ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่การเมืองโลก หลังยุคโควิด-19

AdminSat 02 Jan 2021
0
ภูมิรัฐศาสตร์ใหม่การเมืองโลก หลังยุคโควิด-19


“โลกกำลังจะเข้าสู่ยุคหลังโควิด-19 ในปีนี้แล้วหรือไม่ ? เพราะปีหน้าวัคซีนก็น่าจะมาถึงแล้ว” เพื่อนของผู้เขียนท่านหนึ่งเปรยขึ้นระหว่างการสนทนาบนโต๊ะอาหาร เมื่อสัปดาห์ก่อน บรรดากูรูบนโต๊ะอาหารต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า รอไปก่อนเถอะ หลังปี 2565 โน่นแหละ ถึงจะเริ่มเข้าที่เข้าทาง

เพราะถึงแม้ว่าปี 2564 จะเริ่มมีการฉีดวัคซีนจริงจังในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ที่ได้รับสิทธิ์จากแอสตรา เซเนกา ให้เป็นตัวแทนผลิตในเอเชียอย่างเป็นทางการก็เถอะ แต่เอาเข้าจริงโควิด-19 ยังถือว่าเป็นโรคใหม่ที่เรายังไม่รู้จักมันดีพอ เพราะในช่วง 10 กว่าเดือนที่เร่งผลิตวัคซีนอยู่นั้น ไวรัสเอง มันก็กลายพันธุ์ไปแล้วหลายสายพันธุ์เช่นกัน ฉะนั้น การที่โลกจะกลับมาเหมือนเดิม น่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี คือหลัง 2566 นั่นแหละจึงจะเขาที่เข้าทาง และกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้มากที่สุด

แต่ยังไม่ทันที่จะถึงเวลานั้น นักวิชาการทั่วโลกต่างตั้งคำถามกันแล้วว่า โลกยุคหลังโควิด-19 ภูมิรัฐศาสตร์การเมืองโลก จะไม่เหมือนเดิมอย่างแน่นอน เพราะหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศชั้นนำของโลก บอบช้ำจากปัญหาเศรษฐกิจที่โดนไว้รัสตัวร้ายนี้ซ้ำเติม ดุลการเมืองโลกจะเปลี่ยนไป และการเข้ามามีบทบาทของเอเชียบนเวทีโลก หรือที่นักวิชาการบางสำนักประดิษฐ์ศัพท์ว่า Asiansation จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจนกว่าเดิม โดยมีโควิด-19 เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา

ดร.ปิติ ศรีแสงนาม แห่งคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มาหวิทยาลัย ได้อธิบายไว้ว่า หลังปี 2021 โลกจะเข้าสู่จะสภาวะ ‘Multipolarity’ คือการจัดวางระเบียบโลกใหม่ ที่จะไม่ได้มีประเทศใดประเทศหนึ่งเข้ามามีบทบาทเหมือนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีสหรัฐอเมริกาและยุโรป เป็นผู้แสดงบทบาทเป็นผู้จัดระเบียบโลกในหลายๆ ด้าน  ‘Multipolarity’ จะเปิดพื้นที่ให้แต่ละประเทศมีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำในสิ่งที่ตัวเองเชี่ยวชาญ จีนก็จะเก่งในบางเรื่อง สหรัฐก็จะเก่งในบางเรื่อง ยุโรปก็อาจจะเก่งในหลายๆ เรื่อง จีน อินเดีย อาจจะเข้ามามีบทบาทในทางวิทยาศาสตร์มากยิ่งขึ้น ในขณะที่ประเทศในอาเซียนก็สามารถแสดงบทบาทในบางเรื่องได้เช่นกัน ดังนั้น จะไม่มีประเทศใดประเทศหนึ่งนำโด่งเหมือนแต่ก่อน ทว่า ในหลายๆ ภูมิภาคก็จะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดเศรษฐกิจ อาทิ ยุโรป ยังคงเป็นตลาดที่สำคัญของทั่วโลก ฉะนั้น โลกจะซับซ้อนมากยิ่งขึ้น และจะไม่มีมหาอำนาจเดี่ยวเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป

ด้านประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้แสดงมุมมองเกี่ยวกับโลกยุคหลังโควิด-19ว่า ในการประชุมของสหประชาชาติว่า เมื่อวันที่ 21 กันยายน พ.ศ.2563 ในวาระครบรอบ 75 ปีสหประชาชาติ (High-level Meeting of the General Assembly to Commemorate the 75th Anniversary of the United Nations) ว่าโลกยุคหลังโควิด-19 ต้องการองค์การสหประชาชาติแบบไหน ใน 4 ประการ ได้แก่

ประการแรกคือการรักษาความยุติธรรมไม่มีประเทศใดมีสิทธิที่จะครอบครองกิจการระหว่างประเทศครอบงำชะตากรรมของประเทศอื่นและผูกขาดความได้เปรียบในการพัฒนา ยิ่งไม่อาจดำเนินกิจการในทั่วโลกได้ตามอำเภอใจ ทำตัวเป็นเจ้าโลก กลั่นแกล้งประเทศอื่นหรือทำตัวเป็นจอมเผด็จการ ลัทธิเอกภาคนิยม (unilateralism) จะไม่สามารถหาทางออกได้ เราต้องยืนหยัดการปรึกษาหารือ สร้างสรรค์และแบ่งปันผลประโยชน์ให้ทุกประเทศได้ ปกป้องรักษาความมั่นคงโลก แบ่งปันผลประโยชน์จากการพัฒนาและกำหนดโชคชะตาของโลกร่วมกัน

ประการที่สองคือการบังคับใช้หลักนิติธรรม วัตถุประสงค์และหลักการของกฎบัตรสหประชาชาติเป็นพื้นฐานในการจัดการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และยังเป็นรากฐานสำคัญของความมั่นคงของระเบียบโลกซึ่งจะต้องยึดถือโดยไม่หวั่นไหว ความสัมพันธ์และผลประโยชน์ของประเทศต่างๆจะสามารถประสานกันได้ด้วยระบบและกฎเกณฑ์เท่านั้น ไม่ใช่ผู้ใดมีพลังอำนาจมากกว่าก็ต้องเชื่อฟังคนนั้น ไม่ควรใช้ลัทธิข้อยกเว้น (exceptionalism) หรือสองมาตรฐาน และไม่ควรบิดเบือนกฎหมายระหว่างประเทศหรืออ้างหลักนิติธรรมเพื่อละเมิดสิทธิประโยชน์อันชอบธรรมของประเทศอื่น ๆ และทำลายสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างประเทศ

ประการที่สามคือการส่งเสริมความร่วมมือแนวคิดแบบสงครามเย็นการวาดเส้นด้วยอุดมการณ์ และการเล่นเกมผลรวมเป็นศูนย์จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาในประเทศของตนได้ และไม่สามารถรับมือกับความท้าทายทั่วไปที่มนุษยชาติต้องเผชิญ เราจะต้องใช้การเจรจาแทนที่ความขัดแย้งใช้การหารือแทนที่การบีบบังคับใช้หลัก win-win แทนที่หลักผลรวมเป็นศูนย์ บูรณาการผลประโยชน์ของชาติตนเองเข้ากับผลประโยชน์ส่วนรวมของทุกประเทศ มุ่งมั่นที่จะขยายพื้นที่ที่ทุกประเทศได้ประโยชน์ร่วมกันและสร้างครอบครัวระหว่างประเทศที่มีความสามัคคีและร่วมมือกัน

ประการที่สี่คือมุ่งเน้นการลงมือปฏิบัติองค์การสหประชาชาติควรปฏิบัติภารกิจโดยมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาส่ งเสริมความมั่นคงการพัฒนาและสิทธิมนุษยชนอย่างสมดุล ให้ความสำคัญกับการรับมือภัยคุกคามทางความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่นสาธารณสุข เป็นต้น วางประเด็นการพัฒนาไว้ในตำแหน่งที่สำคัญภายใต้กรอบมหภาคระดับโลก และให้ความสำคัญมากขึ้นในการส่งเสริมและปกป้องสิทธิในการอยู่รอดและสิทธิในการพัฒนา

ด้าน ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ยังให้คำแนะนำอีกว่า มีสิ่งที่ประเทศไทยควรต้องจับตามองในปีนี้ เพื่อกำหนดท่าทีของตัวเองได้แก่

1. ท่าทีของประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา อย่างนายโจ ไบเดน โดยเฉพาะนโยบายทางด้านเศรษฐกิจและการต่างประเทศ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ประเด็นที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษ คือในระยะสั้น สงครามการค้าจะยังคงเกิดขึ้นแน่นอน และที่ต้องทำความเข้าใจให้มากก็คือสงครามการค้านี้ไม่ได้เป็นสงครามระยะสหรัฐฯ กับจีน แต่เป็นสงครามระหว่างสหรัฐกับประเทศที่สหรัฐขาดดุลการค้ามากๆ ซึ่งไทยก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ฉะนั้น มาตรการต่างๆ ที่เราเคยโดยอาทิการตัดสิทธิ จีเอสพี ไม่น่าจะใช่มาตรการเดียวที่เราต้องเจอ

2. ประเทศจีน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาประสบความสำเร้จกับการรับมือโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี แต่ที่สำคัญก็คือ ในปี 2021 นี้ จะเป็นปีที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครบรอบ 100 ปี ฉะนั้น นโยบายที่สีจิ้นผิงเคยกล่าวไว้ ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับให้จีนเป็นประเทศปลอดคนจนก็ดี นโยบายเศรษฐกิจภายในประเทศ และนโยบายเศรษฐกิจอื่นๆ ก็ดี ล้วนต้องนำมาพิจารณาด้วยทั้งสิ้น

3. บทบาทของไทยในอาเซียน ที่ต้องชัดเจน ทั้งปัญหาทะเลจีนใต้ที่สหรัฐ พยายามยกระดับให้เป็นกรณีระดับนานาชาติระหว่าอาเซียนกับจีน หรือการประชุมสำคัญๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีนี้ที่ไทยจะเข้าไปมีบทบาทในการนำประชุมเช่น APEC เป็นต้น

จะเห็นได้ว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปหลายด้าน ในขณะที่เยาวชนคนรุ่นใหม่ในประเทศสาละวนอยู่แต่กับรัฐธรรมนูญ ล้มเจ้า เปลี่ยนแปลงการปกครองไปเป็นสาธารณรัฐ ฯลฯ ถามจริงๆ นี่คือสิ่งที่แสดงวุฒิภาวะ ใช่หรือไม่

อ้างอิง
https://www.youtube.com/watch?v=5YAjj5ezAt0
https://mgronline.com/china/detail/9630000097494

#RoundtableThailand
roundtablethailand.com

 

 

 

Related stories