เขาสนใจแต่คนที่เข้ามาช่วยเหลือพวกเขาจริง ๆ จัง ๆเท่านั้น

4.“ประเด็นสำคัญคือ การทรงงานเหล่านี้หลายส่วนก็ใช้ภาษีประชาชน บางส่วนก็ใช้เงินส่วนตัว มันปะปนมั่วไปหมด ปัญหาที่เกิดก็คือ กลายเป็นว่าหลายโครงการที่ทรงทำตรวจสอบวิจารณ์ไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ใช้เงินจากภาษีและใช้เจ้าหน้าที่รัฐที่ใช้เงินจากภาษีในการทำโครงการให้สำเร็จ accountibility ก็ไม่มี”

ครับ

การทรงงานเหล่านี้ใช้ภาษีประชาชน แล้วถ้ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจะทำโครงการเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินภาษีหรือครับ มันต่างกันตรงไหน แล้วถ้าสถาบันฯ สู้อุตส่าห์ออกเงินส่วนพระองค์ทำโครงการต่าง ๆ มันส่งผลร้ายที่ตรงไหน คิดได้ยังไงว่าการเสียสละเงินส่วนพระองค์ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาราษฎร์เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่สมควรทำ

และก็ขอให้เข้าใจและไปหาข้อมูลดูนะครับ ทุกโครงการตรวจสอบได้ ว่าใช้งบประมาณไปเท่าไหร่ มาจากที่ใดบ้าง แต่ละโครงการก่อให้เกิดผลประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจขนาดไหน วิจารณ์ได้ครับแต่ไม่ใช่การหมิ่นประมาทหรือด่าหยาบ ๆ คาย ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่เคยไปหาข้อมูลที่แท้จริงที่มีการเผยแพร่ออกมา อย่าเอาแต่พูด ๆๆๆๆ แต่คำว่าภาษีๆๆๆๆ คุณเองเถอะเสียภาษีแล้วหรือยัง เสียมากน้อยเท่าไหร่ เคยเสียสละอะไรส่วนตัวเพื่อส่วนรวมบ้างหรือยัง นอกจากการวิพากษ์วิจารณ์แบบโลกสวยอย่างนี้

เด็กปลดแอกยังสรุปต่อว่า “ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ไม่ควรยกคำว่า ”ทรงงาน” มาเป็นข้ออ้างเพื่อสนับสนุนให้กษัตริย์มีอำนาจเหนือประชาชนและไม่สามารถตรวจสอบได้ โดยทั้งหมดที่อธิบายยังไม่ได้พูดถึงในประเด็นที่ว่า ”ท่านทรงงาน” นั้น ท่านได้ทรงจริงหรือไม่”

ครับ

ไม่เคยมีสมาชิกสถาบันฯ หรือพระมหากษัตริย์องค์ใดเคยใช้ข้ออ้างเรื่องการทรงงานให้มีอำนาจเหนือประชาชนเลย มีแต่นักการเมืองเท่านั้นที่เอ่ยอ้างลำเลิกบุญคุณประชาชนมากกว่า ว่าได้ทำโครงการนั้นโครงการนี้เพื่อนำมาหาเสียงเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป ทั้ง ๆ ที่แทบทุกโครงการเต็มไปด้วยการทุจริตคอร์รัปชัน กินหัวคิวหางคิวกันจนร่ำรวย แถมเมื่อถูกตรวจสอบว่าทุจริตก็ใช้เสียงข้างมากในสภาลากกันไปจนพ้นความผิด หรือถ้าไปไหนไม่รอดก็ติดคุกติดตะรางกันมานักต่อนักแล้ว ถ้าเป็นรัฐบาลเมื่อไปต่อไม่ได้เพราะจำนนต่อหลักฐานก็แค่ยุบสภา และจัดให้มีการเลือกตั้งกันเข้ามาเสวยอำนาจบนความทุกข์ยากของประชาชนตาดำ ๆ กันต่อไป

นี่หรือครับระบอบประชาธิปไตยที่คุณพูดถึงกัน

และถ้าคุณไม่หูหนวกตาบอดจนเกินไป การพูดว่าทรงงานจริงหรือไม่นั้นก็ไม่ควรหลุดออกจากปากด้วยซ้ำ คนหูหนวก คนตาบอดยังรับรู้กันว่าทรงงานจริงหรือไม่ คนตาดีหูดีอย่างคุณไฉนจึงไม่หัดเปิดหูเปิดตาเปิดใจค้นหาข้อมูลบ้าง มันมีมากมายมหาศาล ทั้งจากผู้ที่ถวายงานใกล้ชิด ผู้ที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษา คนที่เจ็บป่วยไข้ ชาวบ้านที่ได้รับชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น มีอาชีพ มีที่ทำกินที่ไม่ได้รอนักการเมืองและระบอบประชาธิปไตยมาดลบันดาลให้อย่างที่คุณว่ามา

ทรงงานจริงหรือไม่ ..ประชาชนทั้งประเทศที่เคยเติบโตและใช้ชีวิตมาในระหว่างรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 รู้กันดีแก่ใจ คนทั้ง 60 ล้านคนคงไม่ได้โง่ไปกว่าคุณและเด็กรุ่นคุณไปหมดแน่ ๆ ทุกคนรู้ ทุกคนเห็น ทุกคนสัมผัสได้ถึงการทรงงานที่หนักที่สุดเท่าที่คน ๆ หนึ่งจะกระทำได้

ถ้าคุณยังไม่ได้ทำประโยชน์อันใดให้แก่สังคมและประเทศชาตินี้ ก็อย่ามาบังอาจตั้งข้อสงสัยที่เบาปัญญาเช่นนี้

ประชาธิปไตยไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ไข บรรเทาความทุกข์ยาก ความเท่าเทียมและความเหลื่อมล้ำได้อย่างที่คุณคิด ถ้าประชาธิปไตยดีจริง นักการเมืองดีจริง ทหารคงไม่มีข้ออ้างทำรัฐประหารมากว่า 20 ครั้งตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถ้าประชาธิปไตยดีจริง สถาบันพระมหากษัตริย์คงไม่ต้องมาเหนื่อยยากทั้งชีวิตอย่างที่เป็นอยู่ทุกพระองค์

ในหลวงรัชกาลก่อนทรงงานจนกระทั่งวาระสุดท้าย ทรงงานแม้แต่ในขณะที่ป่วยและชราภาพมาก ๆ แล้ว ถ้าเป็นคนธรรมดาประชาชนทั่วไป อายุ 60 ก็ปลดเกษียณ อยู่บ้านเลี้ยงหลานกันหมดแล้ว ในหลวงองค์ปัจจุบันก็ทรงมีพระชนมายุเกือบ 70 แล้ว ยังทรงงานปิดทองหลังพระอยู่ตลอด และในวันที่ทรงพระยศเป็นมกุฎราชกุมารก็มิได้อยู่แบบสุขสบายเช่นกัน ต้องติดตามพระชนกชนนีทรงงานมาตลอด สมเด็จพระพี่นาง พระน้องนางก็ทรงงานทั้งที่ทรงป่วยมาหลายปี เดินเหินแทบจะไม่ไหวด้วยซ้ำ

เพราะว่าประเทศนี้กษัตริย์แต่ละพระองค์ได้รับมรดกตกทอดกันมา มีภาระหนักหนาที่จะต้องปกป้องและนำพาประเทศให้อยู่รอดและเจริญรุ่งเรือง ประเทศนี้เรียกได้ว่าเป็นของท่านอยู่แล้วเพราะบรรพบุรุษของท่านกอบกู้เอกราชคืนมาจากอริราชศัตรู ไม่เหมือนนักการเมือง ที่เข้ามากอบโกยแล้วก็จากไป รัฐบาลมาแล้วก็ออกไป แต่สถาบันพระมหากษัตริย์ไปที่ไหนไม่ได้ ละทิ้งหน้าที่มิได้ และจะเป็นไปเช่นนี้ตลอดไป ไม่ว่าประเทศนี้จะบริหารราชการด้วยพรรคการเมืองใดและรัฐบาลไหน ๆ ทั้งสิ้น

อย่ามัวแต่หน้ามืดตามัวเลยครับ อย่ามัวแต่ลุ่มหลงหลักการประชาธิปไตยที่ฝรั่งมังค่าคิดค้นขึ้นมาให้เกินกว่าความเป็นจริงที่ว่า คุณภาพของคน คุณภาพของนักการเมืองในแต่ละประเทศมันไม่ได้เท่าเทียมกันไปหมด และท้ายที่สุดคุณภาพของสถาบันพระมหากษัตริย์เองก็ไม่ได้เท่าเทียมกันด้วยเช่นกัน

**********************

ติดตามบทความของ กังสดาล ได้ทุกวันเสาร์

และย้อนอ่านบทความก่อน ๆ ได้ที่ roundtablethailand.com

>#roundtablethailand
>Roundtablethailand.com

Related stories