1 ทศวรรษ ‘อาหรับสปริง’ ความล้มเหลวที่ ‘คนไทย’ ควรเรียนรู้และจดจำ

AdminSat 26 Dec 2020
0
1 ทศวรรษ ‘อาหรับสปริง’ ความล้มเหลวที่ ‘คนไทย’ ควรเรียนรู้และจดจำ


ผ่านไปไวมาก เพราะเมื่อวันที่ 17 ธันวาคมที่ผ่านมา เพิ่งเป็นวันครบรอบ 10 ปี ปรากฏการณ์ ‘อาหรับสปริง’ ไปหยกๆ หากนำปรากฏการณ์ดังกล่าวมาเทียบเคียงกับม็อบปลดแอกของไทยก็ดูจะมีความละม้ายคล้ายคลึงในบางเรื่อง และอีกหลายๆ เรื่องที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง

สิ่งที่คล้ายกันมาก คงต้องยกให้การใช้โซเชียลมีเดียในการกระพือข่าว ปลุกเร้าอารมณ์มวลชนให้ออกมาต่อต้านผู้นำประเทศ ด้วยข้อหา #เผด็จการ บ้างล่ะ #เหลื่อมล้ำ บ้างล่ะ #คอร์รัปชั่น บ้างล่ะ แต่บริบทของประเทศเหล่านั้น มันเอื้อให้ข้อกล่าวหาสมเหตุสมผล จนประชาชนต้องดาหน้ากันลงถนนอย่างพร้อมเพรียง

ส่วนความต่างล่ะ? ลักษณะทางสังคมของประเทศไทยมันเหลื่อมล้ำ กดขี่ประชาชนแบบตะวันออกกลางจริงหรือ? พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา แม้จะเข้าสู่อำนาจด้วยวิธีพิเศษ แต่เหตุผลที่ทำให้เกิดการรัฐประหารนั้น คนไทยที่ตามข่าวรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาตลอด คงจำได้ว่าตัวจุดประเด็นให้คนไทยลงถนนจนกลายเป็นที่มาของกลุ่ม กปปส. มาจากเหตุการณ์โหวตผ่าน พ.ร.บ.สุดซอยที่พยายามนิรโทษกรรมให้นักโทษต่างแดนนั่นเอง แต่ ณ วันนี้ พลเอกประยุทธ์ก็กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งตามกรอบวิถีประชาธปไตยแล้ว โดยผ่านการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ทุกประการ ฉะนั้น ความพยายามในการยัดเยียดข้อหาเผด็จการจึงปลุกมวลชนได้บางกลุ่มเท่านั้น และที่สำคัญการที่ม็อบมีความพยายามพาดพิงใส่ร้ายสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยถ้อยคำที่รุนแรงด้วยแล้ว ยิ่งทำให้มวลชนที่จะลงถนน ลดน้อยถอยลงอย่างช่วยไม่ได้ ความพยายามของใครสักคนที่ต้องการอยากเห็น “เอเชียสปริง” จึงกลายเป็นฝันกลางฤดูหนาว ที่คงไม่มีวันเกิด

ย้อนรอยการเกิด ‘อาหรับสปริง’ มาจากจุดเล็กๆ เพียงจุดเดียวเท่านั้น จะเรียกว่าน้ำผึ้งหยดเดียวจุดไฟให้ลุกโชนก็ไม่ผิด 17 ธันวาคม 2553 นายโมฮาเหม็ด โบอาซีซี พ่อค้าขายผักผลไม้ในตลาดของเมืองซิดี บูซิด ประเทศตูนิเซีย ได้จุดไฟเผาตัวเอง เพื่อประท้วงที่ถูกตำรวจใช้อำนาจข่มเหง เขาเสียชีวิตใน 2 สัปดาห์ต่อมา แต่ข่าวชะตากรรมของนายโบอาซีซี กลับปลุกชาวตูนิเซียให้ตระหนักว่า ประชาชนไม่ควรเกรงกลัวต่ออำนาจรัฐ จึงได้ออกมาเดินขบวนประท้วงในหลายเมือง เพื่อต่อต้านความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นในรัฐบาลของประธานาธิบดีซิเน เอล อะบิดีน เบน อาลี ที่ปกครองประเทศมายาวนานกว่า 23 ปี

หลังจากที่ประชาชนลุกฮือประท้วงได้เพียง 10 วัน ประธานาธิบดีเบน อาลี ก็ต้องพาครอบครัวหลบหนีออกนอกประเทศไปอยู่ที่ซาอุดีอาระเบีย กลายเป็นผู้นำชาติอาหรับรายแรกที่ถูกกระแสคลื่น "อาหรับสปริง" โค่นลงจากอำนาจ การประท้วงในตูนิเซียกลายเป็นแรงบันดาลใจและจุดไฟแห่งความหวังสู่ชาวอาหรับประเทศอื่นๆ ที่ในขณะนั้นหลายประเทศเต็มไปด้วยปัญหารัฐบาลคอร์รัปชัน ความไม่เท่าเทียมในสังคมชนชั้น และปัญหาปากท้อง ความยากจนหลังสงคราม

ช่วงเวลาเดียวกัน ขณะที่เหตุการณ์ในการปฏิวัติในตูนิเซียยังไม่สงบ ชาวอียิปต์ที่เอือมระอากับประธานาธิบดีอียิปต์ ฮอสนี มูบารัค ที่ปกครองประเทศมายาวนานกว่า 30 ปี ก็ออกมาลงถนนในวันที่ 25 ม.ค. 2554 การประท้วงยืดเยื้อไปอีกนานหลายสัปดาห์ ที่จัตุรัสทาห์รีร์ ในกรุงไคโร มีผู้ออกมาชุมนุมประท้วงมากถึงกว่า 2 ล้านคน นับเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่การจลาจลขนมปังในอียิปต์ เมื่อปี 2520 แรงกดดันที่ต้องเผชิญทำให้ประธานาธิบดีมูบารัค ลาออกจากตำแหน่ง มอบอำนาจให้แก่สภาทหารสูงสุด หลังการเลือกตั้งในเดือน มิ.ย.2555 นายโมฮัมหมัด มอร์ซี ผู้นำขบวนการภราดรภาพมุสลิมก็ขึ้นครองอำนาจแทน หลังชนะเลือกตั้งแบบเสรีครั้งแรก มอร์ซี กุมอำนาจท่ามกลางวิกฤติการเมืองรุมเร้าได้แค่ 1 ปี ก็ถูกคณะทหารนำโดยพลเอกอับเดล ฟัตตา อัล ซิซี ก่อรัฐประหารยึดอำนาจ และอัล ซิซี ยังเป็นประธานาธิบดีจนถึงปัจจุบัน

ผลพวงของ "อาหรับสปริง" ทำให้แก้วที่เกิดรอยร้าวระหว่างชนชั้นปกครองชาวสุหนี่ที่เป็นกลุ่มคนส่วนน้อยในประเทศบาห์เรน 14 กุมภาพันธ์ 2554 ประชาชนหลายหมื่นคนออกมาเดินประท้วงตามท้องถนน โดยมีเป้าหมายให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล มีความต้องการให้กษัตริย์ฮาหมัด สละราชสมบัติ และเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ แต่ 1 เดือนหลังจากนั้น กษัตริย์ฮาหมัดสั่งใช้กำลังปราบปรามเฉียบขาด ทรงสั่งยุบขบวนการฝ่ายค้าน ผู้นำฝ่ายค้านหลายคนถูกจำคุกยาว ปราบปรามอย่างจริงจัง มีการใช้แก๊สน้ำตา กระสุนยาง เพื่อสลายการชุมนุม ในวันที่ 16 มี.ค. จนถึงวันนี้บาห์เรน ยังคงเป็นประเทศยากจนที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในกลุ่มชาติร่ำรวยย่านอ่าวเปอร์เซีย

ด้านประเทศซีเรีย ชาวซีเรียเองเผชิญปัญหาเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานที่สูงขึ้น ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการขาดเสรีภาพทางการเมืองมาอย่างยาวนาน ในรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ปี 2543 พอเกิดปรากฏการณ์ "อาหรับสปริง" ก็ทำให้ประชาชนลงถนนเช่นกัน แต่รัฐบาลนายอัสซาดได้ใช้กำลังทหารและใช้อาวุธเคมีปราบปรามผู้ประท้วงที่ออกมาชุมนุมในหลายเมืองทั่วประเทศ มีประชาชนเสียชีวิตไปกว่า 500,000 คน และทุกวันนี้ประธานาธิบดีอัสซาด ยังกุมอำนาจได้เช่นเคย แม้บ้านเมืองจะยับเยินไปมากก็ตาม

ประเทศลิเบียเองก็หนัก เหตุความไม่สงบเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 15 ก.พ.2554 ก่อนขยายตัวกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการลุกฮือขึ้นทั่วประเทศ และมีการก่อตั้ง "สภาถ่ายโอนอำนาจแห่งชาติ" รัฐบาลของฝ่ายต่อต้านกัดดาฟีที่เมืองเบงกาซี เป้าหมายคือการโค่นล้มมูอัมมาร์ กัดดาฟี ที่กุมอำนาจมากว่า 42 ปี ลงจากตำแหน่ง เมื่อ 20 ต.ค. 2554 ประธานาธิบดีกัดดาฟี โดนจับตัวได้ขณะหลบหนี และรุมฆ่าทิ้งอย่างโหดเหี้ยม จนถึงวันนี้ลิเบียยังคงถลำสู่กลียุค มีการแย่งชิงอำนาจทั้งในรัฐบาลและรัฐสภาและยังหาจุดลงตัวไม่ได้

ในเยเมน ประชาชนชาวเยเมนลุกฮือประท้วงขับไล่ประธานาธิบดี อาลี อับดุลเลาะห์ ซาเลห์ ที่กุมอำนาจเผด็จการมา 33 ปี ตั้งแต่ปี 2521 หลังถูกลุกฮือขับไล่ประท้วงนองเลือด และการสู้รบยาวนาน 11 เดือน ผู้นำเยเมนถูกเหล่าผู้นำชาติอาหรับบีบให้สละอำนาจ เมื่อเดือน พ.ย.2554 ต่อมาในเดือน ก.พ.2555 เยเมนจัดการเลือกตั้งใหม่ รองประธานาธิบดีอาเบดรับโบ มานซูร์ ฮาดี ในรัฐบาลของนายซาเลห์ ชนะได้เป็นประธานาธิบดี แต่การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ล้มเหลว ความขัดแย้งระหว่างชาวสุหนี่ชนส่วนใหญ่ กับชาวชีอะห์ชนส่วนน้อยที่ถูกกดขี่มากขึ้น หลังนายซาเลห์สิ้นอำนาจก็ทวีขึ้น จนถึงทุกวันนี้สงครามยังไม่สงบ  ข้อมูลของโครงการอาหารโลก ระบุว่า ชาวเยเมนกำลังประสบความอดอยากถึง 8.4 ล้านคน โดยรวมประมาณร้อยละ 60 ของประชากรทั้งหมด 29.3 ล้านคน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ขาดความมั่นคงทางอาหาร

ทำไม ‘อาหรับสปริง’ ถึงล้มเหลว ? คำตอบเดียวคือ การขาดผู้นำที่มีคุณธรรม

อแมนดา เทาบ์ นักข่าวและนักเขียนเรื่องเกี่ยวกับนโยบายต่างประเทศและสิทธิมนุษยชน ได้เขียนบทความในเว็บไซต์ Vox โดยระบุถึงความล้มเหลวของ 'อาหรับสปริง' ว่าการนำเสนอเรื่องของอาหรับสปริงมักจะมีแต่มุมมองแบบขาวดำมากเกินไปหรือมีลักษณะเน้นตัวบุคคลมากเกินไป เช่น การเล่าในทำนองว่าเป็นการที่กลุ่มนักประท้วงโลกสวยที่ต่อสู้กับเผด็จการปีศาจร้ายแต่ไม่สามารถทำให้เกิดการปฏิวัติได้จริงหรือผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่านการปกครองไม่มีความเข้มแข็งมากพอ แต่สำหรับเธอแล้วมันไม่ใช่เรื่องของพระเอกกับผู้ร้าย สิ่งที่ทำให้อาหรับสปริงในหลายประเทศผิดพลาด เป็นเพราะความล้มเหลวของสถาบันทางการเมือง

"ประชาชนผู้กล้าหาญแต่ยังอ่อนต่อโลก" พยายามโค่นล้ม "เผด็จการชั่วร้าย" อย่างฮอสนี มูบารัค แต่พวกเขาก็ล้มเหลวในการจัดตั้งทางการเมืองและมีแต่ความเพ้อฝันถึงการเปลี่ยนแปลงแทนที่จะทำงานการเมืองบนหลักความจริง”

"การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่เรื่องที่ว่าคุณจะโค่นล้มใครแล้วเอาใครมาแทน แต่อยู่ที่คุณจะเปลี่ยนแปลงหรือทำอย่างไรให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเครือข่ายที่มีอยู่กว้างขวางภายใต้สถาบันที่ตัวบุคคลนั้นดำรงอยู่" เทาบ์ระบุในบทความ

ข้อมูลอ้างอิง
https://www.thairath.co.th/news/foreign/1998040
https://prachatai.com/journal/2016/02/63856
https://www.matichon.co.th/foreign/indepth/news_2495307

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

Related stories