คุณค่าของวัยเยาว์ และวิวัฒนาการของคำว่า ‘แก่แดด’

AdminSat 05 Dec 2020
0
คุณค่าของวัยเยาว์ และวิวัฒนาการของคำว่า ‘แก่แดด’


ว่าจะไม่เขียนถึง #เครื่องแบบนักเรียน แล้วนะ แต่สุดท้ายในระหว่างที่ค้นหาคำไทยหลายๆ คำ ก็ไปสะดุดกับคำว่า #แก่แดด โดยไม่ทันตั้งตัว อ่านไปเพลินๆ ก็พบว่า วิวัฒนาการของสำนวนไทยสำนวนนี้เหมาะกับยุคสมัยยิ่งนัก เพราะมันมีปัจจัยหลายด้าน ทั้งลัทธิเสรีนิยมที่ชอบอ้างความเท่าเทียม เสมอภาคและเสรีภาพ, สื่อดิจิทัลที่กระตุ้นให้เกิดความกล้าแสดงออก แต่อีกนัยหนึ่งมันก็คือความก้าวร้าว กร้านโลก ด้วยเช่นกัน ฯลฯ โดยที่ลืมเฉลียวใจไปว่า สิ่งเหล่านี้กำลังปล้น ‘วัยเยาว์อันทรงคุณค่า’ ของเด็กๆ ไปโดยไม่รู้ตัว

ทำไมสำนวนไทยจึงใช้คำ #แก่แดด เปรียบเปรยกับพฤติกรรมที่เกินตัว? คำนี้มีวิวัฒนาการที่น่าสนใจมากทีเดียว

ส.พลายน้อย เขียนอธิบายคำว่า “แก่แดด” ในหนังสือ “เกร็ดภาษา” เท่าที่พบในหนังสือที่แต่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ยุคต้น ก็เห็นมีใช้อยู่ในหนังสือ ราชาธิราช ซึ่งแต่งในปีพุทธศักราช 2328 ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มีข้อความตอนที่อำมาตย์ทินมณีกรอด กราบทูลพระเจ้าราชาธิราชตอนหนึ่งว่า

“อันตัวข้าพเจ้าก็เป็นชายชาติทหาร ถึงกายแก่แต่ใจหนุ่ม ได้รับอาสาพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ไม่เสียดายร่างกายและชีวิต ได้ออกวาจาเป็นสองแล้วครั้นจะกลับคืนเอาเสียแต่หนึ่ง คนทั้งปวงจะหัวเราะเยาะได้ว่าแก่โกง มิใช่แก่เก่ง บ้างว่าแก่แดดมิใช่แก่กับต้น ข้าพเจ้าขอสำแดงฝีมือแก่ให้ปรากฏไว้ มิให้หนุ่มๆ ดูหมิ่นได้”

จะเห็นได้ว่า “แก่แดด” ได้ใช้กันมานานแล้ว เป็นสำนวนเก่าแก่สำนวนหนึ่งของไทย ที่ได้มากจากผลไม้ที่อยู่กับต้น เมื่อมนุษย์สังเกตว่า ที่ทางหัวขั้วมีสีเหลืองแล้วหรือยัง ถ้ามีบ้างแล้วก็แสดงว่าผลไม้นั้นแก่ แต่ผลไม้บางผลถูกแดดส่องมากก็มักจะเหลืองทั้งๆ ที่ยังไม่แก่ อย่างนี้เรียกว่าแก่แดด สอดคล้องกับเพจภาษาและคำไทย ที่เขียนอธิบายวิวัฒนาการความของคำว่า #แก่แดด ไว้ว่า แก่แดด เป็นสำนวนที่มีความหมายเปลี่ยนแปลงตามเวลา เวลาผ่านไปคนใช้ก็ใช้ต่างออกไป เวลาในที่นี้ถือเอาพจนานุกรมเป็นหลัก เพราะเป็นหลักเป็นฐานให้อ้างอิงได้ชัดเจน

ความหมายเดิมของคำนี้คือ ผลไม้แก่แดดเพราะแดดเผา แล้วกลายมาเป็นสำนวนหมายถึงคนแก่ที่ไม่สมเป็นคนแก่ คงเปรียบเทียบว่าแก่เพราะสักแต่ผ่านแดดผ่านฝนมามาก แก่เพราะสักแต่เกิดนาน แต่ทำตัวไม่เหมาะสมแก่อายุตน

ต่อมาก็ย้ายความหมายไปเป็นเด็กที่ทำเป็นแก่เกินอายุ

พ.ศ. ๒๔๑๖ อักขราภิธานศรับท์ (พิมพ์ พ.ศ. ๒๔๑๖) ให้นิยาม แก่แดด ว่า
ผลไม้ทั้งปวงมิได้แก่ เองตามธรรมดา, มันแก่ เพราะถูกแดดมาก, ว่าแก่แดด

พ.ศ. ๒๔๙๓ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๔๙๓ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๙๓)
แก่แดด ว. แก่เพราะแดดเผา, ไม่ใช่แก่เอง, โดยปริยายหมายถึงคนแก่ที่ไม่สมเป็นคนแก่ คือแก่ไม่น่านับถือ

พ.ศ. ๒๕๒๕ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๒๕)
แก่แดด ว. ทำเป็นแก่เกินอายุ (มักใช้แก่เด็ก)

พ.ศ. ๒๕๔๔
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๔๔)
แก่แดด ว. ทำเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ (มักใช้แก่เด็ก)

พ.ศ. ๒๕๕๖
พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ (พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๕๕๖)
แก่แดด ว. ทำเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ (มักใช้แก่เด็ก)

จะเห็นได้ว่า จากวิวัฒนาการของ #แก่แดด เริ่มต้นจากการใช้กับผลไม้ ก่อนนำมาใช้เปรียบเทียบเปรียบเปรยกับพฤติกรรมมนุษย์ที่ทำอะไรเกินตัว จนถึงปัจจุบัน คำว่าเด็กแก่แดด จึงมีความหมายที่กว้าง และลึกซึ้งในเชิงปัญหาทางสังคมเพราะมันมีปัจจัยอื่นๆ มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมเหล่านี้อีกมากมาย 

แพทย์หญิงสินดี จำเริญนุสิต กุมารแพทย์ด้านพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลเวชธานี อธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นว่า เด็กที่มีพฤติกรรมและการแสดงออกที่โตเกินกว่าวัย จนบางครั้งอาจดูไม่เหมาะสมและถูกมองว่าเป็นเด็กแก่แดด แก่ลมนั้น เกิดขึ้นได้จาก 3 สาเหตุหลัก ดังนี้

1. เด็กมีร่างกายที่เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกัน เนื่องจากบางคนเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็ว เช่น มีเต้านมหรืออวัยวะเพศมีขนาดใหญ่ก่อน 9 ขวบ โอกาสที่จะโตเกินวัยย่อมมีได้สูง ซึ่งอาจจะต้องพบกุมารแพทย์ เพื่อปรึกษาและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

2. เด็กที่มีร่างกายปกติ ดูฉลาด แต่ถูกสนับสนุนไม่ถูกทาง เพราะเด็กสมัยนี้มีการเรียนรู้ที่เร็ว ทำให้ผู้ใหญ่บางท่านไม่ว่าจะเป็นคุณครูหรือคุณพ่อคุณแม่นั้นเห็นว่าลูกเรียนรู้ได้เร็ว น่าจะสนับสนุนให้ดียิ่งขึ้น แต่หารู้ไม่ว่า การสนับสนุนให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเก่งและเป็นผู้ใหญ่โดยที่พวกเขาเองยังไม่พร้อมที่จะเรียนรู้นั้น ส่งผลเสียกับตัวเด็กเองเป็นอย่างมาก

3. เด็กตกเป็นทาสของสิ่งแวดล้อม สังคม และสื่อ โดยไม่รู้ตัว ซึ่งเราสามารถแบ่งเด็กออกเป็นสองกลุ่มด้วยกันและมีความแตกต่างกับทั้งสองแบบที่กล่าวมือ คือ เกิดจากการเลียนแบบพฤติกรรม คำพูด และการแต่งกายจากสิ่งแวดล้อมหรือสื่อต่าง ๆ ประกอบกับคุณพ่อคุณแม่สนับสนุนให้ลูกมีความกล้าเกินกว่าวัย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแต่งหน้า แต่งตัว หรือการพูดจาเป็นต้น ทำให้การแสดงออกที่ออกมานั้นมีไม่เหมาะสมกับวัยของลูกเท่าที่ควร

โดยกลุ่มที่คุณพ่อคุณแม่ควรให้ความใส่ใจเป็นพิเศษก็คือ กลุ่มเด็กที่มีวัยและสติปัญญาไม่สอดรับกับการแสดงออก นั่นเอง ซึ่งเด็กกลุ่มนี้จะกลายเป็นเหยื่อของบรรดามิจฉาชีพหรือผู้ไม่ประสงค์ดีได้ง่าย

“สื่อต่าง ๆ เป็นตัวการหลักที่ทำให้เด็กลอกเลียนแบบ จนนำไปสู่การกล้าเกินวัย เนื่องจากคิดว่า ทำแล้วดูเด่น มีคนสนใจมาก เมื่อเด็กคิดและเข้าใจแบบนี้ ถ้าไม่มีตัวฉุดหรือเปลี่ยนทัศนคติของเขาอย่างถูกต้อง เด็กก็จะยิ่งแสดงพฤติกรรมที่กล้าเกินวัยในทางที่ไม่เหมาะสม หรือเป็นเด็กแก่แดดในสายตาของคนอื่นมากขึ้น แต่ถ้ากล้าในสิ่งที่เหมาะสม เช่น กล้าเป็นหัวหน้าห้อง หรือกล้าที่จะแสดงบนเวทีในที่สาธารณะ และอยู่ในขอบเขตของวัย ตรงนี้คุณพ่อคุณแม่ก็ควรสนับสนุน” คุณหมอกล่าว

หันมามองที่สถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีการปลุกระดมเด็กๆ ให้ออกมาเรียกร้องเสรีภาพและความเท่าเทียม โดยใช้วาทกรรมที่ว่า “เครื่องแบบนักเรียนเป็นสิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำทางสังคม” จนผู้ใหญ่ ตลอดจนเด็กๆ อีกหลายชีวิตเองก็ตั้งคำถามว่า ผู้ใหญ่กลุ่มหนึ่งกำลังเอาวาทกรรมความเหลื่อมล้ำทางสังคมมาหลอกใช้เด็กเป็นเครื่องมือใช่หรือไม่

สุรวิชช์ วีรวรรณ นักเขียนชื่อดังเขียนสรุปไว้ในบทความ ความโหดเหี้ยมของผู้ใหญ่ ที่ใช้อนาคตของเด็กเป็นเดิมพัน ไว้อย่างน่าสนใจว่า “สะท้อนให้เห็นชัดว่า เด็กๆ ถูกปลุกปั่นด้วยข้อมูลจริงผสมเท็จ เรื่องเล่าที่ซุบซิบกันที่หาข้อพิสูจน์ไม่ได้ และผู้ใหญ่เองไม่กล้าพูดต่อสาธารณะ แต่ยืมความไร้วุฒิภาวะความฮึกเหิมของเด็กมาเป็นเครื่องมือ”
จากเครื่องแบบนักเรียน สู่กระบวนการล้มเจ้า จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดียวอย่างช่วยไม่ได้ แต่เมื่อโฟกัสไปเฉพาะที่เด็กระดับมัธยมปลายลงไป การกระทำเช่นนี้ นอกจากจะไม่ได้ส่วนสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายแล้ว ยังเป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำใหม่ภายใต้เปลือกของชุดไปรเวตที่รอวันเป็นระเบิดเวลาในสังคม



https://www.facebook.com/PhasaLaeWankamThai/posts/1497086333649132/
https://www.amarinbabyandkids.com/kids/precocious-child/
https://mgronline.com/daily/detail/9630000124377

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

 

Related stories